จากมือดราฟท์เบอร์ 49 สู่เจ้าพ่อแนวรับพันล้าน! คีนู เบนตัน ปิดดีลประวัติศาสตร์ 72 ล้านเหรียญกับสตีลเลอร์ส เขาทำอะไรถึงคุ้มค่าขนาดนี้

ลองจินตนาการดูว่าองค์กรที่ขึ้นชื่อเรื่องความ “ประหยัดและรอบคอบ” ที่สุดในวงการกีฬาอเมริกันอย่าง พิตต์สเบิร์ก สตีลเลอร์ส ยอมทุ่มเงินก้อนโตขนาด 72 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือกว่า 2,500 ล้านบาท ให้กับผู้เล่นในตำแหน่งที่แฟนบอลทั่วไปแทบไม่เคยรู้จักชื่อ นั่นคือสัญญาณที่บอกเราชัดเจนว่า มีบางอย่างกำลังเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในวงการอเมริกันฟุตบอล และผู้ชายที่ชื่อ คีนู เบนตัน คือศูนย์กลางของการเปลี่ยนแปลงนั้น

เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา วงการกีฬาอเมริกันสะเทือนเมื่อมีรายงานยืนยันจาก เอียน ราโพพอร์ท นักข่าวสายในชื่อดังของ เอ็นเอฟแอลเน็ตเวิร์ค ว่า พิตต์สเบิร์ก สตีลเลอร์ส และ คีนู เบนตัน ดีเฟนซีฟแท็คเกิ้ลวัย 25 ปี ได้บรรลุข้อตกลงขยายสัญญาฉบับใหม่ ระยะเวลา 4 ปี มูลค่ารวม 72 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยมีมูลค่าเฉลี่ยต่อปีสูงถึง 18 ล้านเหรียญ ซึ่งทำให้เขากลายเป็นผู้เล่นแนวรับตัวในที่ได้รับค่าตอบแทนสูงที่สุดในประวัติศาสตร์แฟรนไชส์ทันที

คำถามที่น่าสนใจกว่าตัวเลขคือ ทำไมองค์กรที่ระมัดระวังเรื่องการใช้เงินที่สุดทีมหนึ่งของลีก ถึงยอมปลดล็อกกระเป๋าเงินให้กับผู้เล่นที่เพิ่งจะเข้าสู่ปีที่ 4 ในอาชีพ คำตอบซ่อนอยู่ในทุกมิติของเรื่องราวนี้ ทั้งเส้นทางชีวิต วิทยาศาสตร์การเล่น จิตวิทยาความมุ่งมั่น และเกมธุรกิจเบื้องหลังลีกที่มีมูลค่ามหาศาลที่สุดในโลก

จุดเริ่มต้นที่ไม่มีใครคาดคิด: จากมือดราฟท์รอบ 2 สู่เสาหลักแนวรับ

แจ้งเกิดที่วิสคอนซิน

ก่อนจะมาเป็นชื่อที่ถูกพูดถึงทั่วลีก คีนู เบนตัน คือนักกีฬาระดับมหาวิทยาลัยที่มหาวิทยาลัยวิสคอนซิน ในรั้วมหาวิทยาลัยแห่งนี้เขาสร้างผลงานที่น่าประทับใจตลอด 4 ฤดูกาลด้วยการทำ 81 แท็คเกิ้ลรวม โดยเป็นการเข้าปะทะที่ทำให้คู่แข่งเสียหลัก 19 ครั้ง พร้อมกับ 9 แซ็ค 4 ครั้งที่ป้องกันการรับบอลสำเร็จ และการทำฟัมเบิลหลุดมืออีก 2 ครั้ง ตลอด 39 เกมที่ลงสนาม ตัวเลขเหล่านี้แม้จะไม่ใช่ระดับซูเปอร์สตาร์ที่ทีมต่าง ๆ แย่งชิงกันในรอบแรก แต่ก็มากพอที่จะทำให้ พิตต์สเบิร์ก สตีลเลอร์ส มองเห็นศักยภาพและเลือกเขาด้วย อันดับที่ 49 โดยรวม ในรอบที่สองของดราฟท์ปี 2023

สิ่งที่น่าสนใจคือ สัญญาแรกที่เบนตันเซ็นในฐานะนักเตะหน้าใหม่นั้น มีมูลค่าเพียง 7,333,132 เหรียญตลอด 4 ปี พร้อมโบนัสการเซ็นสัญญา 2,333,188 เหรียญ แต่มีจุดเด่นตรงที่เขาเป็นผู้เล่นอันดับ 49 คนแรกในประวัติศาสตร์ที่ได้รับเงินค้ำประกันในปีที่สามของสัญญา นั่นสะท้อนว่าแม้แต่ตอนเซ็นสัญญาแรก สตีลเลอร์สก็เห็นบางอย่างในตัวเขาที่แตกต่างจากผู้เล่นดราฟท์รอบสองทั่วไปแล้ว

ปีที่สาม จุดเปลี่ยนอาชีพ

เส้นทางของเบนตันในลีกอาชีพไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบตั้งแต่วันแรก เขาต้องไต่เต้าจากผู้เล่นสำรองสู่ตัวหลักทีละขั้น แต่สิ่งที่ทำให้เขาโดดเด่นคือความสม่ำเสมอ ตลอด 3 ฤดูกาลที่ผ่านมา เขาลงเล่นครบทุกเกมในฤดูกาลปกติทุกปี และสะสมประสบการณ์จนมี ผลงานรวม 51 เกม รวมเป็นตัวจริง 40 นัด นับตั้งแต่ถูกเลือกในดราฟท์ปี 2023

ฤดูกาลล่าสุดคือปีที่ทุกอย่างเข้าที่เข้าทาง เบนตันทำสถิติสูงสุดในอาชีพของตัวเองในหลายหมวด และนั่นคือสิ่งที่ทำให้ฝ่ายบริหารตัดสินใจไม่รอให้เขาเข้าสู่ตลาดฟรีเอเจนต์ในปีหน้า

ถอดรหัสวิทยาศาสตร์แนวรับ: ทำไม “โนสแท็คเกิ้ล” ถึงกลายเป็น “ดีเฟนซีฟเอนด์” ได้

ตำแหน่งเดิม vs ตำแหน่งใหม่ในระบบใหม่

สำหรับคนที่ไม่คุ้นเคยกับอเมริกันฟุตบอล การเปลี่ยนตำแหน่งเพียงจุดเดียวในแนวรับอาจดูเหมือนเรื่องเล็กน้อย แต่ในความเป็นจริงมันคือการเปลี่ยนบทบาททั้งหมดของนักกีฬา ในยุคของโค้ช ไมค์ ทอมลิน เบนตันถูกวางตัวให้เล่นในตำแหน่งโนสแท็คเกิ้ล ซึ่งเป็นตำแหน่งที่ต้องยืนตรงกลางแนวรับ รับหน้าที่เป็นเหมือนกำแพงมนุษย์ ดูดซับผู้เล่นแนวรุกฝั่งตรงข้ามให้ได้มากที่สุด เพื่อเปิดทางให้เพื่อนร่วมทีมคนอื่นวิ่งเข้าไปทำแซ็คควอเตอร์แบ็คแทน พูดง่าย ๆ คือเป็นตำแหน่งที่ “เสียสละสถิติส่วนตัว” เพื่อผลลัพธ์ของทีมโดยรวม

แต่ในยุคใหม่ของโค้ช ไมค์ แม็คคาร์ธีย์ ที่เพิ่งเข้ามารับตำแหน่งหัวหน้าผู้ฝึกสอนคนที่ 17 ในประวัติศาสตร์แฟรนไชส์ พร้อมกับผู้ช่วยอย่าง แพทริค แกรห์ม ที่ดูแลระบบแนวรับ คาดการณ์กันว่าเบนตันจะได้รับบทบาทที่หลากหลายและโดดเด่นมากขึ้นในฐานะดีเฟนซีฟเอนด์ ซึ่งเป็นตำแหน่งที่เปิดโอกาสให้เขาได้ใช้ความเร็วและพลังในการบุกทะลวงเข้าหาควอเตอร์แบ็คมากกว่าเดิม นี่คือการเปลี่ยนจาก “ผู้เสียสละ” มาเป็น “นักล่า” อย่างเต็มตัว

การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้มีความหมายลึกซึ้งในเชิงวิทยาศาสตร์การกีฬาด้วย เพราะร่างกายของนักกีฬาต้องปรับสรีระและการเคลื่อนไหวให้เหมาะกับบทบาทใหม่ จากเดิมที่เน้นความหนักแน่นมั่นคงในการยันคู่ต่อสู้แบบตรง ๆ (Power and Anchor) ต้องพัฒนาไปสู่การใช้ความเร็วระเบิดในช่วงสั้น (Explosive First Step) และทักษะการหลบหลีก (Pass-Rush Moves) ที่ซับซ้อนขึ้น เพื่อเจาะแนวป้องกันของแนวรุกฝั่งตรงข้ามให้ทัน

ตัวเลขที่บอกทุกอย่าง

สถิติในฤดูกาลล่าสุดคือหลักฐานชัดเจนว่าเบนตันพร้อมสำหรับบทบาทที่ใหญ่ขึ้น เขาทำผลงาน 51 แท็คเกิ้ล 12 ครั้งที่กดดันควอเตอร์แบ็คจนต้องรีบขว้างบอล 6 ครั้งที่ทำให้คู่แข่งเสียหลัก และ 5.5 แซ็ค ซึ่งถือเป็นสถิติสูงสุดในอาชีพของเขา นอกจากนี้ตัวเลขที่นักวิเคราะห์วงในให้ความสำคัญมากที่สุดคือค่า Pressure หรือแรงกดดันที่สร้างต่อควอเตอร์แบ็ค ซึ่ง จากการประเมินของ Pro Football Focus เบนตันสร้างแรงกดดันรวมได้ถึง 31 ครั้งตลอดฤดูกาล

ทำไมตัวเลขนี้ถึงสำคัญ เพราะแซ็คเป็นเพียงผลลัพธ์สุดท้าย แต่แรงกดดันคือสิ่งที่บ่งบอกถึง “ความสม่ำเสมอ” ในการรบกวนแผนการเล่นของทีมตรงข้าม นักวิเคราะห์แนวรับที่สร้างแรงกดดันได้บ่อยแม้ไม่จบด้วยแซ็คทุกครั้ง มักถูกมองว่ามีคุณค่าไม่แพ้ผู้เล่นที่ทำแซ็คได้เยอะแต่ไม่ค่อยกดดันคู่ต่อสู้ นี่คือเหตุผลเชิงวิเคราะห์ว่าทำไมทีมถึงกล้าจ่ายเงินก้อนใหญ่ให้กับผู้เล่นที่สถิติแซ็คอาจดูไม่หวือหวาเมื่อเทียบกับผู้เล่นแนวรับริมสนามคนอื่น ๆ ในทีม

วินัยของนักสู้ไซส์ยักษ์: แรงบันดาลใจเบื้องหลังดีลประวัติศาสตร์

เรื่องราวของคีนู เบนตัน คือบทเรียนคลาสสิกเรื่องการสร้างคุณค่าให้ตัวเองแบบ “สะสมทีละก้าว” ที่คนวัยทำงานหลายคนน่าจะเชื่อมโยงได้ ในโลกที่ทุกคนอยากประสบความสำเร็จแบบก้าวกระโดด เบนตันเลือกเส้นทางตรงกันข้าม เขาไม่ใช่ผู้เล่นดราฟท์รอบแรกที่ถูกจับตามองตั้งแต่วันแรก ไม่ใช่ผู้เล่นที่มีสปอตไลต์ส่องตลอดเวลา แต่เป็นผู้เล่นที่เลือกทำหน้าที่ “งานสกปรก” ในตำแหน่งที่ไม่มีใครอยากเล่น นั่นคือการยืนกลางแนวรับรับแรงปะทะจากผู้เล่นแนวรุกสองถึงสามคนพร้อมกันทุกดาวน์ เพื่อให้เพื่อนร่วมทีมได้เก็บสถิติที่สวยงามกว่า

ความมีวินัยแบบนี้คือแก่นของการพัฒนาตัวเองที่แท้จริง ไม่ใช่การรอโอกาสที่สมบูรณ์แบบ แต่คือการทำหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายให้ดีที่สุดในทุกวัน จนกระทั่งวันที่โอกาสที่ใหญ่กว่ามาถึง เมื่อการเปลี่ยนโค้ชและระบบทีมเปิดทางให้เขาได้แสดงศักยภาพเต็มรูปแบบ เขาก็พร้อมคว้ามันไว้ทันที นี่คือเหตุผลว่าทำไมเรื่องราวของนักกีฬาแนวรับตัวในแบบนี้ถึงสร้างแรงบันดาลใจให้คนรุ่นใหม่จำนวนมาก เพราะมันสะท้อนความจริงของชีวิตการทำงานที่ว่า ความสำเร็จที่ยั่งยืนมักไม่ได้มาจากแสงไฟที่ส่องตั้งแต่ต้น แต่มาจากการสะสมผลงานอย่างเงียบ ๆ จนถึงจุดที่ปฏิเสธไม่ได้

เกมธุรกิจแนวรับ: ทำไม NFL ยอมจ่ายหนักให้ดีเฟนซีฟแท็คเกิ้ล

คลื่นเซ็นสัญญาดราฟท์คลาส 2023

ดีลของเบนตันไม่ได้เกิดขึ้นอย่างโดดเดี่ยว แต่เป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ใหญ่ที่ พิตต์สเบิร์ก สตีลเลอร์ส วางไว้สำหรับผู้เล่นชุดดราฟท์ปี 2023 ก่อนหน้านี้ทีมได้เซ็นสัญญาขยายให้กับ นิค เฮอร์บิก เอาท์ไซด์ไลน์แบ็กเกอร์ ด้วยสัญญา 4 ปีมูลค่า 100 ล้านเหรียญ และตามมาด้วย ดาร์เนลล์ วอชิงตัน ปีกในทีมรับ ที่ได้สัญญาขยาย 4 ปี มูลค่า 42 ล้านเหรียญ ในวันถัดมา ส่วนรายต่อไปที่ทุกคนจับตามองคือ โจอี พอร์เตอร์ จูเนียร์ อดีตดราฟท์รอบสองอีกคนของปี 2023 ที่กำลังรอสัญญาฉบับใหม่เช่นกัน แม้ปัจจุบันจะติดปัญหาอาการบาดเจ็บที่หลังและอยู่ในบัญชี PUP

กลยุทธ์นี้สะท้อนแนวคิดทางธุรกิจที่ชัดเจน แทนที่จะรอให้ผู้เล่นฝีมือดีเข้าสู่ตลาดฟรีเอเจนต์แล้วต้องแข่งขันประมูลราคากับทีมอื่นทั้งลีก การรีบล็อกตัวผู้เล่นดาวรุ่งที่พิสูจน์ฝีมือแล้วตั้งแต่เนิ่น ๆ ด้วยราคาที่ยังพอควบคุมได้ ถือเป็นการบริหารเงินซาลารีแคปที่ชาญฉลาดกว่าในระยะยาว โดยเฉพาะในตลาดที่ผู้เล่นแนวรับตัวในฝีมือดีเริ่มหายากขึ้นเรื่อย ๆ ในลีก ทำให้ราคาต่อปีของตำแหน่งนี้พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ดีลของเบนตันจึงไม่ใช่แค่การให้รางวัลผลงานในอดีต แต่เป็นการลงทุนป้องกันความเสี่ยงด้านราคาตลาดในอนาคตด้วย โดยข้อตกลงฉบับนี้จะผูกมัดเขากับสตีลเลอร์สยาวไปจนถึงฤดูกาล 2030

อนาคตในยุคหลังทอมลิน

ปีนี้ถือเป็นหน้าประวัติศาสตร์บทใหม่ของแฟรนไชส์อย่างแท้จริง หลังจาก ไมค์ ทอมลิน หัวหน้าผู้ฝึกสอนที่คุมทีมมายาวนานประกาศก้าวลงจากตำแหน่งภายหลังพ่ายแพ้ในรอบเพลย์ออฟ AFC Wild Card ให้กับ ฮุสตัน เท็กซันส์ องค์กรจึงตัดสินใจแต่งตั้ง ไมค์ แม็คคาร์ธีย์ เป็นหัวหน้าผู้ฝึกสอนคนที่ 17 ในประวัติศาสตร์ทีม ซึ่งถือเป็นเพียงโค้ชคนที่ 4 นับตั้งแต่ปี 1969 เท่านั้น โดยแม็คคาร์ธีย์มาพร้อมประสบการณ์คุมทีมมาแล้วถึง 18 ฤดูกาลในลีก ทั้งกับกรีนเบย์ แพ็คเกอร์ส ระหว่างปี 2006-2018 และดัลลัส คาวบอยส์ ระหว่างปี 2020-2024 พร้อมด้วยแชมป์ซูเปอร์โบวล์ติดมือ

การเปลี่ยนแปลงระดับโค้ชใหญ่แบบนี้มักมาพร้อมความไม่แน่นอน แต่การที่ฝ่ายบริหารยังคงเดินหน้าลงทุนกับผู้เล่นแกนหลักในทีมชุดปัจจุบันอย่างต่อเนื่อง สะท้อนความเชื่อมั่นว่าโครงสร้างทีมที่มีอยู่ยังคงแข็งแกร่งพอจะแข่งขันได้ในยุคใหม่ สำหรับแฟนกีฬาที่ติดตามเกมธุรกิจเบื้องหลังลีกกีฬาอาชีพ นี่คือตัวอย่างที่ดีของการบริหารความเสี่ยงในช่วงเปลี่ยนผ่าน คือรักษาเสาหลักที่พิสูจน์ฝีมือแล้วไว้ให้มั่นคง ในขณะที่ปรับเปลี่ยนระบบและปรัชญาการเล่นไปพร้อมกัน

ในระยะยาว ทิศทางของ NFL กำลังเคลื่อนไปสู่ยุคที่แนวรับตัวในที่เล่นได้หลายตำแหน่ง (Versatile Interior Defender) มีมูลค่าสูงขึ้นเรื่อย ๆ เพราะระบบรุกสมัยใหม่นิยมใช้การส่งบอลเร็วและกระจายบอลออกด้านข้าง การมีผู้เล่นแนวรับที่สามารถกดดันควอเตอร์แบ็คได้จากตรงกลางสนามโดยไม่ต้องพึ่งการบุกจากด้านนอกเพียงอย่างเดียว จึงกลายเป็นทรัพยากรที่หายากและมีค่ามากขึ้นทุกปี ดีลของเบนตันจึงอาจเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของคลื่นการปรับราคาตำแหน่งนี้ทั่วทั้งลีกในอนาคตอันใกล้

บทสรุป

ดีลขยายสัญญา 4 ปี 72 ล้านเหรียญของ คีนู เบนตัน ไม่ใช่แค่ข่าวการเงินในวงการกีฬาธรรมดา แต่เป็นภาพสะท้อนของหลายสิ่งพร้อมกัน ทั้งเรื่องราวการสร้างคุณค่าจากความมีวินัยและความสม่ำเสมอ วิวัฒนาการของบทบาทตำแหน่งในเกมอเมริกันฟุตบอลยุคใหม่ และกลยุทธ์ทางธุรกิจของทีมที่กำลังก้าวเข้าสู่ยุคเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่ที่สุดในรอบเกือบสองทศวรรษ คำถามที่น่าติดตามต่อจากนี้คือ เมื่อเบนตันได้รับอิสระในการเล่นตำแหน่งดีเฟนซีฟเอนด์เต็มรูปแบบภายใต้ระบบของแพทริค แกรห์ม เขาจะสามารถทลายสถิติแซ็คของตัวเองและกลายเป็นหนึ่งในแนวรับตัวในที่น่ากลัวที่สุดของลีกได้หรือไม่ ฤดูกาล 2026 นี้คือบทพิสูจน์ที่แท้จริง


สรุปประเด็นสำคัญ

  • คีนู เบนตัน เซ็นขยายสัญญา 4 ปี มูลค่า 72 ล้านเหรียญ กลายเป็นดีเฟนซีฟไลน์ที่รับค่าตอบแทนสูงสุดในประวัติศาสตร์สตีลเลอร์ส
  • ฤดูกาลล่าสุดเขาทำสถิติสูงสุดในอาชีพ ทั้ง 5.5 แซ็ค 51 แท็คเกิ้ล และ 31 ครั้งที่สร้างแรงกดดันต่อควอเตอร์แบ็ค
  • ภายใต้ระบบใหม่ของโค้ชไมค์ แม็คคาร์ธีย์ และผู้ช่วยแพทริค แกรห์ม เขาจะขยับจากโนสแท็คเกิ้ลไปเล่นดีเฟนซีฟเอนด์มากขึ้น
  • ดีลนี้เป็นส่วนหนึ่งของแผนล็อกตัวผู้เล่นดราฟท์คลาส 2023 ต่อจากนิค เฮอร์บิกและดาร์เนลล์ วอชิงตัน โดยโจอี พอร์เตอร์ จูเนียร์ คือรายต่อไป
  • สัญญาฉบับนี้จะผูกมัดเบนตันกับสตีลเลอร์สยาวไปจนถึงฤดูกาล 2030

คำถามที่พบบ่อย

Q: คีนู เบนตัน เซ็นสัญญาใหม่กับสตีลเลอร์สมูลค่าเท่าไหร่ A: เป็นสัญญาขยาย 4 ปี มูลค่ารวม 72 ล้านเหรียญสหรัฐ เฉลี่ยปีละ 18 ล้านเหรียญ

Q: ดีลนี้ทำให้เบนตันกลายเป็นผู้เล่นแนวรับที่ค่าตัวสูงสุดในประวัติศาสตร์สตีลเลอร์สจริงหรือไม่ A: จริง เขากลายเป็นผู้เล่นแนวรับตัวในที่ได้รับค่าตอบแทนสูงที่สุดในประวัติศาสตร์แฟรนไชส์นับตั้งแต่เซ็นสัญญาฉบับนี้

Q: คีนู เบนตัน ถูกดราฟท์เข้าสู่ลีกในปีไหน และตำแหน่งอันดับเท่าไหร่ A: เขาถูกเลือกในดราฟท์ปี 2023 อันดับที่ 49 โดยรวม ในรอบที่สอง

Q: เบนตันเล่นตำแหน่งอะไรในสตีลเลอร์ส A: ก่อนหน้านี้เขาเล่นโนสแท็คเกิ้ลเป็นหลัก แต่คาดว่าจะขยับไปเล่นดีเฟนซีฟเอนด์มากขึ้นในระบบใหม่

Q: สถิติฤดูกาลล่าสุดของเบนตันเป็นอย่างไร A: เขาทำ 51 แท็คเกิ้ล 5.5 แซ็ค 6 ครั้งที่ทำให้คู่แข่งเสียหลัก และ 12 ครั้งที่กดดันควอเตอร์แบ็คจนต้องรีบขว้างบอล ซึ่งเป็นสถิติสูงสุดในอาชีพของเขา

Q: ใครเป็นหัวหน้าโค้ชคนใหม่ของสตีลเลอร์สแทนไมค์ ทอมลิน A: ไมค์ แม็คคาร์ธีย์ อดีตหัวหน้าโค้ชของกรีนเบย์ แพ็คเกอร์ส และดัลลัส คาวบอยส์ เข้ามารับตำแหน่งเป็นโค้ชคนที่ 17 ในประวัติศาสตร์ทีม

Q: ทำไมไมค์ ทอมลิน ถึงพ้นจากตำแหน่งหัวหน้าโค้ช A: เขาประกาศก้าวลงจากตำแหน่งหลังทีมพ่ายแพ้ในรอบเพลย์ออฟ AFC Wild Card ให้กับฮุสตัน เท็กซันส์

Q: ใครคุมระบบแนวรับของสตีลเลอร์สในฤดูกาลนี้ A: แพทริค แกรห์ม รับหน้าที่เป็นผู้ช่วยโค้ชดูแลระบบแนวรับภายใต้ไมค์ แม็คคาร์ธีย์

Q: มีผู้เล่นดราฟท์คลาส 2023 คนไหนของสตีลเลอร์สที่ได้เซ็นสัญญาขยายในช่วงนี้บ้าง A: นอกจากเบนตันแล้วยังมีนิค เฮอร์บิก ที่ได้สัญญา 4 ปี 100 ล้านเหรียญ และดาร์เนลล์ วอชิงตัน ที่ได้สัญญา 4 ปี 42 ล้านเหรียญ

Q: ใครคือผู้เล่นดราฟท์ปี 2023 คนต่อไปที่คาดว่าจะได้เซ็นสัญญาขยาย A: โจอี พอร์เตอร์ จูเนียร์ คอร์เนอร์แบ็ค ซึ่งเป็นดราฟท์รอบสองปี 2023 เช่นกัน แม้ปัจจุบันจะติดอาการบาดเจ็บที่หลังอยู่

Q: สัญญาฉบับนี้จะทำให้เบนตันอยู่กับสตีลเลอร์สถึงเมื่อไหร่ A: ตามข้อตกลง เขาจะผูกพันกับทีมยาวไปจนถึงสิ้นสุดฤดูกาล 2030

Q: คีนู เบนตัน เคยเล่นมหาวิทยาลัยที่ไหนก่อนเข้าสู่ลีกอาชีพ A: เขาเล่นให้กับมหาวิทยาลัยวิสคอนซิน และสร้างผลงานโดดเด่นตลอด 4 ฤดูกาลก่อนเข้าสู่ดราฟท์ NFL