เฟร์ราน ตอร์เรส ทิ้ง “คัมป์นู” ตามหา “พ่อคนที่สอง” ที่ปารีส เปิดใจดีล 50 ล้านยูโรที่ไม่ได้ตัดสินใจเพราะเงิน

หนึ่งเดือนหลังยิงประตูชัยพาสเปนคว้าแชมป์ฟุตบอลโลก เขาก็ตัดสินใจทิ้งทีมที่อยู่มาเกือบ 5 ปี เพื่อตามหาแชมป์บอลถ้วยใบเดียวที่ยังไม่เคยมีในมือ และผู้ชายที่เขาเรียกว่า “พ่อคนที่สอง” ในวงการลูกหนัง

ลองจินตนาการดูว่า ถ้าคุณเพิ่งทำผลงานดีที่สุดในชีวิตการทำงาน ได้รับคำชมจากทั่วโลก แต่กลับตัดสินใจลาออกจากบริษัทที่ปั้นคุณมาตั้งแต่วันแรก เพื่อไปเริ่มต้นใหม่ในที่ที่ “ท้าทายกว่าเดิม” หลายคนอาจมองว่าบ้าบิ่น แต่สำหรับ เฟร์ราน ตอร์เรส กองหน้าดาวรุ่งของทีมชาติสเปนวัย 26 ปี นี่คือการตัดสินใจที่มีเหตุผลรองรับทุกขั้นตอน

เรื่องราวนี้เริ่มต้นขึ้นเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา เมื่อสโมสรยักษ์ใหญ่แห่งกรุงปารีสอย่าง ปารีส แซงต์ แชร์กแมง ประกาศคว้าตัวตอร์เรสมาจากบาร์เซโลน่าด้วยค่าตัวราว 50 ล้านยูโร พร้อมสัญญาฉบับใหม่ที่ผูกมัดเขาไว้กับสโมสรจนถึงปี 2031 ดีลนี้เกิดขึ้นเพียงไม่กี่สัปดาห์หลังจากที่ ตอร์เรสเพิ่งสร้างประวัติศาสตร์ด้วยการยิงประตูชัยเพียงลูกเดียวพาทีมชาติสเปนเอาชนะอาร์เจนตินาคว้าแชมป์ฟุตบอลโลก 2026 แต่สิ่งที่ทำให้เรื่องนี้กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในโลกลูกหนังไม่ใช่แค่ตัวเลขค่าตัว แต่เป็นเหตุผลเบื้องหลังที่ตอร์เรสเปิดใจออกมาเอง นั่นคือความต้องการได้ร่วมงานกับชายคนหนึ่งอีกครั้ง ชายที่เขายกให้เป็นเสมือนพ่อในวงการฟุตบอล

จุดเริ่มต้นความผูกพัน: จากสนามซ้อมทีมชาติ สู่ห้องแต่งตัวเปแอสเช

ความสัมพันธ์ระหว่างตอร์เรสกับ หลุยส์ เอ็นรีเก้ มาร์ตีเนซ ไม่ใช่เรื่องใหม่ ย้อนกลับไปในปี 2020 ขณะที่เอ็นรีเก้ยังคุมทีมชาติสเปนอยู่นั้น เขาคือคนที่ มอบโอกาสให้ตอร์เรสได้ลงเล่นให้ทีมชาติชุดใหญ่เป็นครั้งแรกในเกมเนชั่นส์ลีก พบกับเยอรมนี ซึ่งในตอนนั้นตอร์เรสเพิ่งย้ายจากบาเลนเซียไปร่วมทีมแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ได้ไม่นาน และยังเป็นเพียงนักเตะดาวรุ่งที่ทุกคนจับตามอง

การได้รับความไว้วางใจในจังหวะที่ยังไม่มีใครรู้จักตัวตนที่แท้จริงคือสิ่งที่ตอร์เรสไม่เคยลืม เขาเผยความในใจไว้อย่างตรงไปตรงมาว่า หลุยส์ เอ็นรีเก้เป็นเสมือนพ่อในวงการฟุตบอลของเขา และเมื่อมีโอกาสได้ฝึกซ้อมร่วมกันในระดับทีมชาติ เอ็นรีเก้มักมอบความไว้วางใจให้เขาเสมอ คำพูดนี้สะท้อนให้เห็นถึงมิติที่ลึกซึ้งกว่าความสัมพันธ์แบบนักเตะกับโค้ชทั่วไป มันคือความผูกพันที่สร้างจากช่วงเวลาที่นักเตะคนหนึ่งกำลังตามหาที่ยืนในโลกฟุตบอลระดับสูงสุด และมีใครสักคนที่เชื่อในตัวเขาอย่างไม่มีเงื่อนไข

น่าสนใจว่าเส้นทางอาชีพของตอร์เรสก่อนหน้านี้ก็เต็มไปด้วยการพิสูจน์ตัวเองมาโดยตลอด เขาเริ่มต้นจากศูนย์ฝึกเยาวชนของบาเลนเซีย และไต่เต้าขึ้นมาจนคว้าแชมป์ยูโรรุ่นอายุไม่เกิน 17 ปี ในปี 2017 และแชมป์ยูโรรุ่นอายุไม่เกิน 19 ปี ในปี 2019 กับทีมชาติสเปน ก่อนจะย้ายไปค้าแข้งกับแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ในปี 2020 และคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกได้ในฤดูกาลแรก จากนั้นในปี 2022 เขาก็ย้ายกลับสเปนมาสวมเสื้อบาร์เซโลน่า ซึ่งกลายเป็นบทที่ยาวนานที่สุดในอาชีพค้าแข้งของเขา

ตลอด 4 ปีกับบาร์เซโลน่า ตอร์เรสลงสนามไปทั้งสิ้น 207 นัด ยิงได้ 65 ประตู และแอสซิสต์อีก 23 ครั้ง เขาช่วยให้ทีมคว้าแชมป์ลาลีกา 2 สมัย, แชมป์ซูเปอร์โกปา เด เอสปัญญ่า 2 สมัย และเป็นดาวซัลโวสูงสุดของศึกโกปา เดล เรย์ ในฤดูกาล 2024-25 ทว่าในฤดูกาลสุดท้ายที่บาร์เซโลน่า แม้จะลงเล่นถึง 49 นัด และยิงได้ 21 ประตู เป็นดาวซัลโวอันดับสองร่วมของทีม ตามหลังเพียงลามีน ยามาล ที่ทำได้ 24 ประตู แต่ตอร์เรสก็ไม่เคยสามารถก้าวขึ้นมาเป็นตัวจริงตลอดกาลได้อย่างแท้จริง เขาต้องหมุนเวียนตำแหน่งไปมา แบ่งปันโควตาผู้เล่นแนวรุกกับนักเตะระดับโลกคนอื่นๆ ในทีม นี่จึงเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้เขาเริ่มมองหาความท้าทายใหม่

เบื้องหลังดีล 50 ล้านยูโร: เกมหมากรุกในตลาดนักเตะยุคใหม่

การย้ายทีมครั้งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นในชั่วข้ามคืน หากย้อนดูไทม์ไลน์จะพบว่านี่คือการเจรจาที่ใช้เวลาหลายสัปดาห์ โดยเปแอสเชเปิดข้อเสนอแรกที่ 40 ล้านยูโร แต่ถูกบาร์เซโลน่าปฏิเสธ เนื่องจากทางสโมสรคาตาลันยังต้องการรักษาตัวตอร์เรสไว้ และถึงกับพร้อมยื่นข้อเสนอต่อสัญญาให้ด้วยซ้ำ แต่ท้ายที่สุดเมื่อตอร์เรสเหลือสัญญากับบาร์เซโลน่าอีกเพียง 1 ปี และเป็นตัวเขาเองที่ร้องขอจะย้ายทีม สโมสรจึงยอมปล่อยตัวไป

ที่น่าสนใจคือ ตอร์เรสสื่อสารความต้องการย้ายไปเปแอสเชกับบาร์เซโลน่าตั้งแต่สัปดาห์ก่อนหน้า และได้บรรลุข้อตกลงส่วนตัวกับสโมสรใหม่เรียบร้อยแล้ว สะท้อนให้เห็นว่านี่ไม่ใช่การตัดสินใจแบบฉับพลัน แต่เป็นแผนที่วางไว้ล่วงหน้า ท้ายที่สุดทั้งสองสโมสรก็บรรลุข้อตกลงที่มูลค่ารวมประมาณ 50 ล้านยูโร และบาร์เซโลน่าอนุญาตให้ตอร์เรสขาดซ้อมในสัปดาห์สุดท้ายเพื่อให้ดีลเดินหน้าได้อย่างราบรื่น

ในมุมของเปแอสเชเอง การเสริมทัพแนวรุกครั้งนี้ก็ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ เพราะสโมสรเพิ่งสูญเสียกำลังพลแนวรุกไปหลายราย ทั้งกอนซาโล่ ราโมส ที่ย้ายไปเอซี มิลาน และรันดัล โกโล มัวนี่ ที่ย้ายไปยูเวนตุสแบบถาวรหลังจบสัญญายืมตัวกับท็อตแนม การได้ตัวตอร์เรสมาเสริมจึงเป็นการเติมเต็มช่องว่างในระบบการเล่นได้อย่างพอดิบพอดี

เมื่อดีลเสร็จสมบูรณ์ หลุยส์ เอ็นรีเก้ ในฐานะกุนซือใหญ่ก็ออกมาสะท้อนความยินดีทันที เขากล่าวในการแถลงข่าวก่อนเกมโทรฟี เดส์ ชอมปิยง (ซูเปอร์คัพฝรั่งเศส) ว่า “เราเปิดกว้างเสมอสำหรับโอกาสในการเสริมความแข็งแกร่งให้ทีม เฟร์รานคือผู้เล่นระดับโลกที่เรารู้จักดี” พร้อมย้ำว่า ตอร์เรสคือผู้เล่นที่เหมาะสมกับสิ่งที่ทีมกำลังมองหา คำพูดเหล่านี้ไม่ใช่แค่พิธีกรรมต้อนรับนักเตะใหม่ แต่สะท้อนวิสัยทัศน์การสร้างทีมที่ชัดเจนของเอ็นรีเก้ที่มองหาโปรไฟล์นักเตะที่ “เข้ากับสไตล์” มากกว่าการซื้อตัวเพื่อเพิ่มจำนวนในทีมเฉยๆ

มิติเทคนิคและวิทยาศาสตร์การกีฬา: ทำไม “ความยืดหยุ่น” คือกุญแจสำคัญ

หากมองในแง่แทคติกและวิทยาศาสตร์การกีฬา จุดแข็งที่แท้จริงของตอร์เรสไม่ใช่แค่ความเร็วหรือสัญชาตญาณการทำประตู แต่คือ ความสามารถในการเล่นได้หลายตำแหน่งในแนวรุก ซึ่งในโลกฟุตบอลสมัยใหม่ ทักษะนี้มีมูลค่าสูงมากในสายตาโค้ชระดับท็อป

ย้อนกลับไปในยุคที่ตอร์เรสค้าแข้งกับแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ภายใต้การคุมทีมของ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า เขาได้รับการฝึกฝนให้เล่นได้ทั้งตำแหน่งกองหน้าตัวกลาง, ฟอลส์ไนน์ (False Nine หรือกองหน้าตัวลึกที่ถอยลงมาเล่นเกมกลาง) และปีกทั้งสองฝั่ง นี่คือรากฐานสำคัญที่หล่อหลอมให้เขากลายเป็นนักเตะแบบ “มัลติฟังก์ชัน” ที่โค้ชสามารถสลับตำแหน่งได้ตามสถานการณ์ของเกม ไม่ว่าคู่แข่งจะเล่นระบบใด

เอ็นรีเก้เองก็ยืนยันจุดแข็งข้อนี้ด้วยตัวเอง โดยระบุว่า ตอร์เรสเป็นนักเตะระดับทีมชาติที่เข้ากับระบบได้อย่างสมบูรณ์แบบ เพราะสามารถเล่นได้ทุกตำแหน่งในแนวรุก และมีทัศนคติที่ยอดเยี่ยม ในทางวิทยาศาสตร์การกีฬา นักเตะที่มีความสามารถแบบนี้เรียกว่า “โพซิชันนัล อินเทลลิเจนซ์” (Positional Intelligence) หรือความฉลาดในการอ่านพื้นที่ว่าง ซึ่งต้องอาศัยทั้งประสบการณ์ ความไวในการตัดสินใจ และการฝึกซ้อมภายใต้ระบบที่เน้นการครองบอลและสลับตำแหน่งตลอดเวลา แบบที่เอ็นรีเก้ใช้ทั้งกับบาร์เซโลน่าและเปแอสเช

ด้วยส่วนสูง 182 เซนติเมตร ประกอบกับความเร็วในการวิ่งทะลุแนวรับ และการยิงด้วยเท้าขวาที่แม่นยำ ตอร์เรสจึงเป็นนักเตะที่เหมาะกับระบบเพรสซิ่งสูง (High Press) ที่เน้นการไล่บี้แย่งบอลตั้งแต่แดนคู่แข่ง อันเป็นเอกลักษณ์ของทีมภายใต้การคุมทีมของเอ็นรีเก้ ซึ่งเน้นความฟิตและวินัยในการเคลื่อนที่แบบไม่มีบอลไม่แพ้การเล่นตอนมีบอล

มิติจิตใจ: ทำไม “ความไว้วางใจ” ถึงสำคัญกว่าเงินสำหรับนักเตะระดับโลก

สำหรับคนรุ่นใหม่ที่กำลังสร้างเนื้อสร้างตัวในสายอาชีพของตัวเอง เรื่องราวของตอร์เรสสอนบทเรียนสำคัญข้อหนึ่ง นั่นคือ บางครั้งการเติบโตในหน้าที่การงานไม่ได้วัดกันแค่ที่ตัวเลขเงินเดือนหรือชื่อเสียงขององค์กร แต่อยู่ที่ว่ามีใครสักคนเชื่อมั่นในศักยภาพของคุณมากพอที่จะมอบโอกาสให้ได้แสดงฝีมืออย่างเต็มที่หรือไม่

ตอร์เรสเปิดใจถึงช่วงเวลาหลังคว้าแชมป์โลกว่า “เป็นความจริงที่ว่าตั้งแต่เราคว้าแชมป์โลกมา ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมาก เราแทบไม่มีวันหยุดพักให้ได้ซึมซับความรู้สึกนั้นเลยด้วยซ้ำ แต่ในโลกฟุตบอล ทุกอย่างเคลื่อนไหวเร็วมาก และเราต้องโฟกัสกับฤดูกาลใหม่กันแล้ว” คำพูดนี้สะท้อนแรงกดดันที่นักกีฬาระดับโลกต้องเผชิญ การประสบความสำเร็จสูงสุดในชีวิตไม่ได้แปลว่าจะมีเวลาหยุดพักฉลองชัยได้นาน เพราะวงจรการแข่งขันในระดับอาชีพไม่เคยหยุดรอใคร นี่คือวินัยที่คนทำงานในทุกวงการสามารถนำไปปรับใช้ได้ ไม่ว่าจะประสบความสำเร็จมากแค่ไหน ก็ต้องพร้อมรีเซ็ตตัวเองและเดินหน้าต่อทันที

อีกมุมหนึ่งที่น่าสนใจคือเรื่องของ “เป้าหมายที่ยังไม่สำเร็จ” แม้ตอร์เรสจะผ่านการคว้าแชมป์มาแล้วมากมาย ทั้งระดับสโมสรและทีมชาติ แต่ถ้วยแชมเปี้ยนส์ลีกยังคงเป็นถ้วยเดียวที่หลุดลอยจากมือเขาไปตลอด แม้แต่ตอนอยู่กับแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ที่เข้าชิงชนะเลิศได้ในปี 2021 เขาก็ยังไม่เคยได้สัมผัสแชมป์รายการนี้ การเลือกย้ายไปเปแอสเช สโมสรที่เพิ่งคว้าแชมป์แชมเปี้ยนส์ลีกได้ 2 สมัยติดต่อกัน จึงเป็นการตัดสินใจที่มีเป้าหมายชัดเจนอย่างยิ่ง เขาระบุตรงๆ ว่า “นี่คือสโมสรที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการคว้าแชมป์แชมเปี้ยนส์ลีกครั้งแรกในชีวิตของผม”

สิ่งนี้สะท้อนแนวคิดที่ว่า บางครั้งการอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ประสบความสำเร็จอยู่แล้ว แม้จะต้องแข่งขันดุเดือดกว่าเดิม ก็ยังดีกว่าการอยู่ในที่ที่สบายแต่ไม่มีเป้าหมายให้ไล่ล่า สำหรับคนทำงานยุคใหม่ที่มักเจอคำถามว่า “ควรอยู่ที่เดิมเพื่อความมั่นคง หรือย้ายไปที่ใหม่เพื่อความท้าทาย” เรื่องราวของตอร์เรสคือกรณีศึกษาที่ชัดเจนว่า บางครั้งการเสี่ยงออกจาก Comfort Zone เพื่อไปอยู่ใต้ร่มเงาของคนที่เชื่อมั่นในตัวเรา อาจนำไปสู่ผลลัพธ์ที่คุ้มค่ากว่าการอยู่นิ่งเฉย

มิติธุรกิจและอนาคต: เกมของสโมสรระดับโลกในยุคดิจิทัล

ในมุมธุรกิจกีฬา การดึงตัวตอร์เรสมาร่วมทีมคือส่วนหนึ่งของกลยุทธ์การสร้างทีมระดับโลกที่เปแอสเชดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง เอ็นรีเก้เผยว่า “ร่วมกับประธานสโมสรและหลุยส์ กัมโปส เรายังคงเดินหน้าเสริมความแข็งแกร่งให้ทีม และมองหานักเตะที่เหมาะสมกับสไตล์การเล่นของเรามากที่สุด” คำพูดนี้สะท้อนปรัชญาการบริหารทีมที่ให้ความสำคัญกับ “ความเข้ากันได้ทางแทคติก” มากกว่าการไล่ซื้อนักเตะดังเพียงเพราะชื่อเสียง ซึ่งต่างจากยุคก่อนหน้าที่เปแอสเชมักถูกวิจารณ์เรื่องการสะสมสตาร์ดาราโดยไม่มีระบบรองรับ

ปัจจุบันเปแอสเชคือสโมสรที่ครองบัลลังก์แชมป์ยุโรปติดต่อกัน 2 สมัยซ้อน หลังเอาชนะอาร์เซนอลในศึกดวลจุดโทษที่บูดาเปสต์เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา กลายเป็นสโมสรที่สองในยุคปัจจุบันต่อจากเรอัล มาดริดที่สามารถป้องกันแชมป์แชมเปี้ยนส์ลีกได้สำเร็จ การรักษาความเป็นเจ้าในระดับนี้ต้องอาศัยการหมุนเวียนผู้เล่นคุณภาพสูงตลอดเวลา เพราะตารางแข่งขันที่หนาแน่นทั้งลีกในประเทศ, แชมเปี้ยนส์ลีก และฟุตบอลระดับนานาชาติ ทำให้ทีมต้องมีตัวเลือกแนวรุกที่หลากหลายและพร้อมสับเปลี่ยนได้โดยไม่เสียคุณภาพ

ในยุคที่ฟุตบอลกลายเป็นธุรกิจระดับโลกที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล การตัดสินใจซื้อขายนักเตะจึงไม่ใช่แค่เรื่องของฟอร์มการเล่นในสนามอีกต่อไป แต่รวมถึงมูลค่าทางการตลาด ความสามารถในการปรับตัวเข้ากับระบบทันที และศักยภาพในการสร้างรายได้ให้สโมสรผ่านการแข่งขันในเวทีระดับสูงสุด การที่ตอร์เรสมาพร้อมสถานะ “แชมป์โลกคนล่าสุด” และวัยเพียง 26 ปี ซึ่งถือเป็นช่วงพีคของนักฟุตบอลอาชีพ ทำให้ดีลนี้มีความคุ้มค่าทั้งในแง่กีฬาและแง่ธุรกิจไปพร้อมกัน สัญญาที่ยาวถึงปี 2031 ยังสะท้อนความมั่นใจของสโมสรว่าตอร์เรสจะเป็นเสาหลักในแผนระยะยาว ไม่ใช่แค่ตัวเสริมชั่วคราว

มองไปข้างหน้า คำถามที่แฟนบอลทั่วโลกกำลังจับตาคือ ตอร์เรสจะได้ลงสนามนัดแรกกับเปแอสเชเมื่อไหร่ ซึ่งมีความเป็นไปได้สูงว่าอาจเป็นเกมโทรฟี เดส์ ชอมปิยง กับแล็งส์ และหากเขาสามารถปรับตัวเข้ากับระบบของเอ็นรีเก้ได้เร็วเหมือนที่หลายฝ่ายคาดหวัง เส้นทางสู่ถ้วยแชมเปี้ยนส์ลีกใบแรกในชีวิตของเขาอาจไม่ใช่แค่ความฝัน แต่เป็นเป้าหมายที่จับต้องได้จริงในฤดูกาลนี้

บทสรุป: เมื่อความไว้วางใจมีค่ามากกว่าตัวเลขในสัญญา

เรื่องราวการย้ายทีมของเฟร์ราน ตอร์เรส ไม่ใช่แค่ข่าวตลาดนักเตะทั่วไปที่ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป แต่มันคือบทเรียนเรื่องการตัดสินใจครั้งสำคัญในชีวิตการทำงาน ที่ผสมผสานทั้งเป้าหมายส่วนตัว ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ และกลยุทธ์ทางธุรกิจเข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว เขาทิ้งความสบายที่คัมป์นู เพื่อไปหาความท้าทายใหม่ในปารีส พร้อมกับชายที่เคยเชื่อมั่นในตัวเขาตั้งแต่วันแรกที่ยังไม่มีใครรู้จัก

คำถามที่น่าคิดต่อคือ ในโลกที่การแข่งขันสูงขึ้นทุกวัน ระหว่าง “ความมั่นคง” กับ “ความไว้วางใจจากคนที่เชื่อในตัวเรา” คุณจะเลือกอะไรเป็นเข็มทิศนำทางในเส้นทางอาชีพของตัวเอง


สรุปประเด็นสำคัญ

  • เฟร์ราน ตอร์เรส ย้ายจากบาร์เซโลน่าสู่เปแอสเชด้วยค่าตัวราว 50 ล้านยูโร พร้อมสัญญาถึงปี 2031
  • แรงจูงใจหลักคือการได้กลับมาร่วมงานกับหลุยส์ เอ็นรีเก้ ที่เขายกให้เป็นเสมือนพ่อคนที่สองในวงการฟุตบอล
  • ตอร์เรสตัดสินใจย้ายทีมเพียงไม่กี่สัปดาห์หลังยิงประตูชัยพาสเปนคว้าแชมป์ฟุตบอลโลก 2026
  • จุดแข็งด้านความยืดหยุ่นในการเล่นหลายตำแหน่งแนวรุกคือเหตุผลที่เอ็นรีเก้ต้องการตัวเขา
  • เป้าหมายสูงสุดของตอร์เรสคือถ้วยแชมเปี้ยนส์ลีกใบแรกในชีวิต กับทีมที่เพิ่งป้องกันแชมป์สำเร็จ 2 สมัยซ้อน

คำถามที่พบบ่อย

ถาม: เฟร์ราน ตอร์เรส ย้ายจากบาร์เซโลน่าไปเปแอสเชด้วยค่าตัวเท่าไหร่ ตอบ: ค่าตัวอยู่ที่ประมาณ 50 ล้านยูโร หรือราว 57.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ตามรายงานจากหลายสำนักข่าวกีฬา

ถาม: ตอร์เรสเซ็นสัญญากับเปแอสเชกี่ปี ตอบ: เขาเซ็นสัญญาฉบับยาวที่ผูกมัดกับสโมสรจนถึงเดือนมิถุนายน ปี 2031

ถาม: ทำไมตอร์เรสถึงอยากร่วมงานกับหลุยส์ เอ็นรีเก้ ตอบ: เพราะเอ็นรีเก้เคยเป็นคนมอบโอกาสให้เขาได้ลงเล่นทีมชาติสเปนนัดแรกในปี 2020 และตอร์เรสมองว่าเขาเป็นเหมือนพ่อคนที่สองในวงการฟุตบอล

ถาม: ตอร์เรสเคยเล่นให้ทีมไหนมาบ้างก่อนย้ายไปเปแอสเช ตอบ: เขาเริ่มต้นอาชีพกับบาเลนเซีย ก่อนย้ายไปแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ในปี 2020 และย้ายมาบาร์เซโลน่าในปี 2022

ถาม: ตอร์เรสยิงกี่ประตูให้บาร์เซโลน่าตลอดที่อยู่ที่นั่น ตอบ: เขายิงได้ทั้งหมด 65 ประตู จากการลงสนาม 207 นัด พร้อมแอสซิสต์อีก 23 ครั้ง

ถาม: ทำไมบาร์เซโลน่าถึงยอมปล่อยตัวตอร์เรสไป ตอบ: เพราะตอร์เรสเหลือสัญญากับสโมสรเพียง 1 ปี และเป็นตัวเขาเองที่ร้องขอต้องการย้ายทีม สโมสรจึงยอมเจรจาปล่อยตัว

ถาม: เปแอสเชต้องการตอร์เรสเพราะเหตุผลอะไร ตอบ: เพราะทีมสูญเสียกำลังพลแนวรุกไปหลายราย ทั้งกอนซาโล่ ราโมส ที่ย้ายไปเอซี มิลาน และรันดัล โกโล มัวนี่ ที่ย้ายไปยูเวนตุส

ถาม: จุดแข็งด้านการเล่นของตอร์เรสคืออะไร ตอบ: ความสามารถในการเล่นได้หลายตำแหน่งในแนวรุก ทั้งกองหน้าตัวกลาง ฟอลส์ไนน์ และปีกทั้งสองฝั่ง ซึ่งเหมาะกับระบบเพรสซิ่งสูงของเอ็นรีเก้

ถาม: ตอร์เรสเคยคว้าแชมป์แชมเปี้ยนส์ลีกมาก่อนหรือไม่ ตอบ: ยังไม่เคย แม้จะเข้าชิงชนะเลิศกับแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ในปี 2021 แต่ยังไม่เคยได้แชมป์รายการนี้เลย

ถาม: เปแอสเชคว้าแชมป์แชมเปี้ยนส์ลีกมาแล้วกี่สมัย ตอบ: เปแอสเชคว้าแชมป์แชมเปี้ยนส์ลีก 2 สมัยติดต่อกัน ในฤดูกาล 2024-25 และ 2025-26

ถาม: ตอร์เรสมีบทบาทอย่างไรในฟุตบอลโลก 2026 ตอบ: เขายิงประตูชัยเพียงลูกเดียวในช่วงต่อเวลาพิเศษ พาทีมชาติสเปนเอาชนะอาร์เจนตินาคว้าแชมป์ฟุตบอลโลก และได้รับรางวัลผู้เล่นยอดเยี่ยมประจำนัด

ถาม: ตอร์เรสจะได้ลงสนามนัดแรกกับเปแอสเชเมื่อไหร่ ตอบ: มีความเป็นไปได้สูงว่าเขาอาจได้ลงสนามครั้งแรกในเกมโทรฟี เดส์ ชอมปิยง หรือซูเปอร์คัพฝรั่งเศส พบกับแล็งส์