จินตนาการภาพนี้ดูสิครับ ทีมฟุตบอลที่เพิ่งเลื่อนชั้นขึ้นสู่ลีกสูงสุดของประเทศเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ทีมที่แฟนบอลรอคอยมานานหลายสิบปีกว่าจะได้เห็นธงสีของตัวเองโบกสะบัดในไทยลีก 1 แต่กลับต้องเปิดฉากความฝันนั้น “ไกลบ้าน” ตัวเองกว่า 100 กิโลเมตร นี่ไม่ใช่บทลงโทษ ไม่ใช่การแบน แต่คือสิ่งที่ “ปัตตานี เอฟซี” กำลังเผชิญอยู่จริงในตอนนี้
สโมสรจากดินแดนปลายด้ามขวานเพิ่งประกาศอย่างเป็นทางการว่าจะย้ายไปใช้ สนามติณสูลานนท์ จังหวัดสงขลา เป็นสนามเหย้าชั่วคราว เริ่มตั้งแต่นัดเปิดฤดูกาลกับ บีจี ปทุม ยูไนเต็ด ในวันที่ 4 กันยายนนี้ ไปจนกว่าจะจบฤดูกาลครึ่งแรก เหตุผลเบื้องหลังไม่ใช่เรื่องเงินไม่พอ ไม่ใช่เรื่องแฟนบอลน้อย แต่เป็นเรื่องที่ฟังดูขัดใจที่สุด นั่นคือ สนามเหย้าของตัวเองกำลังถูกพัฒนาให้ดีขึ้น จนนักกีฬาไม่สามารถลงเล่นได้อย่างปลอดภัย
เรื่องนี้ไม่ใช่แค่ข่าวย้ายสนามธรรมดา แต่มันคือกรณีศึกษาเรื่องวินัย การจัดการวิกฤต และการมองการณ์ไกล ที่คนทำงานยุคนี้เอาไปปรับใช้ได้จริง มาเจาะลึกไปพร้อมกันว่าเบื้องหลังเรื่องนี้มีอะไรซ่อนอยู่บ้าง
จากลีกท้องถิ่นสู่ไทยลีก 1: เส้นทางประวัติศาสตร์ของ “ปืนใหญ่พญาตานี”
ก่อนจะเข้าใจว่าทำไมการย้ายสนามครั้งนี้ถึงสำคัญ ต้องย้อนกลับไปดูเส้นทางของสโมสรนี้กันก่อน ปัตตานี เอฟซี ไม่ใช่ทีมหน้าใหม่ที่โผล่มาจากไหนก็ไม่รู้ แต่เป็นทีมที่คลุกคลีอยู่ในวงการฟุตบอลไทยมานาน ผ่านทั้งความสำเร็จและความผิดหวังมาหลายรอบ กว่าจะมาถึงจุดที่ ในวันเสาร์ที่ 23 พฤษภาคม 2569 สโมสรสามารถหักด่านคู่แข่งคว้าตั๋วใบสุดท้ายขึ้นสู่ไทยลีกได้สำเร็จ ซึ่งถือเป็นการเขียนหน้าประวัติศาสตร์ใหม่ให้กับวงการฟุตบอลสามจังหวัดชายแดนใต้อย่างแท้จริง
สิ่งที่ทำให้สโมสรนี้มีเอกลักษณ์ไม่เหมือนใครคือ “บ้าน” ของพวกเขา สนามเหย้าที่ทุกคนเรียกติดปากว่า “เรนโบว์ สเตเดี้ยม” ไม่ได้มีชื่อนี้ลอยๆ แต่มาจากการที่ทางจังหวัดปัตตานีปรับปรุงและทาสีสนามจนกลายเป็นจุดเด่นด้วยสีสันสดใส กลายเป็นอัตลักษณ์ของสนามที่ความจุกว่า 12,800 ที่นั่ง เป็นสนามที่ไม่เหมือนสนามฟุตบอลทั่วไปในไทย เพราะทุกอัฒจันทร์เต็มไปด้วยสีสันที่สื่อถึงความหลากหลายและความเป็นหนึ่งเดียวของคนในพื้นที่
ที่สำคัญกว่านั้น สนามแห่งนี้ไม่ได้เป็นแค่สังเวียนกีฬา แต่คือพื้นที่ทางวัฒนธรรมและศรัทธา ในช่วงเดือนรอมฎอนที่ผ่านมา บรรยากาศในสนามผสมผสานระหว่างการละศีลอด การชมบอล และการละหมาดเข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว สะท้อนว่าฟุตบอลที่นี่ไม่ใช่แค่เกม 90 นาที แต่คือวิถีชีวิตของคนทั้งจังหวัด นี่คือเหตุผลว่าทำไมข่าวการต้องทิ้ง “บ้าน” ไปเปิดเกมประวัติศาสตร์ที่อื่นถึงสร้างแรงสะเทือนใจให้แฟนบอลจำนวนมาก
ทำไมสร้างลู่วิ่งถึงทำให้ทีมต้องย้ายบ้าน? เจาะลึกวิทยาศาสตร์เบื้องหลังมาตรฐานสนามกีฬา
หลายคนอาจสงสัยว่า แค่ทำลู่วิ่งรอบสนาม ทำไมถึงกระทบกับสนามฟุตบอลตรงกลางได้ขนาดนี้ คำตอบอยู่ที่ มาตรฐานสากลของลู่วิ่งกรีฑา ซึ่งไม่ใช่เรื่องที่จะขีดเส้นลงพื้นแล้วจบ แต่ต้องอาศัยความแม่นยำทางวิศวกรรมระดับสูง
ลู่วิ่งมาตรฐานที่ใช้แข่งขันระดับสากลต้องมีระยะ 400 เมตรพอดีในเลนที่ 1 ซึ่งเป็นเลนวัดระยะมาตรฐาน การจะได้ระยะที่แม่นยำขนาดนี้ วิศวกรต้องคำนวณรัศมีความโค้งของลู่วิ่งอย่างละเอียด และในกรณีของสนามเรนโบว์ สเตเดี้ยม ปัญหาที่พบคือ ท่อระบายน้ำเดิมที่วางไว้กีดขวางแนวเลนวิ่งด้านในสุด ทำให้ทีมช่างต้องขุดดินลึกประมาณ 1 เมตร เพื่อขยับท่อออกไปอีกราว 60 เซนติเมตร งานที่ฟังดูเล็กน้อยนี้จึงกลายเป็นโปรเจกต์ที่ต้องเปิดหน้าดินเป็นคูยาวรอบสนามทั้งหมด
60 เซนติเมตรที่เปลี่ยนทุกอย่าง
ในมุมมองของวิทยาศาสตร์การกีฬาและความปลอดภัยของนักกีฬา พื้นที่ก่อสร้างแบบนี้คือฝันร้าย เพราะการมีคูดินลึก 1 เมตรอยู่รอบสนาม แม้จะดูเหมือนอยู่ “นอกสนามฟุตบอล” แต่ในความเป็นจริงบริเวณเส้นข้าง เส้นหลังคือพื้นที่ที่นักกีฬาต้องวิ่งเข้าไปเก็บบอล ต้องล้มตัวหยุดวิ่งกะทันหัน หรือแม้แต่เจ้าหน้าที่ไลน์แมนที่ต้องวิ่งขึ้นลงตลอดเกม หากพื้นที่ตรงนี้ไม่มั่นคง มีหลุมบ่อ หรือวัสดุก่อสร้างตกค้าง ความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บจากข้อเท้าพลิก หัวเข่าบิด หรืออุบัติเหตุร้ายแรงจะสูงขึ้นทันที นี่คือเหตุผลที่ทำให้สมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทยไม่สามารถอนุมัติให้ใช้สนามในสภาพนี้ได้ ไม่ว่าทีมเจ้าบ้านจะอยากใช้มากแค่ไหนก็ตาม
เมื่อฤดูฝนกลายเป็นตัวแปรที่ควบคุมไม่ได้
อีกหนึ่งปัจจัยที่คนนอกวงการก่อสร้างอาจมองข้ามคือเรื่อง “จังหวะเวลา” งานก่อสร้างประเภทขุดดินและวางท่อระบายน้ำ มีข้อจำกัดสำคัญคือต้องเลี่ยงฤดูฝนให้ได้มากที่สุด เพราะดินที่ขุดไว้จะพังทลาย น้ำท่วมขังในหลุม และงานโครงสร้างพื้นฐานอาจเสียหายจนต้องรื้อทำใหม่ หากเลื่อนเวลาก่อสร้างออกไปเพียงหนึ่งเดือนเพื่อรอให้ทีมได้ใช้สนามในนัดเปิดตัว อาจหมายถึงงานทั้งโครงการเข้าไปชนกับฤดูฝนเต็มๆ และเสี่ยงที่จะส่งมอบงานไม่ทันตามกำหนด สุดท้ายกลายเป็นว่าการรอเพื่อให้ได้เล่นนัดเดียวที่บ้าน อาจแลกมาด้วยการที่สนามใหม่ทั้งหมดต้องล่าช้าไปอีกหลายเดือน
หัวใจนักสู้และศรัทธาของแฟนบอลชายแดนใต้: ทำไมคนถึงคลั่งไคล้ปัตตานี เอฟซี
สิ่งที่ทำให้เรื่องราวนี้ทรงพลังไม่ใช่แค่เรื่องเทคนิคการก่อสร้าง แต่คือจิตวิญญาณของแฟนบอลที่ผูกพันกับทีมนี้อย่างลึกซึ้ง สำหรับคนสามจังหวัดชายแดนใต้ ฟุตบอลไม่ใช่แค่ความบันเทิงยามว่าง แต่เป็นพื้นที่แห่งความภาคภูมิใจและการยืนยันตัวตน ในภูมิภาคที่บางครั้งถูกมองผ่านมุมของข่าวความไม่สงบ สนามฟุตบอลกลับกลายเป็นพื้นที่ที่ผู้คนมารวมตัวกันด้วยความหวังและรอยยิ้ม
การที่ทีมต้องเลื่อนความฝันในการเปิดบ้านนัดประวัติศาสตร์ออกไปอีก 2-5 เดือน ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะทำใจยอมรับ แต่สิ่งที่น่าสนใจคือปฏิกิริยาของสโมสรและแฟนบอลส่วนใหญ่กลับเลือกที่จะเข้าใจ มากกว่าจะโกรธเคือง เพราะทุกคนรู้ดีว่าสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นคือการลงทุนระยะยาวเพื่ออนาคตที่ดีกว่า
บทเรียนแห่งวินัยที่มากกว่าฟุตบอล
หากมองข้ามเรื่องฟุตบอลออกไป เรื่องราวนี้สอนบทเรียนสำคัญที่คนทำงานยุคใหม่เอาไปปรับใช้ได้ นั่นคือ การเลือกทำสิ่งที่ถูกต้องระยะยาว แทนที่จะเลือกความสะดวกสบายระยะสั้น สโมสรมีทางเลือกที่จะฝืนใช้สนามเดิมทั้งที่ยังไม่ปลอดภัย เพื่อให้ได้ภาพนัดเปิดบ้านสวยงามในวันประวัติศาสตร์ แต่พวกเขาเลือกที่จะยอมรับความไม่สะดวกในระยะสั้น เพื่อให้ได้มาตรฐานที่สมบูรณ์แบบในระยะยาว นี่คือหลักคิดเดียวกับที่คนทำงานหลายคนต้องเจอ เมื่อต้องเลือกระหว่างผลลัพธ์เร็วแต่เสี่ยง กับผลลัพธ์ช้าแต่มั่นคง
สนามติณสูลานนท์: บ้านเช่าที่ไม่ธรรมดา ตำนานสนามใหญ่อันดับ 2 ของประเทศไทย
ข่าวดีท่ามกลางสถานการณ์นี้คือ สนามที่ปัตตานี เอฟซี จะไปอาศัยใช้ชั่วคราวนั้น ไม่ใช่สนามธรรมดาเลยแม้แต่น้อย สนามติณสูลานนท์ ถือเป็นหนึ่งในตำนานสนามกีฬาของไทยที่มีเรื่องราวยาวนาน สนามแห่งนี้เคยเป็นเจ้าภาพจัดเอเชียนเกมส์ครั้งที่ 13 เมื่อปี 2541 โดยไฮไลต์สำคัญคือแมตช์ชิงเหรียญทองแดงระหว่างทีมชาติไทยกับทีมชาติจีน ซึ่งมีแฟนบอลแห่เข้าชมจนแน่นสนามกว่า 30,000 คน และในปี 2567 ยังเคยเป็นสังเวียนจัดการแข่งขันคิงส์คัพ ครั้งที่ 50 ที่สร้างความประทับใจให้คนไทยทั้งประเทศมาแล้ว
ในแง่ขนาด สนามแห่งนี้ยิ่งใหญ่กว่าสนามเหย้าเดิมของปัตตานีหลายเท่า หลังผ่านการปรับปรุงครั้งใหญ่ด้วยงบประมาณร่วม 200 ล้านบาทเพื่อรองรับการเป็นเจ้าภาพกีฬาแห่งชาติ ทำให้ความจุเพิ่มขึ้นจาก 35,000 เป็น 45,000 ที่นั่ง กลายเป็นสนามที่มีความจุผู้ชมมากเป็นอันดับ 2 ของประเทศไทย รองจากสนามราชมังคลากีฬาสถานเพียงแห่งเดียว แม้ภายหลังจะปรับลดโซนที่นั่งลงเหลือราว 25,000 ที่นั่งหลังติดตั้งเก้าอี้ในการปรับปรุงล่าสุด แต่นั่นก็ยังถือว่าใหญ่กว่าสนามเรนโบว์ สเตเดี้ยม แบบเทียบกันไม่ติด
การได้ลงเล่นในสนามระดับตำนานแบบนี้ แม้จะไม่ใช่บ้านที่แท้จริง แต่ในแง่หนึ่งก็เป็นโอกาสที่หาไม่ได้ง่ายๆ สำหรับทีมที่เพิ่งเลื่อนชั้น การได้สัมผัสบรรยากาศสนามใหญ่ระดับประเทศตั้งแต่ฤดูกาลแรกในลีกสูงสุด อาจกลายเป็นประสบการณ์ที่หล่อหลอมความมั่นใจให้นักเตะได้ไม่น้อยเช่นกัน
ธุรกิจกีฬาและอนาคต: เมื่อวิกฤตกลายเป็นโอกาสทางการตลาด
มองในมุมธุรกิจกีฬา สถานการณ์นี้ท้าทายสโมสรอย่างมาก เพราะการย้ายสนามเหย้าไปไกลถึงต่างจังหวัดกว่า 100 กิโลเมตร ย่อมส่งผลกระทบต่อรายได้จากการขายตั๋วหน้าสนามและสินค้าที่ระลึกในทันที แฟนบอลบางส่วนอาจไม่สะดวกเดินทางไกลขนาดนั้นเพื่อไปชมทุกนัด นี่คือความเสี่ยงที่สโมสรต้องบริหารจัดการอย่างชาญฉลาด
ตั๋วปี บัตรสมาชิก และการบริหารแฟนคลับในยุคดิจิทัล
สิ่งที่น่าสนใจคือสโมสรเริ่มเดินหน้าวางแผนรับมือทันที โดยเริ่มจำหน่ายบัตรรายปีตั้งแต่วันที่ 13 สิงหาคม 2569 เป็นต้นไป ซึ่งเป็นการล็อกฐานแฟนคลับที่เหนียวแน่นไว้ล่วงหน้า ก่อนที่จะเกิดความไม่แน่นอนเรื่องสนามด้วยซ้ำ นี่คือกลยุทธ์ที่ฉลาด เพราะในยุคที่การเดินทางไปดูบอลนอกพื้นที่เป็นเรื่องยาก การสร้างช่องทางดิจิทัลอย่างการถ่ายทอดสดผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ การอัปเดตเนื้อหาผ่านโซเชียลมีเดีย และการสร้างชุมชนแฟนคลับออนไลน์ จะกลายเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยรักษาความผูกพันระหว่างทีมกับแฟนบอลเอาไว้ แม้ระยะทางจะห่างกันมากขึ้นก็ตาม
สนามมาตรฐานสากล = โอกาสธุรกิจระยะยาว
เมื่อมองข้ามความลำบากระยะสั้นไป การลงทุนสร้างลู่วิ่งมาตรฐาน 9 เลน มูลค่ากว่า 30 ล้านบาท ไม่ใช่แค่การอัปเกรดเพื่อฟุตบอลอย่างเดียว แต่คือการเปิดประตูให้สนามเรนโบว์ สเตเดี้ยม กลายเป็นสถานที่จัดกีฬาหลากประเภทได้ในอนาคต ไม่ว่าจะเป็นการแข่งขันกรีฑาระดับภูมิภาค การจัดอีเวนต์กีฬานักเรียน หรือแม้แต่งานคอนเสิร์ตและกิจกรรมขนาดใหญ่ที่ต้องการพื้นที่มาตรฐาน สิ่งเหล่านี้คือแหล่งรายได้ใหม่ที่จะช่วยหล่อเลี้ยงสโมสรในระยะยาว เมื่อสนามกลับมาใช้งานได้เต็มรูปแบบพร้อมอัฒจันทร์ที่ปรับปรุงใหม่ สโมสรจะมีศักยภาพในการดึงดูดสปอนเซอร์รายใหญ่ขึ้น และสร้างประสบการณ์ให้แฟนบอลที่ดีกว่าเดิมมาก
ในภาพกว้างกว่านั้น เรื่องนี้สะท้อนเทรนด์ของวงการฟุตบอลไทยในยุคดิจิทัลได้ชัดเจน สโมสรที่จะอยู่รอดและเติบโตได้ไม่ใช่แค่ทีมที่เล่นเก่งอย่างเดียว แต่ต้องเป็นทีมที่บริหารจัดการโครงสร้างพื้นฐาน สร้างประสบการณ์แฟนบอล และวางแผนรายได้ได้อย่างรอบด้าน การยอมเจ็บตัวระยะสั้นเพื่อวางรากฐานที่แข็งแรงกว่า คือสัญญาณที่ดีว่าสโมสรกำลังคิดแบบมืออาชีพและมองไกลกว่าแค่ฤดูกาลนี้
บทสรุป: มากกว่าฟุตบอล คือบทเรียนของการปรับตัว
เรื่องราวของปัตตานี เอฟซี ในวันนี้ คือภาพสะท้อนของการเดินทางสู่ความฝันที่ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ ทีมที่ต่อสู้มานานกว่าจะได้ขึ้นสู่ลีกสูงสุด กลับต้องเจอบททดสอบทันทีตั้งแต่ก่อนเปิดฤดูกาลด้วยซ้ำ แต่สิ่งที่น่าชื่นชมคือวิธีการรับมือของสโมสร ที่เลือกความปลอดภัยและมาตรฐานระยะยาว มากกว่าความสวยงามฉาบฉวยในระยะสั้น พร้อมทั้งเดินหน้าวางแผนธุรกิจและดูแลแฟนบอลควบคู่กันไปอย่างเป็นระบบ
ท้ายที่สุดแล้ว “บ้าน” ของทีมฟุตบอลอาจไม่ได้วัดกันแค่ที่ตั้งของสนาม แต่วัดกันที่หัวใจของคนที่พร้อมเดินทางไปเชียร์ไม่ว่าทีมจะอยู่ที่ไหน คำถามที่น่าคิดต่อคือ เมื่อสนามเรนโบว์ สเตเดี้ยม กลับมาสมบูรณ์แบบในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า ความทรงจำของการต้องออกเดินทางไกลเพื่อเชียร์ทีมรักในฤดูกาลประวัติศาสตร์นี้ จะกลายเป็นเรื่องเล่าที่แฟนบอลปัตตานีภูมิใจเล่าต่อไปอีกนานแค่ไหน
สรุปประเด็นสำคัญ
- ปัตตานี เอฟซี ย้ายไปใช้สนามติณสูลานนท์ จ.สงขลา เป็นสนามเหย้าชั่วคราว เริ่มนัดแรกเจอบีจี ปทุม ยูไนเต็ด 4 กันยายนนี้
- สาเหตุหลักคือสนามเรนโบว์ สเตเดี้ยม กำลังสร้างลู่วิ่งมาตรฐาน 9 เลน มูลค่ากว่า 30 ล้านบาท ทำให้พื้นที่รอบสนามไม่ปลอดภัยสำหรับแข่งขัน
- งานก่อสร้างต้องขุดดินขยับท่อระบายน้ำออกไป 60 เซนติเมตร เพื่อให้ได้ระยะลู่วิ่งมาตรฐานสากล 400 เมตร
- สนามติณสูลานนท์เป็นสนามระดับตำนานของไทย เคยจัดเอเชียนเกมส์และคิงส์คัพ มีความจุใหญ่เป็นอันดับ 2 ของประเทศ
- คาดว่าสนามเรนโบว์ สเตเดี้ยม จะกลับมาใช้งานได้ในอีกราว 2-5 เดือนข้างหน้า ขึ้นอยู่กับสภาพอากาศและความคืบหน้าการก่อสร้าง
คำถามที่พบบ่อย
ถาม: ปัตตานี เอฟซี ย้ายไปเล่นสนามไหนในช่วงเลกแรกของไทยลีก 1? ตอบ: สโมสรย้ายไปใช้สนามติณสูลานนท์ จังหวัดสงขลา เป็นสนามเหย้าชั่วคราวจนกว่าจะจบฤดูกาลครึ่งแรก
ถาม: ทำไมปัตตานี เอฟซี ถึงไม่สามารถใช้สนามเรนโบว์ สเตเดี้ยมได้? ตอบ: เพราะสนามกำลังอยู่ระหว่างก่อสร้างลู่วิ่งมาตรฐาน ทำให้พื้นที่รอบสนามไม่ปลอดภัยสำหรับการแข่งขัน
ถาม: นัดแรกของปัตตานี เอฟซี ในไทยลีก 1 คือวันไหนและพบทีมใด? ตอบ: วันที่ 4 กันยายนนี้ พบกับบีจี ปทุม ยูไนเต็ด ที่สนามติณสูลานนท์
ถาม: สนามติณสูลานนท์มีความจุเท่าไหร่? ตอบ: หลังการปรับปรุงล่าสุด สนามมีที่นั่งราว 25,000 ที่นั่ง และเคยรองรับผู้ชมได้สูงสุดถึง 45,000 คนในบางช่วง
ถาม: การก่อสร้างลู่วิ่งที่สนามเรนโบว์ สเตเดี้ยม ใช้งบประมาณเท่าไหร่? ตอบ: รัฐบาลจัดสรรงบประมาณกว่า 30 ล้านบาท สำหรับสร้างลู่วิ่งมาตรฐาน 9 ช่องวิ่ง
ถาม: คาดว่าปัตตานี เอฟซี จะได้กลับไปเล่นที่สนามเรนโบว์ สเตเดี้ยมเมื่อไหร่? ตอบ: คาดว่าจะใช้เวลาราว 2-5 เดือน ขึ้นอยู่กับสภาพอากาศและความคืบหน้าของงานก่อสร้าง
ถาม: ทำไมต้องขยับท่อระบายน้ำถึงกระทบกับตารางแข่งขัน? ตอบ: เพราะต้องขุดดินลึกประมาณ 1 เมตรรอบสนาม ซึ่งทำให้พื้นที่บริเวณเส้นข้างไม่ปลอดภัยสำหรับนักกีฬา
ถาม: สนามเรนโบว์ สเตเดี้ยม ทำไมถึงถูกเรียกว่าสนามสีรุ้ง? ตอบ: เพราะอัฒจันทร์ของสนามถูกทาสีสันสดใสหลากสี จนกลายเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของสนามแห่งนี้
ถาม: แฟนบอลปัตตานีจะซื้อบัตรชมเกมได้เมื่อไหร่? ตอบ: สโมสรเริ่มจำหน่ายบัตรรายปีตั้งแต่วันที่ 13 สิงหาคม 2569 เป็นต้นไป โดยจะแจ้งรายละเอียดช่องทางจำหน่ายเพิ่มเติมภายหลัง
ถาม: สนามติณสูลานนท์เคยจัดการแข่งขันระดับใหญ่อะไรมาบ้าง? ตอบ: เคยเป็นเจ้าภาพเอเชียนเกมส์ครั้งที่ 13 ในปี 2541 และการแข่งขันคิงส์คัพครั้งที่ 50 ในปี 2567
ถาม: ปัตตานี เอฟซี ขึ้นไทยลีก 1 ได้อย่างไร? ตอบ: สโมสรคว้าตั๋วใบสุดท้ายเลื่อนชั้นสำเร็จหลังเอาชนะคู่แข่งในนัดตัดสินเมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2569 ถือเป็นการขึ้นไทยลีก 1 ครั้งแรกในประวัติศาสตร์สโมสร
ถาม: การย้ายสนามเหย้าชั่วคราวส่งผลกระทบต่อสโมสรอย่างไรบ้าง? ตอบ: กระทบต่อรายได้จากตั๋วหน้าสนามและความสะดวกของแฟนบอลในการเดินทาง แต่สโมสรเร่งวางแผนขายบัตรปีและใช้ช่องทางดิจิทัลรองรับ