ฟีฟ่าแจกเงินหมื่นล้าน! พรีเมียร์ลีกกวาดรายได้อื้อจากฟุตบอลโลก 2026 แต่ทำไมต่อหัวกลับน้อยกว่าเดิม?

ลองนึกภาพว่าสโมสรฟุตบอลสามารถนั่งรับเงินได้โดยไม่ต้องลงสนามแม้แต่นัดเดียว นั่นคือสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ในขณะนี้ เมื่อฟุตบอลโลก 2026 เริ่มต้นขึ้นที่สหรัฐอเมริกา แคนาดา และเม็กซิโก ระหว่างวันที่ 11 มิถุนายน ถึง 19 กรกฎาคม สโมสรทั่วโลกกำลังรับเงินชดเชยจากฟีฟ่าอย่างเงียบๆ ผ่านโครงการที่เรียกว่า “FIFA Club Benefits Programme” และครั้งนี้ตัวเลขสูงเป็นประวัติการณ์


ฟีฟ่าตั้งงบสูงสุดในประวัติศาสตร์ เพื่ออะไร?

ฟีฟ่าประกาศจัดสรรเงินรวม 355 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (หรือประมาณ 265 ล้านปอนด์) สำหรับโครงการชดเชยสโมสรในรอบฟุตบอลโลก 2026 ตัวเลขนี้สูงกว่าฟุตบอลโลก 2022 ที่กาตาร์ถึง 70% ซึ่งครั้งนั้นฟีฟ่าจ่ายเพียง 209 ล้านดอลลาร์ให้กับสโมสร 440 แห่งจาก 51 ประเทศ

แต่งบก้อนใหญ่นี้ไม่ได้หล่นลงมาลอยๆ มันมีที่มาและเป้าหมายชัดเจน โครงการนี้เกิดขึ้นครั้งแรกในฟุตบอลโลกปี 2010 ที่แอฟริกาใต้ และได้รับการต่ออายุอย่างต่อเนื่องผ่านข้อตกลงระหว่างฟีฟ่ากับสมาคมสโมสรยุโรป (European Club Association หรือ ECA) โดยล่าสุดมีการลงนามฉบับใหม่ในเดือนมีนาคม 2566 เพื่อครอบคลุมวงจรฟุตบอลโลก 2023-2026 โดยเฉพาะ

หัวใจของโครงการคือการยอมรับว่าสโมสรต่างๆ คือผู้ที่ “ลงทุน” พัฒนาผู้เล่นเหล่านี้ตลอดทั้งปี ฟีฟ่าจึงมีพันธกรณีที่จะต้องคืนกำไรบางส่วนให้เมื่อนักเตะเหล่านั้นถูกเรียกตัวไปสร้างรายได้มหาศาลในรายการใหญ่ที่สุดของโลก


ระบบคิดเงิน: ยิ่งอยู่นาน ยิ่งได้มาก

กลไกการจ่ายเงินของฟีฟ่าเรียบง่ายแต่ได้ผล โดยมีการแบ่งงบออกเป็นสองกองชัดเจน

กองแรก: งบรอบคัดเลือก เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่ฟีฟ่าจัดสรรเงิน 100 ล้านดอลลาร์ให้กับสโมสรที่ปล่อยนักเตะลงเล่นในรอบคัดเลือกฟุตบอลโลก แม้ว่าทีมชาติของผู้เล่นนั้นจะไม่ผ่านเข้ารอบสุดท้ายก็ตาม โดยคำนวณจากอัตราประมาณ 2,360 ดอลลาร์ต่อผู้เล่นต่อนัดแข่งขัน ซึ่งมีการแข่งขันรอบคัดเลือกทั้งสิ้น 905 นัดทั่วโลก

นี่คือนโยบายสำคัญที่เปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์ฟุตบอลโลกอย่างมีนัยสำคัญ เพราะที่ผ่านมาสโมสรจากประเทศที่ไม่เคยผ่านเข้ารอบสุดท้ายแทบไม่ได้รับผลประโยชน์ใดๆ จากโครงการนี้เลย

กองที่สอง: งบรอบสุดท้าย เงิน 250 ล้านดอลลาร์ถูกกันไว้สำหรับสโมสรที่นักเตะเข้าร่วมการแข่งขันในรอบสุดท้าย 48 ชาติ โดยคำนวณตามอัตราต่อวัน ซึ่งจะเริ่มนับตั้งแต่วันที่สโมสรปล่อยตัวนักเตะอย่างเป็นทางการ คือวันที่ 25 พฤษภาคม และจะจ่ายต่อเนื่องไปจนถึงวันถัดจากเกมสุดท้ายของทีมชาตินั้นในทัวร์นาเมนต์

อัตราการจ่ายอยู่ที่ประมาณ 3,730 ปอนด์ต่อผู้เล่นต่อวัน (หรือราว 5,000 ดอลลาร์ต่อวัน) ซึ่งหมายความว่า:

  • ทีมที่ตกรอบแบ่งกลุ่ม สโมสรจะได้รับเงินชดเชยรวมประมาณ 119,500 ปอนด์ต่อผู้เล่นหนึ่งคน
  • ทีมที่เข้าชิงชนะเลิศ สโมสรจะได้รับสูงสุดถึง 212,900 ปอนด์ต่อผู้เล่นหนึ่งคน

พรีเมียร์ลีกกับขุมทรัพย์ที่รออยู่

สโมสรในพรีเมียร์ลีกถือเป็นกลุ่มที่ได้รับผลประโยชน์สูงสุดจากโครงการนี้ เนื่องจากมีความหนาแน่นของผู้เล่นระดับชาติสูงมากที่สุดในโลก โดยสโมสรที่ส่งนักเตะไปฟุตบอลโลกมากที่สุดในลีกนี้ได้แก่:

  • แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ส่งนักเตะถึง 19 คน
  • อาร์เซน่อล ส่งนักเตะ 16 คน
  • แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ส่งนักเตะ 13 คน
  • เชลซี ส่งนักเตะ 12 คน

ในแง่มูลค่า แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และเชลซีมีการประเมินว่าจะได้รับเงินชดเชยราว 2.51 ล้านปอนด์ต่อสโมสร แต่ตัวเลขสุดท้ายยังขึ้นอยู่กับว่าทีมชาติของผู้เล่นแต่ละคนจะไปได้ไกลแค่ไหนในทัวร์นาเมนต์

ที่น่าสนใจคือกฎเกณฑ์ใหม่เปิดให้สโมสรที่เคยดูแลผู้เล่นในช่วงสองปีก่อนหน้าก็สามารถรับเงินได้ด้วย ยกตัวอย่างเช่น มาร์ก กูเอฮี ที่ปัจจุบันอยู่กับแมนเชสเตอร์ ซิตี้ แต่เคยเล่นให้ทีมชาติอังกฤษในช่วงที่อยู่กับคริสตัล พาเลซ ทำให้ทั้งสองสโมสรต่างมีสิทธิ์รับเงินชดเชยส่วนหนึ่ง


ทำไมต่อหัวกลับน้อยกว่าปี 2022?

นี่คือจุดที่หลายคนอาจตั้งคำถาม เพราะแม้งบรวมจะสูงกว่าเดิมถึง 70% แต่อัตราต่อผู้เล่นต่อวันกลับลดลงอย่างเห็นได้ชัด จาก 8,150 ปอนด์ต่อวันในฟุตบอลโลก 2022 เหลือเพียง 3,730 ปอนด์ต่อวันในปี 2026

คำตอบอยู่ที่ตัวเลขที่ขยายตัวอย่างมหาศาล ฟุตบอลโลก 2022 มี 32 ชาติเข้าร่วม แต่ปี 2026 ขยายเป็น 48 ชาติ ซึ่งหมายความว่าจำนวนนักเตะที่ถูกเรียกตัว จำนวนนัดแข่งขัน และระยะเวลาทัวร์นาเมนต์ทั้งหมดเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด เงินก้อนเดิม (แม้จะเพิ่มขึ้น 70%) จึงต้องถูกแบ่งให้กับจำนวนนักเตะและจำนวนวันที่มากกว่าเดิมหลายเท่า

แต่มองในอีกมุม นี่คือการกระจายความมั่งคั่งที่แท้จริง เพราะสโมสรในทวีปแอฟริกา เอเชีย และลีกเล็กๆ ทั่วโลกที่เคยไม่ได้รับอะไรเลย ปัจจุบันกำลังจะได้รับเงินชดเชยเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์


เงื่อนไขพิเศษ: กรณีสัญญาหมดกลางทาง

ฟีฟ่าได้วางกฎเกณฑ์รองรับกรณีที่สัญญาของผู้เล่นสิ้นสุดในระหว่างทัวร์นาเมนต์ด้วย ซึ่งเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นบ่อยในตลาดซื้อขายนักเตะช่วงฤดูร้อน

  • หากสัญญาของผู้เล่นหมดอายุระหว่างฟุตบอลโลก สโมสรเดิมยังคงได้รับเงินต่อเนื่องจนถึงวันที่ 30 มิถุนายน ซึ่งเป็นวันที่สัญญาส่วนใหญ่ในยุโรปสิ้นสุดลง
  • หากผู้เล่นย้ายไปสโมสรใหม่ทันทีหลังหมดสัญญา สโมสรเดิมรับเงินถึง 30 มิถุนายน หลังจากนั้นเงินส่วนที่เหลือจะตกเป็นของสโมสรใหม่โดยอัตโนมัติ

กฎนี้สะท้อนให้เห็นว่าฟีฟ่าพยายามอย่างมากที่จะรักษาความยุติธรรมระหว่างสโมสรต้นสังกัดที่ลงทุนพัฒนาผู้เล่น กับสโมสรใหม่ที่จะได้ใช้ประโยชน์จากผู้เล่นนั้นในอนาคต


มองภาพรวม: ฟุตบอลโลกคือธุรกิจที่ใหญ่กว่าที่คิด

สิ่งที่โครงการนี้สะท้อนให้เห็นชัดเจนที่สุดคือฟุตบอลโลกไม่ใช่แค่การแข่งขันกีฬา แต่คือเครื่องจักรทางเศรษฐกิจที่หมุนเงินสะพัดในระดับโลก สโมสรต่างๆ ลงทุนหลายสิบล้านปอนด์ต่อปีเพื่อพัฒนาและดูแลนักเตะที่ต้องหยุดเล่นให้สโมสรถึง 6-8 สัปดาห์ในช่วงฟุตบอลโลก เงินชดเชยจากฟีฟ่าช่วยบรรเทาความเสียหายในส่วนนี้ได้บ้าง แม้จะไม่ครอบคลุมทั้งหมด

การเพิ่มจำนวนชาติจาก 32 เป็น 48 ในปี 2026 เป็นการตัดสินใจที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์มากในแง่คุณภาพเกม แต่ในแง่เศรษฐศาสตร์ฟุตบอลมันสร้างผลดีมหาศาล ทั้งต่อประเทศเจ้าภาพ ต่อฟีฟ่าเอง และอย่างที่เห็นในกรณีนี้ ต่อสโมสรหลายพันแห่งทั่วโลกที่จะได้รับประโยชน์ทางการเงินเป็นครั้งแรก

สำหรับแฟนบอลชาวไทยที่ติดตามพรีเมียร์ลีก นี่คืออีกมิติหนึ่งที่น่าสนใจ การที่สโมสรโปรดของคุณมีนักเตะถูกเรียกตัวไปฟุตบอลโลกมาก ไม่ใช่แค่เรื่องน่าภูมิใจ แต่ยังหมายถึงรายได้พิเศษที่ไหลเข้ากองคลังสโมสรโดยตรง และรายได้นั้นอาจกลายมาเป็นงบประมาณก้อนหนึ่งสำหรับซื้อนักเตะคนต่อไปก็เป็นได้


บทสรุป

โครงการ FIFA Club Benefits Programme ฉบับปี 2026 คือก้าวที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของความสัมพันธ์ระหว่างฟีฟ่ากับสโมสรทั่วโลก ด้วยเงิน 355 ล้านดอลลาร์ที่กระจายไปอย่างกว้างขวางและเป็นธรรมกว่าเดิม ฟุตบอลโลกครั้งนี้จะไม่เพียงแค่สร้างความสุขให้แฟนบอลบนอัฒจันทร์ แต่ยังสร้างประโยชน์ทางการเงินให้กับฟุตบอลในระดับรากหญ้าทั่วโลกไปพร้อมๆ กัน

คำถามทิ้งท้ายสำหรับคุณ: ถ้าเงินชดเชยจากฟีฟ่าเข้าสโมสรโปรดของคุณหลายล้านปอนด์ คุณอยากให้บอร์ดบริหารนำเงินนี้ไปใช้ทำอะไรมากที่สุด?