“9 นักเตะใหม่ก็ไม่พอ” ทำไม “ฉลามชล” ต้องดึงตัว “เนเกบา ปินโต้” นักเตะเลือดแซมบ้าที่ผ่านสังเวียนแชมป์โลกมาแล้ว

เมื่อฉลามชลไม่หยุดแค่การเสริมทัพธรรมดา

ในโลกของฟุตบอลไทยลีกที่การแข่งขันดุเดือดขึ้นทุกปี การประกาศเซ็นสัญญานักเตะใหม่คนที่ 9 ในพรีซีซั่นเดียวอาจฟังดูเหมือนเรื่องปกติสำหรับสโมสรระดับบิ๊กคลับ แต่เมื่อชื่อของนักเตะคนนั้นคือ เนเกบา ปินโต้ ปีกจอมทัพชาวบราซิลวัย 34 ปี ที่เคยเป็นแชมป์โลกรุ่นอายุไม่เกิน 20 ปีมาแล้ว เรื่องนี้กลับกลายเป็นประเด็นที่แฟนบอล “ฉลามชล” ต้องหันมาจับตามองทันที

คำถามที่น่าสนใจคือ ทำไมสโมสรที่มีนักเตะต่างชาติครบทุกตำแหน่งอยู่แล้วถึงยังต้องดึงตัวนักเตะวัย 34 ปีเข้ามาเสริมทัพอีกคน คำตอบอาจไม่ได้อยู่ที่ตัวเลขอายุ แต่อยู่ที่ประสบการณ์และของเก่าที่ผ่านสมรภูมิมาแล้วนับไม่ถ้วน ซึ่งเป็นสิ่งที่เงินซื้อไม่ได้ง่ายๆ ในตลาดนักเตะยุคนี้

ชลบุรี เอฟซี เปิดตัว เนเกบา ปินโต้ อย่างเป็นทางการในฐานะสมาชิกใหม่ของทีม เพื่อเสริมความแข็งแกร่งในแนวรุกก่อนลุยศึกฟุตบอลไทยลีก ฤดูกาล 2026/27 ที่กำลังจะมาถึง และนี่คือเรื่องราวทั้งหมดที่แฟนบอลควรรู้เกี่ยวกับนักเตะคนนี้

ที่มาที่ไป เส้นทางจากแชมป์โลกเยาวชนสู่นักเตะอาชีพข้ามทวีป

หากพูดถึงจุดเริ่มต้นของ เนเกบา ปินโต้ ต้องย้อนกลับไปในปี 2011 ปีที่เขาเป็นส่วนหนึ่งของทีมชาติบราซิล รุ่นอายุไม่เกิน 20 ปี ชุดที่คว้าแชมป์ฟุตบอลโลก FIFA U-20 World Cup ได้สำเร็จ นี่คือจุดพีคแรกในอาชีพนักเตะของเขา และเป็นเครื่องยืนยันว่าเขาเคยอยู่ในกลุ่มนักเตะดาวรุ่งที่ดีที่สุดของประเทศที่ได้ชื่อว่าเป็นเจ้าแห่งฟุตบอลโลก

หลังจากความสำเร็จในระดับเยาวชน เนเกบาก้าวเข้าสู่วงการฟุตบอลอาชีพเต็มตัว และได้ลงเล่นในศึกเซเรีย อา บราซิล ซึ่งเป็นลีกสูงสุดของประเทศ มากกว่า 100 นัด กับสโมสรระดับบิ๊กคลับอย่าง ฟลาเมงโก หนึ่งในสโมสรที่มีฐานแฟนบอลมากที่สุดในโลก เซา เปาโล สโมสรประวัติศาสตร์ที่คว้าแชมป์รายการระดับทวีปมาแล้วหลายสมัย และ คอริติบา สโมสรเก่าแก่จากรัฐปารานา การได้ลงเล่นในสโมสรระดับนี้เป็นเครื่องพิสูจน์ว่าฝีเท้าของเขาไม่ธรรมดา เพราะเซเรีย อา บราซิล ถือเป็นหนึ่งในลีกที่มีการแข่งขันสูงที่สุดแห่งหนึ่งของโลก เป็นแหล่งผลิตนักเตะระดับโลกมาแล้วนับไม่ถ้วน

จากนั้นเนเกบาตัดสินใจออกไปหาประสบการณ์ใหม่นอกทวีปอเมริกาใต้ โดยย้ายไปค้าแข้งในศึกเคลีก ประเทศเกาหลีใต้ กับสโมสร กยองนัม เอฟซี และ อินชอน ยูไนเต็ด ในช่วงปี 2018 ถึง 2021 การตัดสินใจครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความกล้าที่จะปรับตัวเข้ากับวัฒนธรรมฟุตบอลเอเชียซึ่งมีจังหวะเกมและสไตล์การเล่นแตกต่างจากอเมริกาใต้อย่างสิ้นเชิง เป็นการเปิดประตูสู่เส้นทางที่นำพาเขามาสู่วงการฟุตบอลไทยในเวลาต่อมา

เข้าสู่วงการไทยลีก บททดสอบใหม่ในแดนสยาม

หลังจากประสบการณ์ในเกาหลีใต้ เนเกบาย้ายเข้าสู่ประเทศไทย และได้ค้าแข้งกับสโมสรสำคัญหลายทีม เริ่มจาก การท่าเรือ เอฟซี ก่อนย้ายไปกับ ลำพูน วอริเออร์ และล่าสุดกับ ราชบุรี เอฟซี เส้นทางการค้าแข้งในไทยลีกของเขาไม่ได้ราบรื่นเสมอไป มีทั้งช่วงเวลาที่ต้องพักรักษาอาการบาดเจ็บ และช่วงที่ต้องปรับตัวเข้ากับระบบการเล่นใหม่ แต่สิ่งหนึ่งที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลงคือความสามารถในการสร้างสรรค์เกมรุกที่ทำให้เขายังคงเป็นที่ต้องการของสโมสรต่างๆ อย่างต่อเนื่อง

ในฤดูกาล 2025/26 ที่ผ่านมา เนเกบาลงสนามให้กับ ราชบุรี เอฟซี ไปทั้งสิ้น 39 นัดรวมทุกรายการ ทำผลงาน 1 ประตู กับ 12 แอสซิสต์ ตัวเลขแอสซิสต์ที่สูงถึง 12 ครั้งในหนึ่งฤดูกาลคือหลักฐานชิ้นสำคัญที่บ่งบอกว่าเขาคือผู้เล่นที่เน้นการสร้างโอกาสให้เพื่อนร่วมทีมมากกว่าการยิงประตูด้วยตัวเอง ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่หายากและมีค่ามากในเกมฟุตบอลสมัยใหม่ที่ทีมต่างๆ ต้องการผู้เล่นที่สามารถเชื่อมเกมรุกได้อย่างมีประสิทธิภาพ

มิติด้านเทคนิคและวิทยาศาสตร์การกีฬา อะไรที่ทำให้นักเตะวัย 34 ยังคงฟอร์มร้อนแรง

หนึ่งในคำถามที่แฟนบอลหลายคนสงสัยคือ ในวัย 34 ปี ซึ่งถือว่าอยู่ในช่วงปลายของอาชีพนักฟุตบอลอาชีพ เนเกบายังคงรักษามาตรฐานการเล่นระดับสูงได้อย่างไร คำตอบส่วนหนึ่งอยู่ที่รูปแบบการเล่นของเขาที่เน้น ความเร็ว ความคล่องตัว และการอ่านเกม มากกว่าการใช้พละกำลังหรือความแข็งแกร่งทางร่างกายล้วนๆ

นักเตะที่เล่นในตำแหน่งปีกหรือกองหน้าตัวสร้างสรรค์เกมมักจะสามารถยืดอายุการเล่นในระดับสูงได้นานกว่านักเตะในตำแหน่งอื่น เพราะทักษะที่สำคัญที่สุดของพวกเขาคือการมองเกม การตัดสินใจ และจังหวะการจ่ายบอล ซึ่งเป็นทักษะที่พัฒนาขึ้นตามประสบการณ์ ไม่ได้ลดลงตามอายุเหมือนความเร็วหรือพลังกล้ามเนื้อ นี่คือเหตุผลที่เราเห็นนักเตะระดับโลกหลายคนยังคงเล่นในระดับสูงได้จนถึงวัย 35-38 ปี ตราบใดที่พวกเขายังรักษาสภาพร่างกายและดูแลตัวเองอย่างมืออาชีพ

นอกจากนี้ การที่เนเกบาผ่านการเล่นในหลากหลายลีกทั่วโลก ตั้งแต่เซเรีย อา บราซิล เคลีกเกาหลีใต้ จนถึงไทยลีก ทำให้เขาสั่งสมคลังข้อมูลทางยุทธวิธีที่หลากหลาย สามารถปรับตัวเข้ากับระบบการเล่นที่แตกต่างกันได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งเป็นข้อได้เปรียบสำคัญเมื่อต้องย้ายเข้าสู่ทีมใหม่ในระยะเวลาอันสั้นก่อนเปิดฤดูกาล

มิติด้านจิตใจและแรงบันดาลใจ ทำไมนักเตะแบบเนเกบาถึงเป็นที่ต้องการเสมอ

สำหรับแฟนบอลรุ่นใหม่ที่กำลังมองหาแรงบันดาลใจในการใช้ชีวิต เรื่องราวของเนเกบา ปินโต้ สะท้อนให้เห็นแนวคิดสำคัญเรื่อง วินัยและความสม่ำเสมอ ในการทำงาน การที่นักเตะคนหนึ่งสามารถรักษามาตรฐานฟอร์มการเล่นตั้งแต่วัยหนุ่มที่คว้าแชมป์โลกเยาวชน จนถึงวัย 34 ปีที่ยังคงเป็นตัวเลือกที่สโมสรต้องการตัว ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นผลจากการดูแลร่างกาย การฝึกซ้อม และการปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมใหม่อยู่ตลอดเวลา

การย้ายทีมและย้ายประเทศบ่อยครั้งไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับนักกีฬาอาชีพ ทุกครั้งที่ต้องเริ่มต้นใหม่ในสโมสรหรือประเทศใหม่ นักเตะต้องเผชิญกับความท้าทายทั้งเรื่องภาษา วัฒนธรรม ระบบการเล่น และการพิสูจน์ตัวเองใหม่อีกครั้งกับแฟนบอลและสตาฟฟ์โค้ชที่ยังไม่รู้จักฝีเท้าที่แท้จริง เนเกบาผ่านกระบวนการนี้มาแล้วหลายครั้ง ตั้งแต่การย้ายจากบราซิลไปเกาหลีใต้ และจากเกาหลีใต้มาไทย ก่อนจะวนเวียนอยู่ในไทยลีกกับหลายสโมสร นี่คือบทเรียนเรื่องความยืดหยุ่นทางจิตใจที่คนทำงานในทุกวงการสามารถนำไปปรับใช้ได้ ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนงาน เปลี่ยนสายอาชีพ หรือเปลี่ยนสภาพแวดล้อมการทำงานใหม่

การได้รับการยอมรับในฐานะหนึ่งในผู้เล่นต่างชาติที่โดดเด่นของไทยลีก ทั้งที่ต้องแข่งขันกับนักเตะต่างชาติรุ่นใหม่ที่อายุน้อยกว่าและมีพลังกายที่เหนือกว่า คือเครื่องพิสูจน์ว่าประสบการณ์และความเฉลียวฉลาดในการเล่นเกมยังคงมีคุณค่าเสมอ ไม่ว่ากาลเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน

มิติด้านธุรกิจและอนาคต ทิศทางของฉลามชลในตลาดนักเตะยุคดิจิทัล

การเสริมทัพครั้งใหญ่ของชลบุรี เอฟซี ในฤดูกาลนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงเพราะต้องการนักเตะฝีเท้าดีเข้าทีมเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงกลยุทธ์การบริหารสโมสรฟุตบอลในยุคที่การแข่งขันของไทยลีกทวีความเข้มข้นขึ้นทุกปี การดึงตัวเนเกบา ปินโต้ เข้ามาเป็นนักเตะใหม่รายที่ 9 ต่อจาก เวลลิงตัน พริออรี่, เรียวมะ อิโตะ, สเตนิโอ จูเนียร์, กรวิชญ์ ทะสา, เชาว์วัฒน์ วีระชาติ, เดนนิส มูริลโล่, ทริสตอง โด และ พีระพัฒน์ โน๊ตชัยยาท แสดงให้เห็นว่าสโมสรกำลังสร้างทีมที่มีความลึกในทุกตำแหน่ง ไม่ได้พึ่งพานักเตะดาวเด่นเพียงไม่กี่คน

ในยุคที่ไทยลีกกำลังพัฒนาสู่มาตรฐานสากลมากขึ้น ทั้งในแง่การถ่ายทอดสด การตลาดผ่านโซเชียลมีเดีย และการดึงดูดสปอนเซอร์ระดับภูมิภาค การมีนักเตะที่มีชื่อเสียงและประวัติผลงานระดับนานาชาติอย่างเนเกบาเข้ามาในทีม ยังช่วยเพิ่มมูลค่าทางการตลาดให้กับสโมสรได้อีกทางหนึ่ง เพราะแฟนบอลและสื่อมวลชนมักให้ความสนใจนักเตะที่มีเรื่องราวความสำเร็จในอดีตมาเล่าต่อ ซึ่งเป็นคอนเทนต์ที่สร้างการมีส่วนร่วมบนแพลตฟอร์มดิจิทัลได้ดี

มองไปข้างหน้า ฤดูกาล 2026/27 จะเป็นบทพิสูจน์สำคัญว่าการลงทุนเสริมทัพครั้งใหญ่ของ “ฉลามชล” จะประสบความสำเร็จมากน้อยเพียงใด การผสมผสานระหว่างนักเตะรุ่นใหม่ไฟแรงกับนักเตะที่มากประสบการณ์อย่างเนเกบา อาจเป็นสูตรสำเร็จที่ช่วยยกระดับทีมให้กลับมาเป็นหนึ่งในทีมท้าชิงแชมป์ไทยลีกได้อีกครั้ง หลังจากที่ต้องเผชิญกับความท้าทายในหลายฤดูกาลที่ผ่านมา

บทสรุป เนเกบา ปินโต้ จะเป็นชิ้นส่วนสุดท้ายที่ฉลามชลรอคอยหรือไม่

การเปิดตัว เนเกบา ปินโต้ ในฐานะนักเตะใหม่รายที่ 9 ของชลบุรี เอฟซี คือสัญญาณที่ชัดเจนว่าสโมสรแห่งนี้ไม่ได้มองข้ามความสำคัญของประสบการณ์ในเกมฟุตบอล แม้จะอยู่ในยุคที่วงการฟุตบอลทั่วโลกหันไปให้ความสำคัญกับนักเตะดาวรุ่งอายุน้อยมากขึ้นเรื่อยๆ แต่เรื่องราวของนักเตะที่เคยเป็นแชมป์โลกเยาวชน ผ่านสมรภูมิเซเรีย อา บราซิล เคลีกเกาหลีใต้ และไทยลีก ยังคงเป็นตัวเลือกที่สโมสรระดับแนวหน้าให้ความไว้วางใจ

ด้วยสถิติ 12 แอสซิสต์ในฤดูกาลล่าสุดกับราชบุรี เอฟซี และประสบการณ์ที่สั่งสมมาตลอดอาชีพนักเตะเกือบสองทศวรรษ เนเกบา ปินโต้ มีทุกอย่างพร้อมที่จะเป็นฟันเฟืองสำคัญในเกมรุกของฉลามชลฤดูกาลหน้า คำถามที่เหลืออยู่คือ เขาจะสามารถผสมผสานเข้ากับระบบการเล่นใหม่และเพื่อนร่วมทีมได้เร็วแค่ไหน และจะเป็นชิ้นส่วนสุดท้ายที่ทำให้ชลบุรี เอฟซี กลับมาผงาดในไทยลีกได้อีกครั้งหรือไม่ คงต้องรอติดตามกันตลอดฤดูกาล 2026/27 ที่กำลังจะมาถึง