ปิดดีลสะเทือนยุโรป! “โรเมโร่” อำลาสเปอร์ส ซบตราหมี 34.2 ล้านปอนด์ — เบื้องหลังเกมชิงตัวที่อาร์เซน่อลได้แต่มองตาปริบๆ

ไฮไลท์เด็ดของเรื่องนี้

เมื่อกัปตันทีมต้องบอกลา และเงินก้อนโตกำลังเปลี่ยนดุลอำนาจของยุโรป

ลองจินตนาการดูว่า คุณเป็นกัปตันทีมที่เพิ่งพาสโมสรรอดพ้นจากการตกชั้นมาแบบหืดขึ้นคอ ลงสนามรับใช้ทีมมาถึง 156 นัด ตลอด 5 ฤดูกาลเต็ม แล้วจู่ๆ ทุกอย่างก็จบลงด้วยตัวเลขเพียงตัวเลขเดียว — 34.2 ล้านปอนด์ หรือราว 40 ล้านยูโร นี่คือราคาที่ แอตเลติโก มาดริด ยอมควักจ่ายเพื่อคว้าตัว คริสเตียน โรเมโร่ ปราการหลังจอมดุทีมชาติอาร์เจนติน่า ออกจากอ้อมอกของ ท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ อย่างเป็นทางการ

แต่เรื่องราวนี้ไม่ได้มีแค่ตัวเลขค่าตัว เพราะเบื้องหลังการย้ายทีมครั้งนี้ซ่อนเกมจิตวิทยาระดับสูงเอาไว้ ทั้งการที่ อาร์เซน่อล แชมป์พรีเมียร์ลีก พยายามยื่นมือเข้ามาแทรกในนาทีสุดท้าย ทั้งเงื่อนไขส่วนแบ่งการขายต่อในอนาคตที่สเปอร์สแอบเก็บไว้ในสัญญา และทั้งแผนทุ่มเงินเกิน 100 ล้านปอนด์ ของทัพตราหมีที่กำลังประกาศศักดาว่า พวกเขาไม่ได้มาเล่นๆ ในตลาดซื้อขายรอบนี้

บทความนี้จะพาคุณเจาะลึกทุกมิติของดีลนี้ ตั้งแต่เส้นทางของโรเมโร่ วิเคราะห์ว่าทำไมเขาถึงมีค่าถึงขนาดนี้ ไปจนถึงคำถามใหญ่ที่ว่า การย้ายทีมครั้งนี้จะเปลี่ยนโฉมหน้าฟุตบอลยุโรปฤดูกาลหน้าอย่างไร


จากอตาลันต้าสู่ลอนดอนเหนือ: เส้นทาง 5 ปีของนักสู้ที่ชื่อ “คูตี้”

ย้อนกลับไปในปี 2021 สเปอร์สตัดสินใจยืมตัวกองหลังหนุ่มจากอตาลันต้า สโมสรจากอิตาลีที่ขึ้นชื่อเรื่องการปั้นนักเตะแนวรับสายบู๊ ก่อนจะซื้อขาดด้วยค่าตัวสูงถึง 42.5 ล้านปอนด์ ซึ่งในเวลานั้นหลายคนมองว่าเป็นการลงทุนที่เสี่ยง เพราะโรเมโร่ยังไม่ได้พิสูจน์ตัวเองในเวทีพรีเมียร์ลีกที่ขึ้นชื่อเรื่องความเร็วและความแข็งแกร่งของเกมรุก

แต่เวลา 5 ฤดูกาลได้พิสูจน์ทุกอย่าง โรเมโร่ลงสนามให้ไก่เดือยทองไปทั้งสิ้น 156 นัด ยิงได้ 13 ประตู ตัวเลขประตูที่อาจดูไม่หวือหวาสำหรับกองหลัง แต่สิ่งที่สถิติไม่ได้บอกคือ บทบาทของเขาในฐานะ “หัวใจของแนวรับ” และ “ผู้นำในห้องแต่งตัว” ที่ทำให้เขาก้าวขึ้นมาสวมปลอกแขนกัปตันทีมในฤดูกาลที่ผ่านมา

และนั่นคือฤดูกาลที่โหดร้ายที่สุดฤดูกาลหนึ่งในประวัติศาสตร์สโมสร เพราะสเปอร์สต้องดิ้นรนหนีตกชั้นจากพรีเมียร์ลีกแบบหวุดหวิด ท่ามกลางวิกฤตศรัทธาจากแฟนบอล โรเมโร่คือคนที่ยืนหยัดนำทีมฝ่ามรสุมจนรอดมาได้ ก่อนที่บทสุดท้ายของเขากับสโมสรจะจบลงด้วยการอำลาในซัมเมอร์นี้

ที่น่าสนใจคือ แม้จะขายกัปตันทีมออกไป สเปอร์สก็ยังเล่นเกมธุรกิจอย่างแยบยล ด้วยการใส่เงื่อนไข ส่วนแบ่ง 15 เปอร์เซ็นต์จากการขายต่อในอนาคต เอาไว้ในสัญญา หมายความว่า หากวันหนึ่งแอตเลติโก มาดริด ขายโรเมโร่ต่อในราคาสูง สเปอร์สจะยังได้รับเงินก้อนหนึ่งกลับมาด้วย นี่คือกลยุทธ์การบริหารสินทรัพย์นักเตะแบบที่สโมสรยุคใหม่นิยมใช้กันมากขึ้นเรื่อยๆ


เกมชิงตัวสุดเดือด: ทำไมสเปอร์สยอมขายให้สเปน แต่ไม่ยอมขายให้เพื่อนบ้าน

หนึ่งในประเด็นที่ร้อนแรงที่สุดของดีลนี้ คือการที่ อาร์เซน่อล สโมสรที่เพิ่งคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกมาหมาดๆ แสดงความสนใจในตัวโรเมโร่ในช่วงไม่กี่วันก่อนดีลจะปิด ลองคิดดูว่า ถ้าคุณเป็นแชมป์ลีกและต้องการเสริมแนวรับให้แน่นขึ้นไปอีก กองหลังทีมชาติอาร์เจนติน่าที่ผ่านศึกฟุตบอลโลกมาแล้ว ย่อมเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจสุดๆ

แต่คำตอบจากฝั่งสเปอร์สนั้นชัดเจนและเด็ดขาด: ไม่ขายให้คู่แข่งร่วมเมืองลอนดอนเหนือเด็ดขาด

นี่ไม่ใช่แค่เรื่องธุรกิจ แต่เป็นเรื่องของศักดิ์ศรี ความเป็นคู่ปรับระหว่างสเปอร์สกับอาร์เซน่อลคือหนึ่งในสงครามดาร์บี้ที่ดุเดือดที่สุดในโลกฟุตบอล การส่งกัปตันทีมของตัวเองข้ามฟากไปสวมเสื้อปืนใหญ่ คงเป็นภาพที่แฟนบอลไก่เดือยทองรับไม่ได้ ต่อให้ได้เงินมากกว่าก็ตาม

การเลือกขายให้แอตเลติโก มาดริด จึงเป็นทางออกที่ลงตัวที่สุด ได้เงินก้อนโต ไม่เสริมความแข็งแกร่งให้ศัตรูโดยตรง และยังรักษาความสัมพันธ์ที่ดีกับนักเตะที่รับใช้สโมสรมาอย่างยาวนาน บทเรียนธุรกิจข้อนี้น่าสนใจมากสำหรับคนทำงานทุกวงการ — บางครั้งข้อเสนอที่ดีที่สุด ไม่ใช่ข้อเสนอที่ให้เงินมากที่สุด แต่เป็นข้อเสนอที่ปกป้องผลประโยชน์ระยะยาวของเราได้ดีที่สุด


วิเคราะห์เชิงเทคนิค: โรเมโร่คือจิ๊กซอว์ที่ “ซิเมโอเน่” ตามหามานาน

ถ้าจะมีโค้ชคนไหนในโลกที่เหมาะกับสไตล์การเล่นของโรเมโร่ที่สุด คำตอบคงหนีไม่พ้น ดิเอโก้ ซิเมโอเน่ กุนซือจอมเก๋าเจ้าของฉายาความดุดันแห่งถิ่นเมโทรโปลิตาโน่

ทำไมถึงพูดแบบนั้น? ลองมาดูองค์ประกอบการเล่นของโรเมโร่กัน

หนึ่ง — ความก้าวร้าวที่ควบคุมได้: โรเมโร่ขึ้นชื่อเรื่องการเข้าปะทะแบบไม่เกรงใจใคร การอ่านเกมล่วงหน้าเพื่อตัดบอลตั้งแต่ต้นทาง และการกดดันกองหน้าคู่แข่งจนแทบไม่มีพื้นที่หายใจ ซึ่งตรงกับปรัชญาฟุตบอลของซิเมโอเน่ที่สร้างชื่อจากแนวรับเหนียวแน่นราวกำแพงเหล็กมาตลอดกว่าทศวรรษ

สอง — ความเป็นผู้นำ: ซิเมโอเน่ต้องการนักเตะที่มีจิตวิญญาณนักสู้ ไม่ใช่แค่เท้าดี และการที่โรเมโร่เคยสวมปลอกแขนกัปตันในฤดูกาลที่ทีมต้องหนีตกชั้น พิสูจน์แล้วว่าเขารับมือกับแรงกดดันมหาศาลได้

สาม — สายเลือดอาร์เจนติน่า: อย่าลืมว่าซิเมโอเน่เองก็เป็นตำนานทีมชาติอาร์เจนติน่า การได้ร่วมงานกับกองหลังร่วมชาติที่เพิ่งผ่านศึกฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายที่อเมริกาเหนือมาสดๆ ร้อนๆ โดยพลาดลงสนามเพียงนัดเดียวตลอดทัวร์นาเมนต์ ย่อมทำให้การสื่อสารและการถ่ายทอดแนวคิดเป็นไปอย่างราบรื่น

ในเชิงวิทยาศาสตร์การกีฬา วัย 28 ปีของโรเมโร่ถือเป็นช่วง “จุดสูงสุด” ของกองหลังพอดี เพราะตำแหน่งนี้ต้องอาศัยทั้งประสบการณ์การอ่านเกมที่สั่งสมมานานปี ผสมกับสมรรถภาพร่างกายที่ยังอยู่ในระดับสูง กองหลังระดับโลกส่วนใหญ่มักเล่นได้ยอดเยี่ยมต่อเนื่องจนถึงอายุ 32-33 ปี นั่นหมายความว่าแอตเลติโกจะได้ใช้งานเขาในช่วงพีคอีกอย่างน้อย 4-5 ฤดูกาลเต็มๆ ทำให้ค่าตัว 34.2 ล้านปอนด์กลายเป็นราคาที่ถือว่า “คุ้มเกินคุ้ม” เมื่อเทียบกับราคาตลาดกองหลังระดับทีมชาติในปัจจุบัน


แผนทุ่มทุนเกิน 100 ล้านปอนด์: ตราหมีกำลังประกาศสงครามกับสองยักษ์ใหญ่

ดีลโรเมโร่ไม่ใช่การเคลื่อนไหวเดี่ยวๆ แต่เป็นชิ้นส่วนสุดท้ายของแผนการยกเครื่องครั้งใหญ่ เพราะก่อนหน้านี้ แอตเลติโก มาดริด ได้เสริมทัพไปแล้วถึง 3 ราย ได้แก่

อี คัง-อิน — กองกลางจอมเทคนิคทีมชาติเกาหลีใต้ ที่จะเข้ามาเติมความสร้างสรรค์ในแดนกลาง และแน่นอนว่ามาพร้อมมูลค่าทางการตลาดมหาศาลจากฐานแฟนบอลชาวเอเชีย

มอร์เทน ฮอยลุนด์ — กองกลางอีกรายที่เข้ามาเพิ่มพลังงานและความแข็งแกร่งให้แดนกลาง

อเลฆานโดร กรีมัลโด้ — แบ็กซ้ายจอมบุกที่ขึ้นชื่อเรื่องลูกนิ่งและการเติมเกมรุก ซึ่งจะช่วยแก้ปัญหาริมเส้นฝั่งซ้ายที่เป็นจุดอ่อนมานาน

เมื่อรวมกับโรเมโร่ที่เป็นแข้งใหม่รายที่ 4 ยอดเงินลงทุนของตราหมีในซัมเมอร์นี้จะทะลุ 100 ล้านปอนด์ ซึ่งถือเป็นการเปิดฉากท้าชนเรอัล มาดริด และบาร์เซโลน่าอย่างเต็มรูปแบบ

เหตุผลเบื้องหลังการทุ่มทุนครั้งนี้ชัดเจนมาก ฤดูกาลที่แล้วแอตเลติโกจบเพียง อันดับ 4 ของลา ลีกา แถมยังโดนบียาร์เรอัลแซงหน้าคว้าอันดับ 3 ไปต่อหน้าต่อตา สำหรับสโมสรที่วางตัวเองเป็นเบอร์สามของสเปนมาตลอด การโดนทีมรองแซงแบบนี้คือสัญญาณเตือนภัยที่ดังลั่น ซิเมโอเน่รู้ดีว่าถ้าไม่ยกเครื่องตอนนี้ ตำแหน่งของสโมสร (และอาจรวมถึงตำแหน่งของเขาเอง) จะสั่นคลอน


มิติด้านจิตใจ: บทเรียนจากนักเตะที่ไม่เคยหยุดพัฒนา

สิ่งหนึ่งที่คนวัยทำงานเรียนรู้ได้จากเส้นทางของโรเมโร่ คือแนวคิดเรื่อง “การรู้จังหวะชีวิต”

ลองมองย้อนดู เขาย้ายจากอาร์เจนติน่ามาอิตาลีเพื่อพิสูจน์ตัวเอง จากนั้นกระโดดสู่พรีเมียร์ลีกที่โหดที่สุดในโลกเพื่อยกระดับ อดทนสู้แม้ทีมจะตกต่ำจนเกือบตกชั้น และเมื่อถึงจังหวะที่เหมาะสม เขาก็เลือกก้าวต่อไปยังความท้าทายใหม่ในวัยที่ร่างกายและประสบการณ์สมบูรณ์ที่สุด

นี่คือแบบแผนของการบริหารเส้นทางอาชีพที่คนทำงานยุคนี้ควรศึกษา — อยู่ให้นานพอที่จะสร้างคุณค่า แต่ไม่นานเกินไปจนพลาดโอกาสเติบโต และที่สำคัญคือ จากไปในแบบที่ทุกฝ่ายยังเคารพกัน สังเกตได้จากการที่สเปอร์สยอมให้เขาพักผ่อนเพิ่มเติมหลังจบทัวร์นาเมนต์ฟุตบอลโลกที่อเมริกาเหนือ ก่อนมีกำหนดกลับมาซ้อมช่วงเตรียมความพร้อมก่อนเปิดฤดูกาล แม้จะรู้อยู่แล้วว่าเขากำลังจะจากไปก็ตาม

ความสัมพันธ์แบบมืออาชีพเช่นนี้เองที่ทำให้ประตูแห่งโอกาสไม่เคยปิดตาย และเป็นเหตุผลว่าทำไมนักเตะระดับผู้นำอย่างโรเมโร่ถึงเป็นที่ต้องการของสโมสรใหญ่เสมอ


ผลกระทบลูกโซ่: สเปอร์สกำลังเข้าสู่ยุคเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่

การเสียโรเมโร่ไม่ใช่ข่าวร้ายเดียวของแฟนไก่เดือยทอง เพราะในเวลาไล่เลี่ยกัน สโมสรกำลังจะเสีย เจด สเปนซ์ แบ็กขวาชาวอังกฤษ ให้กับ อินเตอร์ มิลาน ที่กำลังเจรจาขั้นสูงด้วยค่าตัว 25.6 ล้านปอนด์ หรือราว 30 ล้านยูโร

นั่นหมายความว่า สเปอร์สกำลังจะได้เงินสดเข้ากระเป๋ารวมกันเกือบ 60 ล้านปอนด์ จากการขายนักเตะแนวรับสองราย คำถามใหญ่คือ เงินก้อนนี้จะถูกนำไปใช้อย่างไร?

ในมุมหนึ่ง นี่คือโอกาสทองของการสร้างทีมใหม่ เงินเกือบ 60 ล้านปอนด์บวกกับงบประมาณเดิม เพียงพอสำหรับการดึงกองหลังคุณภาพ 2-3 รายมาทดแทน แต่ในอีกมุมหนึ่ง การเสียทั้งกัปตันทีมและแบ็กขวาดาวรุ่งในซัมเมอร์เดียวกัน คือความเสี่ยงมหาศาลสำหรับทีมที่เพิ่งรอดตกชั้นมาแบบเฉียดฉิว เพราะสิ่งที่หายไปไม่ใช่แค่ฝีเท้า แต่คือความเป็นผู้นำและประสบการณ์ที่เงินซื้อคืนได้ยาก

ฤดูกาลหน้าจะเป็นบทพิสูจน์สำคัญว่า ฝ่ายบริหารของสเปอร์สจะเปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาสได้หรือไม่ หรือจะจมดิ่งลงไปอีก


อนาคตของดีลนี้ในยุคดิจิทัล: มากกว่าฟุตบอล คือธุรกิจระดับโลก

ในยุคที่ฟุตบอลคืออุตสาหกรรมบันเทิงขนาดยักษ์ การย้ายทีมของนักเตะระดับทีมชาติอาร์เจนติน่าอย่างโรเมโร่ มีมูลค่ามากกว่าแค่ในสนาม

ลา ลีกา กำลังพยายามทวงคืนความนิยมจากพรีเมียร์ลีกในตลาดโลก การได้นักเตะแชมป์โลกและดาวดังจากอังกฤษเข้ามาเสริมลีก คือการเพิ่มมูลค่าคอนเทนต์โดยตรง ยิ่งเมื่อรวมกับการมาของ อี คัง-อิน ที่มีฐานแฟนคลับชาวเอเชียมหาศาล แอตเลติโก มาดริด กำลังวางหมากทั้งในสนามและนอกสนามไปพร้อมกัน ทั้งยอดขายเสื้อ ยอดผู้ติดตามในสื่อสังคมออนไลน์ และโอกาสทางการตลาดในทวีปเอเชียและอเมริกาใต้

สำหรับแฟนบอลชาวไทย นี่คือช่วงเวลาที่น่าติดตามลา ลีกา มากที่สุดในรอบหลายปี เพราะศึกสามเส้าระหว่างเรอัล มาดริด, บาร์เซโลน่า และแอตเลติโกเวอร์ชั่นอัพเกรด กำลังจะระเบิดความมันตั้งแต่นัดแรกของฤดูกาล


บทสรุป: จุดจบของบทหนึ่ง คือจุดเริ่มต้นของตำนานบทใหม่

ดีลโรเมโร่คือภาพสะท้อนของฟุตบอลสมัยใหม่ในทุกมิติ — ความภักดีที่มีวันหมดอายุ ธุรกิจที่แฝงอยู่ในทุกลายเซ็น ศักดิ์ศรีของความเป็นคู่ปรับที่เงินซื้อไม่ได้ และความฝันของนักเตะคนหนึ่งที่ต้องการคว้าแชมป์ก่อนเวลาจะหมดลง

สเปอร์สได้เงินก้อนโตพร้อมเงื่อนไขส่วนแบ่งในอนาคต แอตเลติโกได้จิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญของแนวรับ ส่วนโรเมโร่ได้โอกาสลุ้นความสำเร็จภายใต้โค้ชร่วมชาติที่เข้าใจเขาที่สุด ดูเผินๆ เหมือนทุกฝ่ายชนะ แต่ฟุตบอลไม่เคยมีสูตรสำเร็จ คำตอบที่แท้จริงจะอยู่ในสนามเท่านั้น

แล้วคุณล่ะคิดอย่างไร — การปล่อยกัปตันทีมออกไปครั้งนี้ จะกลายเป็นการตัดสินใจที่ชาญฉลาดที่สุด หรือความผิดพลาดครั้งใหญ่ที่สุดของสเปอร์สในรอบทศวรรษ?


สรุปประเด็นสำคัญ

  • แอตเลติโก มาดริด บรรลุข้อตกลงคว้า คริสเตียน โรเมโร่ จากสเปอร์ส ด้วยค่าตัว 34.2 ล้านปอนด์ (40 ล้านยูโร)
  • สเปอร์สปฏิเสธขายให้อาร์เซน่อล แชมป์พรีเมียร์ลีก เพราะไม่ต้องการเสริมทัพให้คู่ปรับร่วมลอนดอนเหนือ
  • สเปอร์สยังได้เงื่อนไขส่วนแบ่ง 15 เปอร์เซ็นต์จากการขายต่อในอนาคต พร้อมเตรียมปล่อย เจด สเปนซ์ ให้อินเตอร์ มิลาน อีก 25.6 ล้านปอนด์
  • โรเมโร่เป็นแข้งใหม่รายที่ 4 ของตราหมี ทำให้ยอดเสริมทัพซัมเมอร์นี้ทะลุ 100 ล้านปอนด์
  • ซิเมโอเน่ตั้งเป้ายกเครื่องทีมหลังจบเพียงอันดับ 4 ลา ลีกา และโดนบียาร์เรอัลแซงคว้าอันดับ 3

คำถามที่พบบ่อย

Q: คริสเตียน โรเมโร่ ย้ายไปทีมไหน? A: โรเมโร่ย้ายจากท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ ไปร่วมทีมแอตเลติโก มาดริด ในลา ลีกา สเปน

Q: ค่าตัวของโรเมโร่ในการย้ายไปแอตเลติโก มาดริด คือเท่าไหร่? A: ค่าตัวอยู่ที่ 34.2 ล้านปอนด์ หรือประมาณ 40 ล้านยูโร โดยสเปอร์สยังได้ส่วนแบ่ง 15 เปอร์เซ็นต์จากการขายต่อในอนาคต

Q: ทำไมสเปอร์สไม่ขายโรเมโร่ให้อาร์เซน่อล? A: เพราะอาร์เซน่อลเป็นคู่ปรับร่วมเมืองลอนดอนเหนือ สเปอร์สจึงไม่ต้องการเสริมความแข็งแกร่งให้ทีมคู่แข่งโดยตรง แม้อาร์เซน่อลจะเพิ่งคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกก็ตาม

Q: โรเมโร่อยู่กับสเปอร์สมากี่ฤดูกาล และมีผลงานอย่างไร? A: เขาอยู่กับสเปอร์สมา 5 ฤดูกาล ลงเล่นทั้งหมด 156 นัด ยิงได้ 13 ประตู นับตั้งแต่ย้ายมาจากอตาลันต้าในปี 2021

Q: สเปอร์สซื้อโรเมโร่มาจากอตาลันต้าด้วยค่าตัวเท่าไหร่? A: สเปอร์สจ่ายให้อตาลันต้า 42.5 ล้านปอนด์ ซึ่งสูงกว่าราคาที่ขายให้แอตเลติโก มาดริด ในครั้งนี้

Q: โรเมโร่อายุเท่าไหร่ในตอนย้ายทีม? A: โรเมโร่มีอายุ 28 ปี ซึ่งถือเป็นช่วงจุดสูงสุดของนักเตะตำแหน่งกองหลัง

Q: โรเมโร่เป็นกัปตันทีมสเปอร์สหรือไม่? A: ใช่ เขาสวมปลอกแขนกัปตันทีมในฤดูกาลล่าสุด ซึ่งเป็นฤดูกาลที่สเปอร์สรอดพ้นการตกชั้นจากพรีเมียร์ลีกอย่างหวุดหวิด

Q: แอตเลติโก มาดริด เสริมนักเตะใหม่กี่รายในซัมเมอร์นี้? A: โรเมโร่เป็นแข้งใหม่รายที่ 4 ต่อจาก อี คัง-อิน, มอร์เทน ฮอยลุนด์ และอเลฆานโดร กรีมัลโด้ รวมยอดเงินเสริมทัพเกิน 100 ล้านปอนด์

Q: ทำไมแอตเลติโก มาดริด ถึงทุ่มเงินเสริมทัพหนักขนาดนี้? A: เพราะฤดูกาลที่แล้วทีมจบเพียงอันดับ 4 ของลา ลีกา และถูกบียาร์เรอัลแซงหน้าคว้าอันดับ 3 ทำให้ซิเมโอเน่ต้องการยกเครื่องทีมครั้งใหญ่

Q: นอกจากโรเมโร่ สเปอร์สกำลังจะเสียนักเตะคนไหนอีก? A: เจด สเปนซ์ แบ็กขวาชาวอังกฤษ กำลังอยู่ในการเจรจาขั้นสูงเพื่อย้ายไปอินเตอร์ มิลาน ด้วยค่าตัว 25.6 ล้านปอนด์ (30 ล้านยูโร)

Q: โรเมโร่ได้ลงเล่นฟุตบอลโลกครั้งล่าสุดหรือไม่? A: ได้ลงเล่น เขาติดทีมชาติอาร์เจนติน่าในศึกฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายที่อเมริกาเหนือ โดยพลาดลงสนามเพียงนัดเดียวตลอดทัวร์นาเมนต์

Q: การย้ายทีมครั้งนี้ส่งผลอย่างไรต่อลา ลีกา ฤดูกาลหน้า? A: แอตเลติโกที่เสริมทัพครั้งใหญ่จะกลายเป็นตัวท้าชิงแชมป์ที่น่ากลัวขึ้นมาก ทำให้ศึกสามเส้ากับเรอัล มาดริด และบาร์เซโลน่า เข้มข้นกว่าทุกฤดูกาลที่ผ่านมา