กรุงเทพฯ – วันที่ 3 ตุลาคม 2568 เวลา 09:49 น. เจ้าหน้าที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง 1 (ตม.1) ได้ดำเนินการจับกุมนักต้มตุ๋นชาวโปรตุเกสที่หลบหนีเข้ามาในประเทศไทยและก่อคดีฉ้อโกงในรูปแบบต่างๆ มาเป็นเวลากว่า 2 ปี จนมุมได้ที่ห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่งในกรุงเทพมหานคร โดยมีมูลค่าความเสียหายรวมจากการก่อคดีทั่วโลกเกือบ 2 หมื่นล้านบาท
การปฏิบัติการจับกุมครั้งประวัติศาสตร์
พล.ต.ท.ภาณุมาศ บุญญลักษม์ ผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (ผบช.สตม.) ได้มอบหมายให้ พล.ต.ต.พันธนะ นุชนารถ รองผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง, พล.ต.ต.ประสาธน์ เขมะประสิทธิ์ ผู้บัญชาการตำรวจตรวจคนเข้าเมือง 1, และ พ.ต.ท.สุริยะ พ่วงสมบัติ รองผู้กำกับการสืบสวน บก.ตม.1 พร้อมด้วยทีมงานชุดปฏิบัติการพิเศษ ดำเนินการติดตามและจับกุมเป้าหมายที่ถือเป็นนักต้มตุ๋นระดับนานาชาติ
การปฏิบัติการครั้งนี้เริ่มต้นจากข้อมูลข่าวสารที่ได้รับจากนักข่าวต่างประเทศจากสำนักพิมพ์ท้องถิ่นในประเทศโปรตุเกส ซึ่งรายงานว่าบุคคลที่เป็นที่ต้องการตัวในหลายประเทศทั้งในยุโรปและเอเชีย ได้เดินทางเข้ามาในประเทศไทย และมีแนวโน้มที่จะก่อคดีฉ้อโกงทรัพย์สิน รวมถึงเป็นบุคคลที่มีหมายจับในประเทศไทยด้วย
ความสำคัญของการปรากฏตัวครั้งแรกในรอบ 2 ปี
การจับกุมครั้งนี้ถือเป็นการปรากฏตัวครั้งแรกในรอบ 2 ปีของนักต้มตุ๋นชื่อดังชาวโปรตุเกส ซึ่งได้หลบหนีและหายตัวไปจากระบบการติดตามของเจ้าหน้าที่เป็นเวลานาน การพบตัวในครั้งนี้จึงถือเป็นความสำเร็จอย่างยิ่งของหน่วยงานด้านความมั่นคงและการรักษาความสงบเรียบร้อย
เทคโนโลยีไบโอเมตริกซ์ช่วยยืนยันตัวตน
ทีมสืบสวนได้นำเทคโนโลยีล้ำสมัยมาใช้ในการดำเนินงาน โดยเริ่มจากการนำภาพใบหน้าของเป้าหมายที่สื่อมวลชนประเทศโปรตุเกสได้ตีข่าวอย่างกว้างขวาง มาเปรียบเทียบในระบบไบโอเมตริกซ์ จนสามารถยืนยันตัวบุคคลต่างด้าวเป้าหมายได้อย่างแม่นยำ
ผลการตรวจสอบพบว่าบุคคลดังกล่าวคือ นายคาร์ลอส ลาโปโซ่ (Carlos Laposo) อายุ 39 ปี เกิดที่กรุงลิสบอน ประเทศโปรตุเกส การใช้เทคโนโลยีระบบสารสนเทศของสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองช่วยให้สามารถติดตามประวัติการเดินทางของบุคคลนี้ได้อย่างชัดเจน
ประวัติการเข้าประเทศและการก่อคดี
จากการตรวจสอบข้อมูลในระบบ พบว่านายคาร์ลอส ลาโปโซ่ ได้เดินทางเข้ามาในราชอาณาจักรไทยตั้งแต่ปี พ.ศ. 2566 ในฐานะนักท่องเที่ยว หลังจากนั้นได้ก่อคดีฉ้อโกงโดยหลอกลงทุนบิตคอยน์ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร โดยมีมูลค่าความเสียหายเบื้องต้นกว่า 1 ล้านบาท
อย่างไรก็ตาม การตรวจสอบครั้งนี้พบว่าคดีดังกล่าวได้มีการถอนหมายจับออกจากระบบแล้ว หลังจากนั้น นายคาร์ลอส ลาโปโซ่ ได้หนีไปหลบซ่อนตัวในพื้นที่ภาคใต้ของประเทศไทย และหายตัวไปจากระบบการติดตามของสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง โดยไม่มีการขอต่อวีซ่าหรือแจ้งที่พักอาศัยเป็นเวลาเกือบ 2 ปีเต็ม
เบาะแสสำคัญที่นำไปสู่การจับกุม
เมื่อเวลาประมาณ 15.00 น. ของวันที่ 2 ตุลาคม 2568 เจ้าหน้าที่ได้รับเบาะแสสำคัญจากชาวโปรตุเกสซึ่งเป็นนักท่องเที่ยว อ้างว่าได้พบเห็นตัวนักต้มตุ๋นรายนี้ในบริเวณกลางกรุงเทพมหานคร ข้อมูลนี้ได้กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการดำเนินคดี
ทีมสืบสวนได้รีบลงพื้นที่ตรวจสอบกล้องวงจรปิดหลายจุดในบริเวณที่มีการอ้างถึง โดยใช้เทคโนโลยีการวิเคราะห์ภาพและการติดตามเป้าหมายอย่างระบบ จุดสุดท้ายที่พบมีการปรากฏตัวคือบริเวณถนนพระราม 1 ใกล้กับห้างสรรพสินค้าชื่อดังแห่งหนึ่ง
การปฏิบัติการแฝงตัวและการจับกุม
ด้วยข้อมูลที่ได้รับ เจ้าหน้าที่ได้นำกำลังตำรวจชุดสืบสวนกว่า 10 นาย เข้าแฝงตัวในพื้นที่ห้างสรรพสินค้า ดำเนินการค้นหาอย่างระมัดระวังเป็นเวลากว่า 5 ชั่วโมงนับจากที่ได้รับเบาะแส
ในที่สุด ทีมปฏิบัติการได้พบชายชาวต่างชาติที่มีรูปพรรณตรงกับเป้าหมายกำลังยืนใช้โทรศัพท์มือถืออยู่ด้วยสีหน้าที่ดูเครียดและกังวล ทีมสืบสวนจึงส่งสัญญาณให้ทีมปฏิบัติการเข้าแสดงตัวและขอตรวจสอบหนังสือเดินทาง
ผลการตรวจสอบพบว่าการตรวจลงตราครั้งสุดท้ายในหนังสือเดินทางคือเมื่อปี 2566 เจ้าตัวได้รับสารภาพเบื้องต้นว่าอยู่ในราชอาณาจักรไทยโดยที่การอนุญาตได้สิ้นสุดลงแล้ว เจ้าหน้าที่จึงได้แจ้งข้อกล่าวหา “เป็นคนต่างด้าวอยู่ในราชอาณาจักรโดยการอนุญาตสิ้นสุด”
ประวัติอาชญากรรมระดับนานาชาติ
การตรวจสอบประสานฐานข้อมูลตำรวจสากลเผยให้เห็นภาพที่น่าตกใจของประวัติอาชญากรรมของนายคาร์ลอส ลาโปโซ่ พบว่าได้ก่อคดีต้มตุ๋นมาแล้วในหลายประเทศทั้งในประเทศโปรตุเกสเอง ประเทศต่างๆ ในยุโรป ก่อนจะหลบหนีไปยังฟิลิปปินส์ และในที่สุดก็มาถึงประเทศไทย
มูลค่าความเสียหายที่น่าตกใจ
ตามรายงานของสื่อมวลชนประเทศโปรตุเกส ยอดเงินที่หมุนเวียนในบัญชีธนาคารในประเทศสวิตเซอร์แลนด์ที่เชื่อมโยงกับนายคาร์ลอส ลาโปโซ่ มีมูลค่ากว่า 500 ล้านยูโร หรือประมาณ 19,000 ล้านบาท ตัวเลขนี้สะท้อนให้เห็นถึงขนาดและความรุนแรงของเครือข่ายอาชญากรรมที่เขาดำเนินการ
รูปแบบการกระทำผิดกฎหมายของนายคาร์ลอส ลาโปโซ่ มีความหลากหลายและซับซ้อน ประกอบด้วย:
การฉ้อโกงคริปโตเคอร์เรนซี – หลอกลวงผู้ลงทุนให้ลงทุนในสกุลเงินดิจิทัลปลอมหรือโครงการลงทุนที่ไม่มีอยู่จริง ด้วยการสร้างแพลตฟอร์มปลอมและสัญญาผลตอบแทนที่สูงเกินจริง
การฉ้อโกงบัตรเครดิต – ใช้ข้อมูลบัตรเครดิตของผู้อื่นโดยไม่ได้รับอนุญาต หรือสร้างบัตรเครดิตปลอมเพื่อทำธุรกรรมที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย
การปลอมแปลงหนังสือเดินทาง – ใช้เอกสารเดินทางปลอมหรือที่ถูกแก้ไขเพื่อหลบหนีการติดตามของเจ้าหน้าที่และเดินทางข้ามแดนอย่างผิดกฎหมาย
แนวโน้มอาชญากรรมไซเบอร์ในยุคดิจิทัล
คดีนี้เป็นตัวอย่างที่สำคัญของแนวโน้มอาชญากรรมไซเบอร์ที่เพิ่มขึ้นในยุคดิจิทัล โดยเฉพาะการฉ้อโกงที่เกี่ยวข้องกับสกุลเงินดิจิทัลและเทคโนโลยีทางการเงิน อาชญากรรุ่นใหม่ใช้ประโยชน์จากความไม่รู้เท่าทันของประชาชนต่อเทคโนโลยีใหม่ รวมถึงการขาดการกำกับดูแลที่เข้มงวดในตลาดสกุลเงินดิจิทัล
การดำเนินคดีของนายคาร์ลอส ลาโปโซ่ ยังเป็นตัวอย่างของการใช้อินเทอร์เน็ตและเทคโนโลยีเพื่อก่ออาชญากรรมข้ามแดน ทำให้การติดตามและจับกุมมีความยุ่งยากซับซ้อน และต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างหน่วยงานของหลายประเทศ
ผลกระทบต่อภาพลักษณ์และความเชื่อมั่น
การเกิดคดีฉ้อโกงระดับนานาชาติในประเทศไทยส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของประเทศในด้านความปลอดภัยทางการเงินและการท่องเที่ยว หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจำเป็นต้องเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบและควบคุมการเข้าออกของบุคคลต่างด้าว โดยเฉพาะผู้ที่มีประวัติหรือพฤติกรรมที่น่าสงสัย
การจับกุมครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความสามารถของเจ้าหน้าที่ไทยในการดำเนินคดีอาชญากรรมระดับนานาชาติ และการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ในการสืบสวนสอบสวน ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นของนักลงทุนและนักท่องเที่ยวต่างชาติ
มาตรการป้องกันและแนวทางการดำเนินคดี
เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ในลักษณะเดียวกันซ้ำรอง หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรพัฒนามาตรการด้านต่างๆ ดังนี้:
การปรับปรุงระบบตรวจสอบ – เสริมสร้างประสิทธิภาพของระบบไบโอเมตริกซ์และฐานข้อมูลนานาชาติ เพื่อให้สามารถตรวจสอบประวัติและยืนยันตัวตนของบุคคลต่างด้าวได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำยิ่งขึ้น
การเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศ – พัฒนากลไกการแลกเปลี่ยนข้อมูลและการประสานงานกับหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายของประเทศต่างๆ เพื่อให้สามารถติดตามและดำเนินคดีกับอาชญากรข้ามชาติได้อย่างมีประสิทธิภาพ
การให้ความรู้แก่ประชาชน – จัดกิจกรรมประชาสัมพันธ์และให้ความรู้แก่ประชาชนเกี่ยวกับรูปแบบการฉ้อโกงใหม่ๆ โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีทางการเงินและสกุลเงินดิจิทัล
การดำเนินคดีและบทลงโทษ
ปัจจุบัน นายคาร์ลอส ลาโปโซ่ จะถูกดำเนินคดีตามกฎหมายไทย และมีการบันทึกชื่อเป็นบุคคลต้องห้ามเข้าประเทศไทย หลังจากการดำเนินคดีแล้วเสร็จ เขาจะถูกส่งกลับไปยังประเทศโปรตุเกสตามกฎหมายคนเข้าเมือง เพื่อให้เจ้าหน้าที่ของประเทศต้นทางดำเนินคดีในความผิดอื่นๆ ที่เกิดขึ้นในประเทศนั้น
การดำเนินคดีครั้งนี้ถือเป็นความสำเร็จที่สำคัญของหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายไทย และเป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่าประเทศไทยจะไม่เป็นแหล่งหลบซ่อนของอาชญากรระดับนานาชาติ
บทสรุปและข้อคิดสำหรับอนาคต
คดีการจับกุมนักต้มตุ๋นชาวโปรตุเกสครั้งนี้เป็นบทเรียนสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงความซับซ้อนของอาชญากรรมในยุคโลกาภิวัตน์ การใช้เทคโนโลยีเพื่อก่ออาชญากรรมข้ามชาติ และความจำเป็นในการพัฒนาระบบป้องกันและปราบปรามที่ทันสมัยและมีประสิทธิภาพ
ความสำเร็จในการจับกุมครั้งนี้ไม่เพียงแต่จะช่วยป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นกับประชาชนไทยและนักท่องเที่ยวต่างชาติ แต่ยังเป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนไปยังขบวนการอาชญากรรมนานาชาติว่าประเทศไทยมีความมุ่งมั่นและความสามารถในการดำเนินคดีอย่างจริงจัง
สำหรับประชาชนทั่วไป คดีนี้เป็นการเตือนให้ระมัดระวังและใช้วิจารณญาณในการลงทุนหรือทำธุรกรรมทางการเงิน โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่อาจยังไม่คุ้นเคย การตรวจสอบข้อมูลอย่างละเอียดและการขอคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญก่อนตัดสินใจลงทุนจึงเป็นสิ่งสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม
การจับกุมนายคาร์ลอส ลาโปโซ่ ในครั้งนี้จึงไม่เพียงแต่เป็นชัยชนะของหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย แต่ยังเป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนาระบบป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นในอนาคต เพื่อสร้างความปลอดภัยและความเชื่อมั่นให้กับทุกคนที่อาศัยอยู่และเดินทางมาในประเทศไทย