ในยุคที่การแข่งรถระดับโลกกลายเป็นสนามรบแห่งเทคโนโลยีและความเร็วสุดขีด ฮอนด้า เรซซิ่ง คอร์เปอเรชั่น (HRC) ค่ายรถมอเตอร์ไซค์ยักษ์ใหญ่จากแดนปลาดิบ ได้ประกาศเจตนารมณ์อย่างเต็มภาคภูมิในการทวงคืนบัลลังก์แชมป์โลก โมโตจีพี ด้วยการเปิดตัวทีมแข่งสองทีมพร้อมนักบิดสี่คนที่พร้อมระเบิดความเร็วบนสนามแข่งทั่วโลก
การเปิดตัวครั้งนี้มีความหมายพิเศษเป็นอย่างยิ่ง เพราะเป็นการฉลองครบรอบ 60 ปี ที่ HRC ก้าวเข้าสู่เวทีพรีเมียร์คลาส หรือเวทีการแข่งขันระดับสูงสุดของวงการมอเตอร์สปอร์ตสองล้อ นับตั้งแต่ปี 1965 ที่ฮอนด้าได้ทำประวัติศาสตร์ด้วยการคว้าแชมป์โลกในคลาสสูงสุดเป็นครั้งแรก และตลอดหกทศวรรษที่ผ่านมา แบรนด์ปีกนกแดงทองก็ไม่เคยหยุดพัฒนาและสร้างตำนานใหม่ๆ ให้กับวงการ
โจอัน เมียร์ และ ลูก้า มารินี: ดาบคู่ของทีมโรงงาน
เมื่อพูดถึงทีมโรงงาน ฮอนด้า เอชอาร์ซี คาสตรอล หัวใจหลักของทีมนี้อยู่ที่คู่หูนักบิดที่มาพร้อมประสบการณ์และความหิวกระหายชัยชนะ นั่นคือ โจอัน เมียร์ นักบิดชาวสเปนผู้ครองแชมป์โลก โมโตจีพี ในปี 2020 ที่จะนำทัพด้วยหมายเลข 36 อันโด่งดัง
เมียร์เป็นนักบิดที่มีชื่อเสียงในด้านความมุ่งมั่นและความอดทน เขาไม่เคยยอมแพ้แม้จะอยู่ในสถานการณ์ที่ยากลำบากที่สุด สไตล์การขับขี่ของเขาเน้นความแม่นยำและการควบคุมรถที่เหนือชั้น สามารถบีบมุมได้แนบเนียนและเลือกเส้นทางการแข่งที่เหมาะสมที่สุดในทุกสภาพสนาม ความสามารถในการปรับตัวทำให้เขากลายเป็นหนึ่งในนักบิดที่น่าเกรงขามที่สุดบนสนามแข่ง
ส่วน ลูก้า มารินี นักบิดหนุ่มชาวอิตาลีผู้ใช้หมายเลข 10 นั้น เป็นอีกหนึ่งอาวุธลับที่ HRC พึ่งพาอย่างมาก มารินีมีชื่อเสียงในด้านความมั่นคงและไหวพริบทางเทคนิคที่เฉียบคม เขาสามารถอ่านสนามและคู่แข่งได้อย่างแม่นยำ รู้จักเวลาที่ควรรุกและเวลาที่ต้องรอจังหวะ สไตล์การขับขี่ของเขาผสมผสานระหว่างความก้าวร้าวและความละเอียดอ่อน ทำให้สามารถแย่งตำแหน่งได้อย่างฉลาดโดยไม่เสี่ยงเกินไป
ทั้งสองคนจะต้องทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดในการพัฒนารถแข่ง Honda RC213V ซึ่งเป็นผลงานชิ้นเอกทางวิศวกรรมของฮอนด้า รถรุ่นนี้ได้รับการปรับปรุงและพัฒนาอย่างต่อเนื่องจนสามารถยกระดับขึ้นสู่แรงค์กิ้ง C ซึ่งสูงกว่าเดิม จากผลงานที่คว้าชัยชนะและขึ้นโพเดียมรวมถึง 3 ครั้งในฤดูกาลที่ผ่านมา
เทคโนโลยีเครื่องยนต์: หัวใจของ RC213V
หากจะพูดถึงรถแข่ง Honda RC213V จะต้องเข้าใจถึงปรัชญาการออกแบบของฮอนด้าที่มุ่งเน้นการสร้างสมดุลระหว่างแรงม้า ความทนทาน และความสามารถในการควบคุม เครื่องยนต์ V4 ขนาด 1,000 ซีซี ของ RC213V นั้นเป็นผลงานที่รวบรวมเทคโนโลยีทางการแข่งขันมากว่า 6 ทศวรรษ
เครื่องยนต์รุ่นนี้ใช้ระบบวาล์วที่ซับซ้อน ซึ่งสามารถควบคุมปริมาณน้ำมันเชื้อเพลิงและอากาศที่เข้าสู่ห้องเผาไหม้ได้อย่างแม่นยำยิ่ง ระบบจุดระเบิดอิเล็กทรอนิกส์ที่ทันสมัยช่วยให้การสันดาปเกิดขึ้นในเวลาที่เหมาะสมที่สุด ส่งผลให้ได้กำลังสูงสุดพร้อมประหยัดเชื้อเพลิง ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการแข่งขันระยะยาวที่ต้องใช้กลยุทธ์การจัดการเชื้อเพลิงอย่างชาญฉลาด
นอกจากนี้ การออกแบบช่วงล่างของ RC213V ยังมุ่งเน้นการสร้างแรงกดอากาศให้สูงที่สุดเพื่อเพิ่มแรงเกาะถนน โดยเฉพาะในมุมโค้งความเร็วสูง ระบบกันสะเทือนหน้า-หลังได้รับการปรับแต่งให้ตอบสนองต่อสภาพพื้นผิวสนามที่แตกต่างกัน ทำให้นักบิดสามารถรักษาความเร็วได้อย่างต่อเนื่องแม้จะผ่านส่วนสนามที่ขรุขระ
ระบบเบรกแบบคาร์บอนเซรามิกที่ใช้ใน RC213V สามารถทนต่ออุณหภูมิสูงถึง 1,000 องศาเซลเซียส และให้แรงห้ามล้อที่แม่นยำ ช่วยให้นักบิดสามารถเบรกช้าได้นานที่สุดก่อนเข้าโค้ง ซึ่งเป็นจุดสำคัญในการแซงหน้าคู่แข่ง
ฮอนด้า แอลซีอาร์: ทีมดาวรุ่งพร้อมจอมเก๋า
ในขณะที่ทีมโรงงานพร้อมทำศึก ทีมแซทเทิลไลต์อย่าง ฮอนด้า แอลซีอาร์ ก็ไม่ได้มาเล่นๆ ด้วยการนำทัพโดย โยฮันน์ ซาร์โก จอมเก๋าชาวฝรั่งเศสหมายเลข 5 ที่มีประสบการณ์การแข่งขันมากมายและเคยคว้าโพเดียมมาแล้วหลายครั้ง
ซาร์โกเป็นนักบิดที่มีความเข้าใจในพลวัตของการแข่งขันอย่างลึกซึ้ง เขารู้จักเวลาที่ต้องประหยัดยาง เวลาที่ควรกดความเร็วสูงสุด และเวลาที่ต้องใช้กลยุทธ์การป้องกันตำแหน่ง ประสบการณ์ยาวนานของเขาทำให้สามารถให้ข้อมูลย้อนกลับ (Feedback) ที่มีคุณค่าแก่ทีมงานวิศวกรในการพัฒนารถ
คู่หูของซาร์โกคือ ดิโอโก้ โมเรร่า นักบิดรุกกี้ชาวบราซิลหมายเลข 11 ที่กำลังก้าวขึ้นสู่เวที โมโตจีพี เป็นครั้งแรก โมเรร่าเป็นความหวังใหม่ของวงการ ด้วยทักษะการขับขี่ที่โดดเด่นในสนามแข่งระดับต่ำกว่าและความกล้าหาญที่จะท้าทายนักบิดระดับโลก
การจับคู่ระหว่างนักบิดเก๋าและรุกกี้นี้เป็นกลยุทธ์ที่ฉลาด เพราะซาร์โกจะสามารถถ่ายทอดประสบการณ์ให้กับโมเรร่า ในขณะเดียวกันความสดใหม่และความหิวกระหายของโมเรร่าก็จะเป็นแรงกระตุ้นให้ซาร์โกไม่หยุดพัฒนาตัวเอง
ความร่วมมือกับคาสตรอล: น้ำมันเครื่องที่ทรงพลัง
ไม่สามารถพูดถึงความสำเร็จของทีม ฮอนด้า เอชอาร์ซี โดยไม่กล่าวถึงบทบาทของ คาสตรอล พันธมิตรด้านน้ำมันหล่อลื่นระดับโลกที่ร่วมพัฒนาสูตรพิเศษเฉพาะสำหรับเครื่องยนต์ของ RC213V
น้ำมันเครื่องในการแข่ง โมโตจีพี ไม่ใช่แค่การลดแรงเสียดทานเท่านั้น แต่ยังต้องสามารถทนต่อความร้อนสูงสุด ช่วยระบายความร้อนออกจากเครื่องยนต์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และรักษาคุณสมบัติการหล่อลื่นได้ตลอดระยะทางการแข่งขัน คาสตรอลได้ใช้เทคโนโลยี Fluid Titanium Technology ที่ช่วยลดแรงเสียดทานภายในเครื่องยนต์ได้ถึง 15% เมื่อเทียบกับสูตรมาตรฐาน
ความร่วมมือนี้ยังขยายไปถึงการวิเคราะห์ข้อมูลจากเซนเซอร์หลายร้อยจุดบนรถแข่ง เพื่อศึกษาพฤติกรรมของน้ำมันเครื่องในสภาวะการแข่งขันจริง และนำข้อมูลเหล่านั้นมาพัฒนาสูตรใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง นี่คือเหตุผลที่ โคจิ วาตานาเบะ ประธาน HRC ต้องขอชื่นชมความพยายามของคาสตรอลอย่างเปิดเผย
วิสัยทัศน์ของ โคจิ วาตานาเบะ
โคจิ วาตานาเบะ ประธานของ HRC ได้กล่าวในงานเปิดตัวอย่างภาคภูมิใจว่า “เป็นความยินดีอย่างยิ่งที่เราได้ทำการเปิดตัวทีมแข่ง ฮอนด้า เอชอาร์ซี คาสตรอล สำหรับฤดูกาล 2026 และไฮไลต์ของเราในปีนี้คือก้าวกลับคืนสู่จุดสูงสุดใน โมโตจีพี เวิลด์ แชมเปี้ยนชิพ อีกครั้ง”
คำพูดของวาตานาเบะสะท้อนถึงเป้าหมายที่ชัดเจน นั่นคือการไม่เพียงแค่เข้าร่วมแข่งขัน แต่ต้องกลับมายืนอยู่บนโพเดียมสูงสุดอีกครั้ง เขาเน้นย้ำว่าช่วงเวลานี้พิเศษเป็นอย่างยิ่งเพราะอยู่ในวาระครบรอบ 60 ปี ของ HRC นับตั้งแต่เข้าร่วมแข่งขันครั้งแรกในพรีเมียร์คลาส
“เราตั้งตารอที่จะได้เฉลิมฉลองช่วงเวลาประวัติศาสตร์นี้ตลอดทั้งปี 2026 ทุกคนในทีมต่างต้องการมีส่วนร่วม เช่นเดียวกับพันธมิตรของเราทุกคน และผมขอขอบคุณทุกคนที่มีส่วนร่วม” วาตานาเบะกล่าวต่อ
วิสัยทัศน์ของเขาไม่ได้หยุดแค่การแข่งขัน แต่ยังมองไปถึงการสร้างมรดกทางเทคโนโลยีที่จะส่งต่อไปสู่รถจักรยานยนต์รุ่นต่อไปในอนาคต เทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้นจากสนามแข่ง เช่น ระบบควบคุมแรงดึง (Traction Control) ระบบเบรกป้องกันล้อล็อก (ABS) และระบบช่วงล่างอิเล็กทรอนิกส์ ล้วนถูกนำไปใช้ในรถจักรยานยนต์เพื่อการใช้งานทั่วไปในภายหลัง
เป้าหมายฤดูกาล 2026: ต่อสู้ในแถวหน้าอย่างสม่ำเสมอ
วาตานาเบะได้วางเป้าหมายที่ชัดเจนสำหรับฤดูกาลนี้ว่า “เราต้องเดินหน้าต่อในเส้นทางที่วางไว้ นั่นคือการต่อสู้ในแถวหน้าอย่างสม่ำเสมอ” นี่ไม่ใช่คำพูดเพื่อสร้างภาพลักษณ์ แต่เป็นเป้าหมายที่สามารถวัดผลได้จริง
การ “ต่อสู้ในแถวหน้าอย่างสม่ำเสมอ” หมายถึงการมีโอกาสชิงชัยชนะในทุกสนามแข่ง ไม่ใช่แค่สนามที่เหมาะกับลักษณะของรถเท่านั้น นักบิดของฮอนด้าต้องสามารถขึ้นโพเดียมได้ทั้งในสนามที่มีโค้งเยอะหรือสนามที่เน้นความเร็วสูง ไม่ว่าจะเป็นสภาพอากาศร้อนหรือเย็น
เพื่อให้บรรลุเป้าหมายนี้ HRC ได้เตรียมแผนการพัฒนาอย่างรอบคอบ ตั้งแต่การปรับปรุงระบบอากาศพลศาสตร์ของตัวรถ การปรับแต่งระบบกันสะเทือนให้รองรับลักษณะสนามแข่งที่หลากหลาย ไปจนถึงการฝึกซ้อมกลยุทธ์การแข่งขันในสถานการณ์ต่างๆ
การทดสอบที่เซปัง: ก้าวแรกสู่ความสำเร็จ
หลังจากการเปิดตัวอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา นักบิดทั้งสี่คนของฮอนด้าก็มีกำหนดการลงทดสอบอย่างเป็นทางการครั้งแรกของ โมโตจีพี 2026 ระหว่างวันที่ 3-5 กุมภาพันธ์นี้ ที่ สนามเซปัง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต ประเทศมาเลเซีย
สนามเซปังเป็นหนึ่งในสนามที่ท้าทายที่สุดในปฏิทิน โมโตจีพี ด้วยความยาวรันเวย์หลักที่ยาวถึง 920 เมตร ซึ่งเป็นช่วงตรงที่ยาวที่สุดในฤดูกาล ที่นี่รถแข่งสามารถเร่งความเร็วได้ถึง 340 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ทดสอบขีดจำกัดของเครื่องยนต์และความกล้าของนักบิดอย่างแท้จริง
นอกจากช่วงตรงที่ยาวแล้ว เซปังยังมีโค้งความเร็วสูงและโค้งช้าที่ต้องใช้เทคนิคการเบรกและเร่งออกโค้งที่แตกต่างกัน สภาพอากาศที่ร้อนชื้นของมาเลเซียก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่นักบิดต้องปรับตัว เพราะยางจะร้อนเร็วและเสื่อมสภาพได้ง่ายกว่าสนามอื่นๆ
การทดสอบที่เซปังจะเป็นโอกาสสำคัญสำหรับทีมงานในการรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับพฤติกรรมของรถในสภาวะจริง วิศวกรจะติดตั้งเซนเซอร์ตรวจวัดหลายร้อยจุดบนรถเพื่อเก็บข้อมูลเกี่ยวกับอุณหภูมิของเครื่องยนต์ แรงกดที่เบรก แรงกดอากาศใต้ท้องรถ การทำงานของช่วงล่าง และอื่นๆ อีกมากมาย
การทดสอบที่บุรีรัมย์: ภารกิจสำคัญบนแผ่นดินไทย
หลังจากทดสอบที่เซปัง ทัพนักบิดฮอนด้าจะเดินทางมายัง สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จังหวัดบุรีรัมย์ ประเทศไทย เพื่อทดสอบครั้งสุดท้ายก่อนเริ่มฤดูกาลจริง ระหว่างวันที่ 21-22 กุมภาพันธ์นี้
สนามช้างถือเป็นสนามที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ออกแบบโดยยืมแนวคิดจากสนามแข่งชื่อดังทั่วโลก ความยาวสนามอยู่ที่ 4.554 กิโลเมตร มี 12 โค้ง ผสมผสานระหว่างโค้งความเร็วสูงและโค้งเทคนิคที่ต้องใช้ทักษะการควบคุมรถขั้นสูง
ช่วงตรงหลักของสนามช้างยาวพอสมควร นักบิดสามารถเร่งความเร็วได้ถึง 320 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ก่อนเข้าสู่โค้งแรกที่ต้องเบรกอย่างหนัก โค้งลำดับที่ 3-4 เป็นโค้งต่อเนื่องความเร็วสูงที่ทดสอบความกล้าของนักบิดและแรงกดอากาศของรถ ส่วนโค้ง 6-7 เป็นโค้งช้าที่ต้องใช้เทคนิคการเร่งออกโค้งอย่างชาญฉลาด
การทดสอบที่บุรีรัมย์จะเป็นโอกาสสำคัญในการปรับแต่งรถให้พร้อมสำหรับการแข่งขันจริงที่จะเกิดขึ้นในสัปดาห์ถัดไปที่สนามเดียวกัน นักบิดจะได้ทดสอบชุดตั้งค่าต่างๆ ทดลองยางหลากหลายสูตร และฝึกซ้อมกลยุทธ์การแข่งขัน
ศึกไทยแลนด์ กรังด์ปรีซ์: การเปิดฉากสู่สนามจริง
หลังจากการทดสอบสองครั้ง ถึงเวลาที่ทัพนักบิดฮอนด้าจะต้องลงสนามจริงในศึก ไทยแลนด์ กรังด์ปรีซ์ ที่จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 27 กุมภาพันธ์ – 1 มีนาคมนี้ ที่สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต
การแข่งขันที่ไทยมีความสำคัญเป็นพิเศษ เพราะเป็นสนามแรกของฤดูกาล ผลงานที่นี่จะบ่งบอกถึงศักยภาพที่แท้จริงของแต่ละทีม และเป็นตัวกำหนดทิศทางของการพัฒนารถในส่วนที่เหลือของฤดูกาล นักบิดที่เริ่มต้นได้ดีมักจะมีความมั่นใจและโมเมนตัมที่ดีตลอดทั้งปี
สำหรับฮอนด้า ศึกไทยแลนด์ กรังด์ปรีซ์คือโอกาสในการพิสูจน์ว่าการพัฒนาที่ผ่านมาตลอดช่วงปิดฤดูกาลนั้นประสบความสำเร็จหรือไม่ RC213V รุ่นใหม่จะต้องแสดงให้เห็นว่าสามารถแข่งขันกับคู่แข่งอย่าง Ducati, Yamaha และ KTM ได้อย่างเท่าเทียม
ความคาดหวังของแฟนๆ ชาวไทยก็สูงมาก เพราะหลายคนรอคอยที่จะได้เห็นการแข่งขันระดับโลกบนแผ่นดินไทย โดยเฉพาะการดูนักบิดในตำนานและดาวรุ่งขับขี่ผ่านโค้งต่างๆ ด้วยความเร็วที่น่าทึ่ง
กลยุทธ์การแข่งขัน: ศิลปะแห่งความเร็ว
การแข่ง โมโตจีพี ไม่ได้ขึ้นอยู่กับความเร็วสูงสุดเพียงอย่างเดียว แต่ยังเกี่ยวข้องกับกลยุทธ์หลายอย่างที่ต้องวางแผนไว้ล่วงหน้า หนึ่งในกลยุทธ์สำคัญคือการจัดการยาง
ยางในการแข่ง โมโตจีพี มีหลายสูตร แต่ละสูตรมีคุณสมบัติแตกต่างกัน สูตรอ่อนให้แรงยึดเกาะสูงแต่เสื่อมเร็ว สูตรแข็งทนทานกว่าแต่ให้แรงยึดเกาะน้อยกว่า นักบิดและทีมงานต้องเลือกยางให้เหมาะสมกับสภาพอากาศ อุณหภูมิสนาม และกลยุทธ์การแข่งของตนเอง
อีกกลยุทธ์หนึ่งคือการจัดการเชื้อเพลิง การแข่ง โมโตจีปี จำกัดปริมาณน้ำมันที่สามารถบรรจุในถังได้ นักบิดต้องขับให้เร็วพอที่จะชนะ แต่ก็ต้องประหยัดพอที่จะไปให้ถึงเส้นชัย หากใช้เชื้อเพลิงหมดก่อนจบการแข่งขัน ก็จะถูกตัดสิทธิ์ทันที
การเลือกเส้นทางการแข่ง (Racing Line) ก็เป็นศาสตร์อีกอย่าง นักบิดต้องหาเส้นทางที่ให้ความเร็วสูงสุดผ่านแต่ละโค้ง ซึ่งอาจไม่ใช่เส้นทางที่สั้นที่สุดเสมอไป บางครั้งการออกโค้งกว้างเล็กน้อยอาจให้ความเร็วออกโค้งที่สูงกว่า ทำให้สามารถแซงหน้าคู่แข่งในช่วงตรงถัดไปได้
มรดกและอนาคต: 60 ปีแห่งความรุ่งโรจน์
เมื่อย้อนกลับไปในปี 1965 ฮอนด้าเพิ่งก้าวเข้าสู่วงการแข่งรถมอเตอร์ไซค์ระดับโลก ในเวลานั้นหลายคนมองว่าบริษัทจากเอเชียไม่มีทางสามารถแข่งขันกับค่ายยุโรปที่ครองตลาดมาอย่างยาวนาน แต่ฮอนด้าได้พิสูจน์ให้เห็นว่าด้วยนวัตกรรม ความมุ่งมั่น และการทำงานหนัก สามารถเอาชนะอุปสรรคใดๆ ได้
ตลอด 60 ปีที่ผ่านมา HRC ได้สร้างมรดกอันยิ่งใหญ่ในวงการ โมโตจีพี คว้าแชมป์โลกนักบิดมาแล้วหลายสมัย พัฒนานวัตกรรมนับไม่ถ้วนที่ถูกนำไปใช้ในรถจักรยานยนต์ทั่วโลก และสร้างแรงบันดาลใจให้กับนักแข่งรุ่นเยาว์นับล้านคน
แต่ฮอนด้าไม่ได้หยุดอยู่กับความสำเร็จในอดีต พวกเขากำลังมองไปข้างหน้า สู่ยุคใหม่ของมอเตอร์สปอร์ตที่ความยั่งยืนและเทคโนโลยีสะอาดกำลังมีบทบาทสำคัญยิ่งขึ้น ฮอนด้าได้ลงทุนอย่างหนักในการวิจัยและพัฒนาเครื่องยนต์ที่มีประสิทธิภาพสูงและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม รวมถึงการศึกษาเชื้อเพลิงทางเลือกที่อาจนำมาใช้ใน โมโตจีพี ในอนาคต
คำกล่าวสุดท้าย: ความหวังของชาติและแฟนทั่วโลก
การเปิดตัวทีม ฮอนด้า เอชอาร์ซี คาสตรอล และ ฮอนด้า แอลซีอาร์ สำหรับฤดูกาล 2026 ไม่ได้เป็นเพียงแค่พิธีกรรมประจำปีธรรมดาๆ แต่เป็นการประกาศเจตนารมณ์ว่าฮอนด้าพร้อมที่จะกลับมายืนอยู่บนจุดสูงสุดของวงการ โมโตจีพี อีกครั้ง
ด้วยนักบิดที่มีคุณภาพอย่าง โจอัน เมียร์ และ ลูก้า มารินี ในทีมโรงงาน รวมถึง โยฮันน์ ซาร์โก และ ดิโอโก้ โมเรร่า ในทีมแซทเทิลไลต์ บวกกับรถแข่ง RC213V ที่ได้รับการพัฒนาจนยกระดับสู่แรงค์กิ้ง C และการสนับสนุนจากพันธมิตรระดับโลกอย่างคาสตรอล ฮอนด้ามีอาวุธครบมือสำหรับการทำศึกในปีนี้
การทดสอบที่เซปังและบุรีรัมย์จะเป็นก้าวแรกที่สำคัญในการพิสูจน์ศักยภาพ และศึกไทยแลนด์ กรังด์ปรีซ์จะเป็นสนามรบจริงครั้งแรกที่โลกจะได้เห็นว่าฮอนด้าพร้อมแค่ไหนในการทวงบัลลังก์แชมป์โลกคืนมา
สำหรับแฟนๆ ชาวไทยถือเป็นโชคดีที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์นี้ การได้เห็นนักบิดระดับโลกขับขี่ด้วยความเร็วสุดขีดบนสนามช้าง พร้อมกับการได้สัมผัสบรรยากาศการแข่งขันที่ตื่นเต้นเร้าใจ เป็นประสบการณ์ที่ไม่มีอะไรเทียบได้
ณ จุดนี้ ทุกสิ่งทุกอย่างพร้อมแล้ว เครื่องยนต์ถูกปรับแต่งจนสมบูรณ์แบบ นักบิดฝึกซ้อมจนแข็งแกร่ง ทีมงานเตรียมพร้อมสำหรับทุกสถานการณ์ ถึงเวลาแล้วที่ HRC จะปล่อยเสียงคำรามของเครื่องยนต์ V4 บนสนามแข่งอีกครั้ง พร้อมเขียนบทใหม่แห่งความรุ่งโรจน์ในศตวรรษที่ 21
เอชอาร์ซี ครบ 60 ปี ในพรีเมียร์คลาส และนี่คือปีที่พวกเขาจะทำให้โลกจดจำอีกครั้งว่า ปีกนกแดงทองยังคงบินสูงเหนือคู่แข่งทุกราย!