ลองจินตนาการดูว่า ดีลย้ายทีมที่พังไปแล้วครั้งหนึ่งเพราะ “ตรวจร่างกายไม่ผ่าน” กับสโมสรระดับท็อปของยุโรปอย่าง อินเตอร์ มิลาน จะกลับมาผลิดอกออกผลในรูปแบบสถิติใหม่ของวงการฟุตบอลอิสราเอลได้อย่างไร นี่คือเรื่องราวของ อานาน คาไลลี่ วิงแบ็ก/ปีกขวาวัย 21 ปี ที่ตอนนี้กลายเป็นนักเตะอิสราเอลที่มีมูลค่าตัวแพงที่สุดในประวัติศาสตร์วงการลูกหนัง หลังปิดดีลย้ายจาก อูนิยง แซงต์-ชิลลัวส์ แชมป์เก่าเบลเยียม จูปิแลร์ โปร ลีก มาร่วมทัพ คริสตัล พาเลซ ด้วยค่าตัวราว 21 ล้านปอนด์
เรื่องนี้ไม่ใช่แค่ข่าวย้ายทีมธรรมดา แต่มันคือบทเรียนเรื่องวินัยและการไม่ยอมแพ้ในแบบที่คนวัยทำงานยุคนี้เอาไปปรับใช้ได้จริง เพราะเส้นทางของนักเตะรายนี้เต็มไปด้วยจังหวะที่พลิกผัน ตั้งแต่การเติบโตในเมืองไฮฟา ผ่านการล้มดีลใหญ่ในซัมเมอร์เดียวกัน จนมาถึงจุดที่เขากลายเป็นความหวังใหม่ในตำแหน่งฝั่งขวาของทีมที่เพิ่งคว้าทั้ง เอฟเอ คัพ และ ยูฟ่า คอนเฟอเรนซ์ ลีก มาครองภายในเวลาไม่ถึงปีครึ่ง
จุดเริ่มต้นจากไฮฟา สู่สนามเซลเฮิร์สต์ พาร์ค
อานาน คาไลลี่ เกิดที่เมืองไฮฟา ประเทศอิสราเอล ในครอบครัวชาวอาหรับ-อิสราเอลที่ย้ายมาจากเมืองซัคนิน พื้นเพครอบครัวเขาผูกพันกับวงการลูกหนังมาตั้งแต่รุ่นพ่อ เพราะบิดาของเขาเองก็เคยเป็นทั้งนักเตะและผู้จัดการทีมมาก่อน จึงไม่แปลกที่ลูกชายจะซึมซับความรักในเกมกีฬาชนิดนี้มาตั้งแต่เด็ก
จุดเริ่มต้นในระดับอาชีพของคาไลลี่เกิดขึ้นที่ มัคคาบี้ ไฮฟา สโมสรใกล้บ้านเกิด ซึ่งเขาสร้างผลงานได้อย่างโดดเด่นด้วยสถิติ ทำประตูไป 15 ลูกจากการลงสนาม 52 นัด พร้อมคว้าแชมป์ ซูเปอร์คัพ อิสราเอล เมื่อปี 2023 ผลงานระดับนี้ทำให้สายตาของแมวมองยุโรปเริ่มจับจ้องมาที่นักเตะดาวรุ่งรายนี้ทันที
จากนั้นเขาก็ตัดสินใจออกไปหาประสบการณ์ที่ทวีปยุโรปกับ อูนิยง แซงต์-ชิลลัวส์ สโมสรจากกรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยียม และนี่คือจุดที่ทำให้ชื่อของคาไลลี่ถูกพูดถึงในระดับนานาชาติมากขึ้น เพราะ เขามีส่วนช่วยให้ทีมยุติการรอคอยแชมป์ลีกที่ยาวนานถึง 90 ปีในฤดูกาล 2024-25 ก่อนจะคว้าแชมป์เบลเยียม คัพ ตามมาในฤดูกาลถัดมา การเป็นส่วนหนึ่งของทีมที่สร้างประวัติศาสตร์แบบนี้ ถือเป็นเครื่องพิสูจน์ว่าคาไลลี่ไม่ใช่แค่นักเตะที่มีพรสวรรค์ แต่ยังเป็นผู้เล่นที่รู้จักแบกรับความกดดันในเกมใหญ่ได้ดีอีกด้วย
ความสำเร็จในเบลเยียมยังส่งผลให้เขาได้ก้าวขึ้นสู่ทีมชาติชุดใหญ่ โดยก่อนหน้านี้เขาเคยฝากผลงานไว้กับทีมชาติอิสราเอลชุดอายุไม่เกิน 20 ปี ในศึกฟุตบอลโลกรุ่นเยาวชนปี 2023 ซึ่งเขายิงประตูชัยใส่อุซเบกิสถาน และยิงประตูปิดท้ายเกมที่พบกับเกาหลีใต้ ก่อนจะขยับขึ้นมาติดทีมชาติชุดใหญ่จนมีสถิติลงเล่นไปแล้วถึง 16 นัด
เจาะลึกสไตล์การเล่น ปีกขวาที่ใช้ได้แทบทุกตำแหน่ง
สิ่งที่ทำให้แมวมองของ พาเลซ ตัดสินใจทุ่มเงินก้อนโตให้กับนักเตะวัย 21 ปีรายนี้ ไม่ใช่แค่ความเร็วหรือทักษะเลี้ยงบอลเพียงอย่างเดียว แต่คือ “ความยืดหยุ่นในเชิงตำแหน่ง” ที่หาได้ยากในตลาดนักเตะยุคนี้ คาไลลี่เป็นนักเตะฝั่งขวาถนัดเท้าขวาที่สามารถเล่นได้ทั้งตำแหน่งปีก วิงแบ็ก แบ็กขวา และบางครั้งยังขยับไปเล่นกองกลางตัวกลางหรือกองหน้าตัวเป้าได้ด้วย ความสามารถแบบสารพัดประโยชน์นี้เองที่ทำให้โค้ชในยุคฟุตบอลสมัยใหม่หลงรัก เพราะสามารถปรับแผนการเล่นได้หลากหลายโดยไม่ต้องเปลี่ยนตัวผู้เล่น
จุดเด่นของเขาคือความขยันในการวิ่งเก็บพื้นที่ (Work Rate) การเลี้ยงบอลทะลุแนวรับ และวินัยในเกมรับ โดยผสมผสานการควบคุมบอลระยะประชิดเข้ากับความสามารถในการพาบอลทะลุแดนคู่แข่ง พร้อมกับการสร้างโอกาสทำประตูผ่านการเปิดบอลและจ่ายบอลทะลุช่อง นี่คือคุณสมบัติที่ตอบโจทย์ฟุตบอลยุคใหม่ ที่ต้องการนักเตะฝั่งข้างที่ทำได้ทั้งเกมรุกและเกมรับในเวลาเดียวกัน ไม่ใช่แค่วิ่งขึ้นลงข้างสนามเพียงอย่างเดียว
ตัวคาไลลี่เองก็บรรยายสไตล์การเล่นของตัวเองไว้อย่างมั่นใจว่า “ผมแข็งแกร่ง ผมเร็ว ผมชอบเลี้ยงบอล แต่ผมก็ชอบเล่นเกมรับด้วยเช่นกัน ผมชอบช่วยเหลือทีม และอยากโชว์คุณภาพให้แฟนบอลได้เห็น” คำพูดนี้สะท้อนตัวตนของนักเตะที่มองว่าฟุตบอลไม่ใช่แค่การโชว์ลีลาส่วนตัว แต่คือการทำงานเป็นทีม ซึ่งเป็นแนวคิดที่สอดคล้องกับปรัชญาของ ปิแอร์ ซาจ ผู้จัดการทีมคนใหม่ของ พาเลซ ที่เข้ามาแทนที่ โอลิเวอร์ กลาสเนอร์ ตั้งแต่เดือนมิถุนายนที่ผ่านมา
น่าสนใจว่าเมื่อถูกถามถึงนักเตะพรีเมียร์ ลีก ที่เขาชื่นชอบในช่วงหลายปีที่ผ่านมา คาไลลี่เอ่ยชื่อ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ ซึ่งก็ไม่แปลกใจนัก เพราะทั้งคู่มีความคล้ายคลึงกันในแง่ของการเป็นนักเตะฝั่งขวาที่เน้นความเร็วและการยิงประตูจากตำแหน่งกว้าง แม้สไตล์การเล่นในรายละเอียดจะยังต่างกันอยู่พอสมควรก็ตาม
หัวใจนักสู้ เบื้องหลังดีลที่เกือบไปไม่ถึงฝั่ง
เรื่องราวของคาไลลี่จะไม่สมบูรณ์ถ้าไม่พูดถึงบททดสอบทางจิตใจที่เขาต้องเผชิญก่อนหน้านี้ ก่อนหน้าที่จะมาเซ็นสัญญากับ พาเลซ นักเตะรายนี้เกือบได้ย้ายไปร่วมทีม อินเตอร์ มิลาน ยักษ์ใหญ่แห่งกัลโช เซเรีย อา แต่ดีลกลับล้มไปในช่วงต้นซัมเมอร์ สาเหตุเกิดจากการที่เขาไม่ผ่านการตรวจร่างกายกับทางสโมสรอิตาลี โดย ประธานสโมสร อินเตอร์ ในเวลานั้นถึงกับออกมายืนยันว่าทั้งสองฝ่ายบรรลุข้อตกลงกันไปแล้ว ก่อนที่ดีลจะล่มหลังการตรวจร่างกาย
ลองนึกภาพความรู้สึกของนักเตะหนุ่มวัยเพียง 21 ปี ที่เพิ่งพาทีมสร้างประวัติศาสตร์ในเบลเยียมมาหมาดๆ กลับต้องเจอกับความผิดหวังครั้งใหญ่ในเวทีที่ตัวเองใฝ่ฝัน นี่คือช่วงเวลาที่วัดใจว่านักกีฬาคนหนึ่งจะรับมือกับความล้มเหลวได้ดีแค่ไหน และคาไลลี่ก็พิสูจน์ให้เห็นว่าเขาไม่ปล่อยให้อุปสรรคครั้งนั้นมาบั่นทอนความมุ่งมั่น เพราะไม่ถึงเดือนถัดมา เขาก็ผ่านการตรวจร่างกายกับ พาเลซ ได้อย่างราบรื่น และก้าวเข้าสู่บทใหม่ของอาชีพนักเตะทันที
เมื่อได้เปิดตัวอย่างเป็นทางการ คาไลลี่พูดถึงความรู้สึกด้วยน้ำเสียงเปี่ยมพลังว่า “ผมมีความสุขที่ได้มาอยู่ที่นี่ ผมตื่นเต้น และแทบรอไม่ไหวที่จะเริ่มต้น” พร้อมเสริมว่า “ผมติดตามพรีเมียร์ ลีก มาตลอด มันคือความท้าทายใหม่สำหรับตัวเอง และผมก็ติดตามผลงานของคริสตัล พาเลซ มาสักระยะแล้ว” คำพูดเหล่านี้ไม่ใช่แค่มารยาททางสังคมในวันเปิดตัว แต่มันสะท้อนถึงความเข้าใจอย่างแท้จริงว่าพรีเมียร์ ลีก คือเวทีที่โหดหินที่สุดแห่งหนึ่งของโลก และการเตรียมใจมาตั้งแต่ต้นคือกุญแจสำคัญของการปรับตัวให้สำเร็จ
สำหรับแฟนบอลชาวอิสราเอลและชุมชนอาหรับ-อิสราเอล การก้าวขึ้นมาถึงจุดนี้ของคาไลลี่ยังมีความหมายในเชิงแรงบันดาลใจอีกชั้นหนึ่งด้วย เพราะเขาคือตัวอย่างของนักเตะที่เติบโตจากลีกในประเทศ ผ่านการพิสูจน์ตัวเองในเบลเยียม จนก้าวขึ้นไปสู่เวทีระดับโลกได้สำเร็จ เส้นทางแบบนี้คือสิ่งที่นักกีฬารุ่นใหม่ทั่วโลกมองเป็นแรงผลักดัน ไม่ว่าจะอยู่ในวงการกีฬาชนิดใดก็ตาม บทเรียนเรื่องวินัยและการไม่ยอมแพ้ต่อความล้มเหลวครั้งแรก คือสิ่งที่นำไปปรับใช้กับชีวิตการทำงานได้จริงในทุกสายอาชีพ
มิติธุรกิจ ค่าตัวประวัติศาสตร์และสงครามแย่งชิงเบอร์ตำแหน่ง
ในมุมของธุรกิจฟุตบอล ดีลนี้มีความหมายมากกว่าการเสริมทัพธรรมดา เพราะค่าตัวที่ พาเลซ จ่ายให้กับ อูนิยง แซงต์-ชิลลัวส์ ทำให้คาไลลี่กลายเป็นนักเตะอิสราเอลที่มีมูลค่าค่าตัวแพงที่สุดในประวัติศาสตร์วงการฟุตบอล ตัวเลขที่รายงานออกมามีความหลากหลายเล็กน้อยตามแต่ละสำนักข่าว โดยบางแหล่งระบุตัวเลขไว้ที่ ราว 21 ล้านปอนด์ ขณะที่บางสำนักประเมินมูลค่ารวมไว้สูงถึงเกือบ 25 ล้านยูโร หรือประมาณ 29 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งไม่ว่าจะมองจากมุมไหน ตัวเลขนี้ก็ถือเป็นการทุบสถิติเดิมของวงการลูกหนังอิสราเอลไปโดยสิ้นเชิง
คาไลลี่เซ็นสัญญากับ พาเลซ ยาวไปจนถึงปี 2031 ซึ่งเป็นสัญญาระยะยาวที่แสดงให้เห็นถึงความมั่นใจของสโมสรว่านักเตะรายนี้จะเป็นกำลังหลักในระยะยาว ไม่ใช่แค่ตัวเสริมชั่วคราว โดย มีรายงานว่าเขาจะสวมเสื้อหมายเลข 25 และ การมาของเขาทำให้เขากลายเป็นนักเตะรายที่ 5 ที่เข้าร่วมทีมในซัมเมอร์นี้ ต่อจาก ออสการ์ มินเกซ่า, ทาเคฮิโระ โทมิยาสึ, ดไวท์ แม็คนีล และ เอวานน์ เกสซ็องด์ สะท้อนให้เห็นถึงการวางแผนปรับโครงสร้างทีมอย่างเป็นระบบของฝ่ายบริหาร ไม่ใช่การซื้อตัวแบบไร้ทิศทาง
แต่ประเด็นที่น่าติดตามที่สุดในเชิงธุรกิจและกลยุทธ์ทีมคือ “สงครามชิงตำแหน่งฝั่งขวา” ที่กำลังจะเกิดขึ้นใน เซลเฮิร์สต์ พาร์ค เพราะการมาของคาไลลี่หมายถึงการเข้ามาแข่งขันโดยตรงกับ ดาเนี่ยล มูนญอซ แบ็กขวาทีมชาติโคลอมเบียที่เป็นตัวหลักของทีมมาโดยตลอด แม้ มูนญอซจะเหลือสัญญาอีก 2 ปี และทางสโมสรยังมีออปชันต่อสัญญาออกไปอีก 1 ปี แต่สถานการณ์กลับพลิกผัน เพราะมีรายงานจากหลายสำนักข่าวยืนยันตรงกันว่า มูนญอซกลายเป็นเป้าหมายที่อาจต้องออกจากทีมหลังจากที่ พาเลซ ตัดสินใจดึงตัวคาไลลี่ผู้เล่นแบ็กขวาฝีเท้าดีจาก อูนิยง แซงต์-ชิลลัวส์ เข้ามาเสริมทัพ
สโมสรที่สนใจตัวมูนญอซก็ไม่ใช่ทีมเล็กๆ เพราะนอกจาก เอฟเวอร์ตัน ที่ มีรายงานจากนักข่าวสาย สกาย สปอร์ตส์ ยืนยันความสนใจอย่างเป็นทางการ แล้ว ยังมี บาร์เซโลนา เชลซี และ อินเตอร์ มิลาน ที่ต่างจับตามองนักเตะรายนี้เช่นกัน โดยเฉพาะ อินเตอร์ มิลาน ที่น่าสนใจไม่น้อย เพราะเป็นทีมเดียวกับที่เคยปฏิเสธคาไลลี่มาก่อนหน้านี้ ด้าน พาเลซ เองก็ตั้งราคาขายมูนญอซไว้สูงถึงราว 25 ล้านปอนด์ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าสโมสรมองว่าตัวเองมีอำนาจต่อรองสูง ไม่จำเป็นต้องขายก็ได้หากราคาที่เสนอมาไม่คุ้มค่า
ปรากฏการณ์นี้สะท้อนภาพรวมของตลาดนักเตะยุคปัจจุบันได้เป็นอย่างดี นั่นคือแนวคิดการสร้าง “แผนสำรองเชิงคุณภาพ” (Squad Depth Strategy) ที่ทีมระดับกลางค่อนบนของพรีเมียร์ ลีก เริ่มนำมาใช้มากขึ้น แทนที่จะรอจนผู้เล่นตัวหลักบาดเจ็บหรือหมดสัญญาแล้วค่อยหาตัวแทน สโมสรอย่าง พาเลซ เลือกที่จะดึงตัวนักเตะฝีเท้าใกล้เคียงกันเข้ามาเป็นคู่แข่งภายในทีมตั้งแต่เนิ่นๆ ซึ่งวิธีนี้นอกจากจะช่วยยกระดับมาตรฐานการซ้อมภายในทีมแล้ว ยังเป็นการบริหารความเสี่ยงทางการเงินในกรณีที่ผู้เล่นตัวหลักถูกทีมใหญ่มาดึงตัวไปกลางฤดูกาลด้วย
ในมุมกว้างกว่านั้น ดีลของคาไลลี่ยังเป็นภาพสะท้อนของทิศทางตลาดนักเตะอิสราเอลและตะวันออกกลางในยุคดิจิทัล ที่สโมสรยุโรปเริ่มมองข้ามพรมแดนเดิมๆ ไปหาตลาดใหม่ที่ยังไม่ถูกสำรวจมากนัก เมื่อบวกกับระบบสแกนนักเตะด้วยข้อมูลสถิติ (Data Scouting) ที่แม่นยำขึ้นเรื่อยๆ ทำให้สโมสรกล้าตัดสินใจทุ่มเงินก้อนใหญ่กับนักเตะที่ยังไม่มีชื่อเสียงระดับโลกได้ง่ายขึ้น และหากคาไลลี่ทำผลงานได้ดีในพรีเมียร์ ลีก เขาจะกลายเป็นกรณีศึกษาสำคัญที่เปิดประตูให้นักเตะจากลีกรองในยุโรปตะวันออกและตะวันออกกลางได้รับความสนใจมากขึ้นในอนาคต
บทสรุป จากดีลที่พัง สู่บทพิสูจน์ครั้งใหม่
เรื่องราวของ อานาน คาไลลี่ คือบทเรียนที่ทรงพลังในแบบที่วงการกีฬามอบให้เราเสมอ นั่นคือความล้มเหลวไม่ใช่จุดจบ แต่เป็นเพียงจุดเปลี่ยนที่นำไปสู่โอกาสใหม่ จากดีลที่เกือบพังกับ อินเตอร์ มิลาน สู่การกลายเป็นนักเตะอิสราเอลที่แพงที่สุดในประวัติศาสตร์กับ คริสตัล พาเลซ นักเตะวัย 21 ปีรายนี้กำลังจะได้พิสูจน์ตัวเองในเวทีที่โหดหินที่สุดแห่งหนึ่งของโลกลูกหนัง
ขณะเดียวกัน การแข่งขันภายในทีมระหว่างเขากับ ดาเนี่ยล มูนญอซ ก็จะเป็นเรื่องที่แฟนบอลต้องติดตามตลอดฤดูกาลนี้ เพราะไม่ว่าใครจะได้ลงเล่นเป็นตัวจริง สุดท้ายแล้วผู้ที่ได้ประโยชน์ที่สุดก็คือทีม เซลเฮิร์สต์ พาร์ค ที่มีตัวเลือกคุณภาพในตำแหน่งฝั่งขวาแบบที่ไม่เคยมีมาก่อน แล้วคุณล่ะคิดว่า คาไลลี่ จะแซงหน้ามูนญอซขึ้นเป็นตัวจริงได้เร็วแค่ไหน หรือสุดท้ายทั้งคู่จะกลายเป็นคู่หูที่ผลัดกันลงเล่นตลอดทั้งฤดูกาล
สรุปประเด็นสำคัญ
- คริสตัล พาเลซ เซ็นสัญญากับ อานาน คาไลลี่ จาก อูนิยง แซงต์-ชิลลัวส์ ด้วยค่าตัวราว 21 ล้านปอนด์ สัญญายาวถึงปี 2031
- ดีลนี้ทำให้คาไลลี่กลายเป็นนักเตะอิสราเอลที่แพงที่สุดในประวัติศาสตร์ หลังดีลย้ายไป อินเตอร์ มิลาน ล่มเพราะปัญหาการตรวจร่างกายก่อนหน้านี้
- นักเตะวัย 21 ปีรายนี้เล่นได้หลายตำแหน่งฝั่งขวา ทั้งปีก วิงแบ็ก และแบ็กขวา เติบโตมาจาก มัคคาบี้ ไฮฟา ก่อนไปโด่งดังที่เบลเยียม
- การมาของเขาสร้างแรงกดดันให้ ดาเนี่ยล มูนญอซ ตัวเลือกเดิมในตำแหน่งแบ็กขวา ท่ามกลางความสนใจจาก เอฟเวอร์ตัน, บาร์เซโลนา, เชลซี และ อินเตอร์ มิลาน
- คาไลลี่คือนักเตะรายที่ 5 ที่ พาเลซ เสริมทัพในซัมเมอร์นี้ สะท้อนแผนปรับโครงสร้างทีมภายใต้ผู้จัดการทีมคนใหม่ ปิแอร์ ซาจ
คำถามที่พบบ่อย
Q: อานาน คาไลลี่ คือใคร? A: เขาคือนักเตะฝั่งขวาชาวอาหรับ-อิสราเอลวัย 21 ปี เกิดที่เมืองไฮฟา เติบโตจากสโมสร มัคคาบี้ ไฮฟา ก่อนย้ายไปค้าแข้งกับ อูนิยง แซงต์-ชิลลัวส์ ในเบลเยียม
Q: คริสตัล พาเลซ จ่ายค่าตัวคาไลลี่เท่าไหร่? A: ตัวเลขที่รายงานอยู่ที่ราว 21 ล้านปอนด์ ขณะที่บางสำนักข่าวประเมินมูลค่ารวมสูงถึงเกือบ 25 ล้านยูโร
Q: ทำไมดีลของเขาถึงเป็นสถิติใหม่? A: เพราะค่าตัวนี้ทำให้เขากลายเป็นนักเตะอิสราเอลที่แพงที่สุดในประวัติศาสตร์วงการฟุตบอลเท่าที่เคยมีการบันทึกไว้
Q: ทำไมดีลกับ อินเตอร์ มิลาน ถึงล่ม? A: มีรายงานว่าดีลล้มไปในช่วงต้นซัมเมอร์เนื่องจากปัญหาการตรวจร่างกายที่สโมสรอิตาลีไม่ผ่านเกณฑ์ที่ตั้งไว้
Q: คาไลลี่เล่นในตำแหน่งไหนได้บ้าง? A: เขาเล่นได้หลากหลายตำแหน่งฝั่งขวา ทั้งปีก วิงแบ็ก แบ็กขวา และบางครั้งยังเล่นกองกลางตัวกลางหรือกองหน้าตัวเป้าได้ด้วย
Q: คาไลลี่เซ็นสัญญากับ พาเลซ กี่ปี? A: มีรายงานว่าเขาเซ็นสัญญายาวไปจนถึงปี 2031 ซึ่งถือเป็นสัญญาระยะยาวที่แสดงถึงความเชื่อมั่นของสโมสร
Q: คาไลลี่จะสวมเสื้อหมายเลขอะไรที่ พาเลซ? A: มีรายงานว่าเขาจะได้สวมเสื้อหมายเลข 25 ในสีเสื้อของ คริสตัล พาเลซ
Q: ดาเนี่ยล มูนญอซ จะย้ายออกจาก พาเลซ หรือไม่? A: ยังไม่มีข้อสรุปแน่ชัด แต่มีรายงานความสนใจจากหลายสโมสร รวมถึง เอฟเวอร์ตัน ขณะที่ พาเลซ ตั้งราคาขายไว้สูง ทำให้ยังไม่การันตีว่าเขาจะอยู่หรือไป
Q: สโมสรใดสนใจดึงตัว ดาเนี่ยล มูนญอซ บ้าง? A: มีรายงานความสนใจจาก เอฟเวอร์ตัน, บาร์เซโลนา, เชลซี และ อินเตอร์ มิลาน โดย เอฟเวอร์ตัน ถือเป็นทีมที่จริงจังที่สุดในเวลานี้
Q: คาไลลี่เคยเล่นให้ทีมชาติอิสราเอลชุดใหญ่กี่นัด? A: ก่อนย้ายมา พาเลซ เขามีสถิติลงเล่นให้ทีมชาติอิสราเอลชุดใหญ่ไปแล้ว 16 นัด
Q: คาไลลี่ชื่นชอบนักเตะพรีเมียร์ ลีก คนใดเป็นพิเศษ? A: เขาเคยให้สัมภาษณ์ว่าชื่นชอบ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ ดาวยิงชาวอียิปต์ของ ลิเวอร์พูล เป็นพิเศษ
Q: คาไลลี่เป็นนักเตะรายที่เท่าไหร่ที่ พาเลซ เสริมทัพในซัมเมอร์นี้? A: เขาคือนักเตะรายที่ 5 ต่อจาก ออสการ์ มินเกซ่า, ทาเคฮิโระ โทมิยาสึ, ดไวท์ แม็คนีล และ เอวานน์ เกสซ็องด์