เมื่อชื่อ มัทธิอัส ไยสส์เล่อ ถูกประกาศอย่างเป็นทางการให้เป็นเฮดโค้ชคนใหม่ของ นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด แทนที่ เอ็ดดี้ ฮาว ที่ตัดสินใจลาออกหลังคุมทีมมาเกือบ 5 ปีเต็ม คำถามแรกที่แฟนบอล “สาลิกาดง” ตั้งขึ้นในใจคือ ชายวัย 38 ปีคนนี้คือใคร และเขามีอะไรมาการันตีว่าจะพาทีมไปต่อได้ในจังหวะที่ทีมเพิ่งสูญเสียนักเตะคนสำคัญไปหลายราย
คำตอบสั้น ๆ คือ นี่คือกุนซือที่คว้าแชมป์มาแล้ว 4 สมัยใน 5 ปี บนสองทวีปที่ต่างกันโดยสิ้นเชิง แต่คำตอบที่ยาวกว่านั้น และอาจสำคัญกว่านั้น คือเรื่องราวของชายที่ไม่เคยมีประสบการณ์คุมทีมในลีกใหญ่ของยุโรปมาก่อนแม้แต่นัดเดียว กำลังจะต้องพิสูจน์ตัวเองในสนามที่กดดันที่สุดแห่งหนึ่งของโลกลูกหนัง
ย้อนรอยเส้นทางกุนซือที่ไม่ได้ดังจากการเป็นนักเตะ
ไยสส์เล่อ ไม่ใช่อดีตนักเตะระดับตำนานที่ผันตัวมาเป็นโค้ชแบบที่แฟนบอลคุ้นเคย เขาเป็นอดีตนักเตะทีมชาติเยอรมนีชุดอายุไม่เกิน 21 ปี ที่ไม่ได้ประสบความสำเร็จมากนักในฐานะผู้เล่นอาชีพ ก่อนจะหันมาจับงานโค้ชอย่างจริงจังตั้งแต่อายุยังน้อย และไต่เต้าผ่านระบบเยาวชนของสโมสรในเยอรมนีจนได้รับความไว้วางใจให้คุมทีมชุดใหญ่
จุดเปลี่ยนสำคัญของอาชีพเกิดขึ้นเมื่อเขาได้รับโอกาสคุม เรดบูล ซัลซ์บวร์ก ในวัยเพียง 33 ปี ซึ่งถือว่าอายุน้อยมากสำหรับตำแหน่งเฮดโค้ชทีมชุดใหญ่ในลีกระดับสูงของยุโรป แต่เขาก็ตอบแทนความไว้วางใจนั้นด้วยผลงานที่ยอดเยี่ยม พาทีมคว้าดับเบิลแชมป์ในประเทศออสเตรียได้ทันทีในฤดูกาลแรก ก่อนจะพาทีมเข้าสู่รอบน็อกเอาต์ของยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์สโมสร และปิดท้ายด้วยการป้องกันแชมป์ลีกในประเทศได้อีกสมัย พร้อมพาทีมเดินหน้าต่อในศึกยูโรปา ลีก
ผลงานที่ซัลซ์บวร์กทำให้ชื่อของเขาถูกจับตามองในฐานะหนึ่งในโค้ชดาวรุ่งที่น่าสนใจที่สุดของยุโรป ก่อนที่เขาจะตัดสินใจเดินทางออกจากทวีปยุโรปไปรับความท้าทายใหม่ในซาอุดีอาระเบียกับสโมสร อัล อะห์ลี ในปี 2023 ซึ่งเป็นการตัดสินใจที่หลายคนมองว่าเสี่ยงในแง่ของการพัฒนาอาชีพ แต่กลับกลายเป็นก้าวสำคัญที่ยืนยันฝีมือของเขาในระดับที่กว้างขึ้น
ที่อัล อะห์ลี ไยสส์เล่อ พลิกโฉมทีมให้กลายเป็นหนึ่งในทีมชั้นนำของเอเชียได้อย่างรวดเร็ว โดยพาทีมคว้าแชมป์ เอเอฟซี แชมเปียนส์ ลีก เอลีท ได้ติดต่อกันถึง 2 สมัยซ้อน ซึ่งเป็นรายการแข่งขันสโมสรที่ทรงเกียรติที่สุดของทวีปเอเชีย ความสำเร็จตรงนี้เองที่ทำให้ชื่อของเขาถูกดึงกลับเข้าสู่สายตาของสโมสรใหญ่ในยุโรปอีกครั้ง
มิติเทคนิค ฟุตบอลแบบไหนที่แฟนเซนต์เจมส์ พาร์คกำลังจะได้เห็น
สิ่งที่ทำให้ทีมงานนิวคาสเซิ่ลตัดสินใจเลือกไยสส์เล่อ ไม่ใช่แค่ถ้วยแชมป์ที่เขาสะสมมา แต่คือ “อัตลักษณ์ในการเล่น” ที่ชัดเจนและสอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของสโมสร ทีมของเขาทั้งที่ซัลซ์บวร์กและอัล อะห์ลี ต่างมีจุดร่วมเดียวกันคือการเล่นเกมรุกที่มีความเข้มข้นสูง เน้นการกดดันคู่แข่งตั้งแต่แดนหน้า และเปลี่ยนจากเกมรับเป็นเกมรุกด้วยความเร็ว
ไยสส์เล่อ เองก็ยืนยันแนวทางนี้ด้วยตัวเอง โดยระบุชัดเจนว่า “สไตล์ฟุตบอลของผมคือการเล่นแบบรุก ดุดัน และเน้นการโจมตีอย่างรวดเร็ว” พร้อมมองว่าปรัชญานี้เข้ากันได้ดีกับตัวตนของนิวคาสเซิ่ลอยู่แล้ว ซึ่งก็สอดคล้องกับสิ่งที่ทีมงานเบื้องหลังของสโมสรพูดถึงเขาเช่นกัน โดยฝ่ายสรรหาของนิวคาสเซิ่ลชี้ว่าปรัชญาการทำทีมของเขาสอดรับกับวิสัยทัศน์ของสโมสรอย่างชัดเจน และทีมของเขามักเล่นด้วยพลังงานสูงตลอดทั้งเกม
ในทางเทคนิค การเปลี่ยนจากระบบของฮาวที่วางรากฐานมานานเกือบ 5 ปี มาสู่ระบบใหม่ของไยสส์เล่อ ไม่ใช่เรื่องง่าย โดยเฉพาะเมื่อเวลาเตรียมทีมก่อนเปิดฤดูกาลเหลือน้อยมาก นักเตะต้องปรับตัวทั้งเรื่องตำแหน่งการยืน จังหวะการกดดัน และรูปแบบการสร้างเกมรุกใหม่ทั้งหมด ภายในเวลาไม่กี่สัปดาห์ ซึ่งถือเป็นความท้าทายทางวิทยาศาสตร์การกีฬาที่แท้จริง ทั้งในแง่ร่างกายที่ต้องปรับให้ทนต่อความเข้มข้นของเกมรุกแบบใหม่ และในแง่สมองที่ต้องจดจำรูปแบบการเล่นที่เปลี่ยนไปให้ได้เร็วที่สุด
มิติจิตใจ ความกดดันเบื้องหลังคำว่า “เกียรติอย่างยิ่ง”
หากอ่านคำสัมภาษณ์แรกของไยสส์เล่อผ่านช่องทางของสโมสรอย่างละเอียด จะพบว่าเบื้องหลังความตื่นเต้นที่เขาพูดถึง ยังแฝงไว้ด้วยความกดดันมหาศาลที่ซ่อนอยู่ เขายอมรับตรง ๆ ว่า “ช่วงเวลานั้นเป็นช่วงเวลาที่เครียดมาก” ก่อนจะเสริมว่ากระบวนการเจรจากับผู้บริหารเป็นไปอย่างตรงไปตรงมาและจริงใจ จนทำให้เขามั่นใจในโปรเจกต์นี้มากขึ้น
สิ่งที่น่าสนใจคือมุมมองของเขาต่อฐานแฟนบอลนิวคาสเซิ่ล ซึ่งขึ้นชื่อเรื่องความรักและความหลงใหลในสโมสรระดับที่ยากจะหาที่ไหนเทียบได้ในพรีเมียร์ลีก เขาบอกว่า “พรีเมียร์ลีกนั้นพิเศษอยู่แล้ว แต่การได้เข้าร่วมสโมสรแห่งนี้พิเศษยิ่งกว่า ด้วยฐานแฟนบอลมากมาย ด้วยความรักที่ผู้สนับสนุนมีต่อสโมสร” คำพูดนี้สะท้อนว่าเขาเข้าใจดีว่ากำลังก้าวเข้าสู่สภาพแวดล้อมที่ความคาดหวังสูงลิ่ว และทุกผลงานในสนามจะถูกจับตามองอย่างเข้มข้น
ความท้าทายที่แท้จริงคือเรื่องเวลา เขายอมรับตรง ๆ ว่า “จังหวะเวลาไม่ง่ายเลย มันเป็นความท้าทาย” เพราะเขาเข้ามารับงานในช่วงโค้งสุดท้ายของพรีซีซั่น ก่อนเกมเปิดฤดูกาลกับลิเวอร์พูลจะมาถึงในอีกเพียง 3 สัปดาห์ นั่นหมายความว่าเขาแทบไม่มีเวลาให้ได้ปรับจูนทีมตามแบบที่ต้องการ สิ่งที่ทำได้คือการสร้างความร่วมมือให้เกิดขึ้นเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ในทุกภาคส่วน ทั้งนักเตะ ทีมงาน และแฟนบอล พร้อมเน้นย้ำปรัชญาที่ว่า “ควบคุมสิ่งที่เราควบคุมได้” ซึ่งเป็นแนวคิดที่นักกีฬาและโค้ชระดับสูงหลายคนใช้เพื่อจัดการความกดดันในสถานการณ์ที่ไม่แน่นอน
รากฐานที่เขาต้องการปลูกฝังให้ทีมนั้นถูกสรุปออกมาเป็น 3 คุณค่าหลัก คือ ความไว้วางใจ ความเคารพ และความมุ่งมั่นอย่างแท้จริง ซึ่งเป็นค่านิยมที่เขายึดถือมาตลอดเส้นทางการเป็นโค้ช และเป็นสิ่งที่เขานำมาพูดคุยกับทีมงานตั้งแต่วันแรกที่เข้ามารับตำแหน่ง
มิติธุรกิจและอนาคต ทีมที่กำลังเปลี่ยนโฉมทั้งในและนอกสนาม
การมาถึงของไยสส์เล่อ เกิดขึ้นในจังหวะที่นิวคาสเซิ่ลกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ทั้งบนและนอกสนาม สโมสรต้องจ่ายค่าฉีกสัญญาให้กับอัล อะห์ลี เพื่อดึงตัวเขาออกมาคุมทีม พร้อมมอบสัญญาฉบับใหม่ระยะยาวถึง 4 ปีให้เขาสร้างทีมตามแนวทางของตัวเองอย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งสะท้อนว่าฝ่ายบริหารมองเขาเป็นโปรเจกต์ระยะยาว ไม่ใช่แค่ทางออกเฉพาะหน้า
ในแง่ตลาดนักเตะ ฤดูกาลนี้ถือเป็นช่วงเวลาที่ปั่นป่วนสำหรับนิวคาสเซิ่ล เพราะทีมต้องสูญเสียนักเตะคนสำคัญหลายรายไปพร้อมกัน ทั้งกองหน้าดาวรุ่งทีมชาติอังกฤษที่ย้ายไปร่วมทีมในสเปน มิดฟิลด์ตัวรุกชาวอิตาเลียนที่ย้ายไปลอนดอน และกองกลางตัวเป้าชาวบราซิลที่กำลังจะปิดดีลย้ายไปร่วมทีมคู่แข่งในพรีเมียร์ลีกด้วยกัน การสูญเสียกำลังหลักเหล่านี้ในเวลาไล่เลี่ยกัน ยิ่งเพิ่มแรงกดดันให้ไยสส์เล่อต้องเร่งหาความลงตัวของทีมชุดใหม่ให้เร็วที่สุด
อีกประเด็นที่น่าจับตาคือความเชื่อมโยงเชิงธุรกิจ เพราะสโมสรที่เขาจากมาอย่างอัล อะห์ลี เป็นหนึ่งในทีมที่อยู่ภายใต้การถือหุ้นของกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติซาอุดีอาระเบีย ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของนิวคาสเซิ่ลเช่นกัน ความคุ้นเคยที่มีต่อกันในเชิงโครงสร้างความเป็นเจ้าของ อาจเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้การตัดสินใจครั้งนี้เกิดขึ้นได้อย่างราบรื่นกว่าที่คาด
สำหรับสนามแรกในฐานะเฮดโค้ชนิวคาสเซิ่ล ไยสส์เล่อจะได้คุมทีมนัดอุ่นเครื่องก่อนเปิดฤดูกาลในสุดสัปดาห์นี้ ก่อนจะเผชิญบททดสอบจริงในเกมเปิดฤดูกาลพรีเมียร์ลีกที่ต้องพบกับลิเวอร์พูล แชมป์เก่าและหนึ่งในทีมแกร่งที่สุดของลีก ซึ่งจะเป็นบทพิสูจน์แรกที่ชัดเจนที่สุดว่าปรัชญาฟุตบอลรุกดุดันของเขาจะใช้ได้จริงในสนามพรีเมียร์ลีกหรือไม่
บทสรุป
เรื่องราวของ มัทธิอัส ไยสส์เล่อ คือเรื่องราวของโค้ชที่พิสูจน์ตัวเองมาแล้วในสองทวีป ด้วยแนวทางฟุตบอลที่ชัดเจนและสม่ำเสมอ แต่ก็ยังไม่เคยผ่านบทพิสูจน์ในสังเวียนที่โหดหินที่สุดของโลกลูกหนังอย่างพรีเมียร์ลีกมาก่อน นิวคาสเซิ่ลกำลังเดิมพันกับอนาคตครั้งใหญ่ โดยเชื่อในค่านิยมและปรัชญาที่เขายึดถือมากกว่าประสบการณ์ตรงในลีกใหญ่
คำถามที่เหลืออยู่คือ ท่ามกลางเวลาเตรียมทีมที่จำกัดเพียง 3 สัปดาห์ และการสูญเสียนักเตะหลักหลายตำแหน่งพร้อมกัน ไยสส์เล่อจะสามารถปลูกฝังปรัชญาฟุตบอลรุกดุดันของเขาลงในทีมได้เร็วพอที่จะรับมือกับลิเวอร์พูลในเกมเปิดฤดูกาลหรือไม่ และคุณค่าทั้งสามที่เขายึดถือ ความไว้วางใจ ความเคารพ และความมุ่งมั่น จะเพียงพอที่จะประคองทีมผ่านช่วงเปลี่ยนผ่านที่ยากลำบากนี้ไปได้หรือเปล่า