เปิดเกม: ทำไมนักเตะที่แทบไม่มีที่ยืนในสเปอร์ส ถึงกลายเป็นของหวานที่ทีมแชมป์เซเรีย อา ต้องแย่งซื้อ
ลองจินตนาการดูว่า คุณทุ่มเทฝึกซ้อมหนักหน่วงมาตลอด 4 ปี แต่กลับต้องถูกส่งไปยืมตัวหาประสบการณ์ถึง 3 สโมสร ในขณะที่เพื่อนร่วมทีมคนอื่นได้ลงเล่นเป็นตัวหลักอย่างต่อเนื่อง คุณจะยังมีแรงฮึดสู้ต่อไปไหม
นี่คือคำถามที่ เจด สเปนซ์ กองหลังทีมชาติอังกฤษวัย 26 ปี ต้องเผชิญมาตลอดการค้าแข้งกับท็อตแนม ฮอตสเปอร์ ตั้งแต่ปี 2022 แต่แล้ววันนี้ ชื่อของเขากลับกลายเป็นข่าวใหญ่ที่สั่นสะเทือนตลาดนักเตะยุโรป เมื่อ อินเตอร์ มิลาน แชมป์เซเรีย อา ยอมทุ่มเงินสูงถึง 31.5 ล้านยูโร (ราว 27 ล้านปอนด์) เพื่อคว้าตัวเขาไปร่วมทีม
จากค่าตัวตอนย้ายมาสเปอร์สที่ 19 ล้านปอนด์ สู่มูลค่าที่เพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัวในวันนี้ เรื่องราวของสเปนซ์ไม่ใช่แค่ข่าวการย้ายทีมธรรมดา แต่มันคือบทเรียนเรื่องความอดทน วินัย และการมองเห็นโอกาสในวันที่ทุกอย่างดูมืดมนที่สุด บทความนี้จะพาไปเจาะลึกทุกมิติของดีลนี้ ตั้งแต่เส้นทางชีวิต วิทยาศาสตร์การกีฬาเบื้องหลังตำแหน่งที่เขาเล่น ไปจนถึงเกมธุรกิจลูกหนังที่ทำให้ค่าตัวของนักเตะคนหนึ่งพุ่งทะยานได้ในเวลาไม่กี่สัปดาห์
กว่าจะเป็น “เจด สเปนซ์” ในวันนี้ เส้นทางที่ไม่เคยได้อยู่นิ่งสักที่เดียว
จากเยาวชนฟูแล่ม สู่มิดเดิ้ลสโบรช์ จุดเริ่มต้นที่ไม่มีใครคาดคิด
ก่อนจะเป็นชื่อที่ถูกพูดถึงในระดับยุโรป เจด สเปนซ์ เริ่มต้นเส้นทางนักฟุตบอลอาชีพในระบบเยาวชนของฟูแล่ม ก่อนจะย้ายไปเก็บเกี่ยวประสบการณ์กับมิดเดิ้ลสโบรช์ ทีมในระดับแชมเปี้ยนชิพ ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ทำให้เขาได้แสดงฝีเท้าจนสเปอร์สตัดสินใจทุ่มเงิน 19 ล้านปอนด์ ซึ่งรวมเงื่อนไขโบนัสที่ผูกกับผลงานในระดับทีมชาติ คว้าตัวเขามาร่วมทีมในเดือนกรกฎาคม 2022
การย้ายมาสู่สโมสรระดับพรีเมียร์ลีกในวัยเพียง 22 ปี ควรจะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของชีวิต แต่ความเป็นจริงกลับโหดร้ายกว่านั้นมาก เพราะสเปนซ์แทบไม่ได้รับโอกาสลงสนามเลยในช่วงแรก จนต้องกลายเป็นนักเตะที่ถูกปล่อยยืมตัวไปเรื่อยๆ ทั้งที่แรนส์ในฝรั่งเศส, ลีดส์ ยูไนเต็ดในอังกฤษ และเจนัวในอิตาลี ก่อนจะได้กลับมาพิสูจน์ตัวเองในสนามลอนดอนเหนืออีกครั้ง
2 ปีที่รอคอย ก่อนได้กลายเป็นตัวจริง
จุดเปลี่ยนที่แท้จริงมาถึงในฤดูกาล 2024-25 เมื่อ แอนจ์ พอสเตโคกลู อดีตกุนซือสเปอร์สในตอนนั้น มอบความไว้วางใจให้สเปนซ์ได้ลงเล่นอย่างต่อเนื่อง จนจบฤดูกาลด้วยการลงสนามไปถึง 44 นัด ท่ามกลางฤดูกาลที่ยากลำบากที่สุดฤดูกาลหนึ่งของสโมสร ซึ่งต้องดิ้นรนหนีการตกชั้นจนถึงนัดสุดท้ายของฤดูกาล ตลอดระยะเวลา 4 ปีในเสื้อสเปอร์ส เขาลงสนามรวมทั้งสิ้น 85 นัด และได้สัมผัสถ้วยแชมป์ยูโรปา ลีกร่วมกับทีมด้วย
แต่เมื่อฤดูร้อนปี 2026 มาถึง สถานการณ์กลับพลิกผันอีกครั้ง เพราะสเปอร์สเซ็นสัญญาฉบับใหม่กับ เปโดร ปอร์โร่ ตัวเลือกอันดับหนึ่งในตำแหน่งแบ็กขวาไปเรียบร้อยตั้งแต่เดือนมิถุนายน ขณะที่ตำแหน่งแบ็กซ้ายก็มีทั้ง เดสทินี อูโดกี้ และ แอนดี้ โรเบิร์ตสัน ที่เพิ่งย้ายมาร่วมทีม คอยแย่งพื้นที่ในสนาม โอกาสของสเปนซ์จึงแคบลงอย่างเห็นได้ชัดในทันที และภายใต้การคุมทีมของ โรแบร์โต้ เด แซร์บี้ เฮดโค้ชคนปัจจุบัน สเปนซ์ก็ไม่ได้ถูกมองว่าเป็นชิ้นส่วนสำคัญของแผนการทีมอีกต่อไป
วิทยาศาสตร์เบื้องหลังตำแหน่ง “วิงแบ็ก” ทำไมนักเตะแบบสเปนซ์ถึงเนื้อหอมในวงการฟุตบอลยุคใหม่
หลายคนอาจสงสัยว่า ทำไมกองหลังที่ไม่ได้เป็นตัวจริงตลอดฤดูกาลถึงมีมูลค่าสูงถึง 31.5 ล้านยูโร คำตอบอยู่ที่วิวัฒนาการของฟุตบอลสมัยใหม่ ที่ตำแหน่ง “วิงแบ็ก” หรือกองหลังริมเส้นที่ต้องทำหน้าที่ทั้งรุกและรับ กลายเป็นหนึ่งในตำแหน่งที่หายากและมีมูลค่าสูงที่สุดในตลาด
ร่างกายที่ต้องทำงานหนักเป็นสองเท่า
ในระบบการเล่นแบบ 3 กองหลัง หรือ 3-5-2 ที่อินเตอร์ มิลานใช้เป็นหลัก วิงแบ็กไม่ใช่แค่กองหลังธรรมดา แต่ต้องวิ่งขึ้นลงตลอดทั้งเกม ทำหน้าที่เป็นทั้งปีกในจังหวะบุก และกองหลังในจังหวะรับ นักเตะในตำแหน่งนี้จึงต้องมีระยะทางการวิ่งต่อเกมสูงกว่าตำแหน่งอื่นอย่างชัดเจน รวมถึงต้องมีความเร็วในการสปรินต์ซ้ำๆ (Repeated Sprint Ability) ที่ดีเยี่ยม เพื่อตามเกมให้ทันทั้งสองฝั่งสนาม
จุดแข็งของสเปนซ์คือความสามารถในการเล่นได้ทั้งริมเส้นซ้ายและขวาอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่โค้ชยุคใหม่ต้องการมาก เพราะช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นในการปรับแผนระหว่างเกม โดยไม่ต้องเปลี่ยนตัวผู้เล่น นี่คือเหตุผลสำคัญที่ทำให้อินเตอร์มองเขาเป็นตัวเลือกอันดับต้นๆ ในการหาผู้มาทดแทน เดนเซล ดัมฟรีส์ วิงแบ็กคนสำคัญที่เพิ่งย้ายออกไปอยู่กับเรอัล มาดริดในซัมเมอร์นี้
ประสบการณ์ในเซเรีย อา ที่ไม่ใช่ครั้งแรก
อีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้อินเตอร์มั่นใจในตัวสเปนซ์ คือการที่เขาไม่ใช่นักเตะหน้าใหม่ในลีกอิตาลี เพราะก่อนหน้านี้เขาเคยมีประสบการณ์ยืมตัวไปเล่นให้เจนัวเป็นเวลา 6 เดือนในปี 2024 มาแล้ว การกลับมาเล่นในเซเรีย อาอีกครั้งจึงไม่ใช่เรื่องที่ต้องปรับตัวใหม่ทั้งหมด ทั้งในแง่จังหวะเกม สไตล์การเล่นแบบเน้นยุทธวิธี และวัฒนธรรมฟุตบอลอิตาลีที่ให้ความสำคัญกับระเบียบวินัยในแนวรับอย่างมาก ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญของทีมอย่างอินเตอร์ มิลาน
หัวใจนักสู้ บทเรียนความอดทนที่ปั้นเจด สเปนซ์ให้แข็งแกร่งกว่าเดิม
ถ้ามองข้ามตัวเลขค่าตัวและสถิติการลงสนามไป เรื่องราวของสเปนซ์คือกรณีศึกษาด้านจิตวิทยาการกีฬาที่น่าสนใจมาก สำหรับคนรุ่นใหม่ที่กำลังต่อสู้กับความไม่แน่นอนในชีวิต ไม่ว่าจะเป็นเรื่องงานหรือการเรียน เส้นทางของสเปนซ์สะท้อนให้เห็นว่าความสำเร็จไม่ได้มาในรูปแบบเส้นตรงเสมอไป
ความอดทนที่ถูกทดสอบซ้ำแล้วซ้ำเล่า
การถูกส่งไปยืมตัวถึง 3 สโมสรในเวลาไม่กี่ปี คือสัญญาณที่บอกได้ชัดเจนว่าสโมสรต้นสังกัดยังไม่มั่นใจในตัวนักเตะคนนั้นมากพอ สำหรับนักกีฬาหลายคน สถานการณ์แบบนี้อาจเป็นจุดที่ทำให้หมดไฟ หรือเลือกเส้นทางที่ง่ายกว่าด้วยการลดระดับการแข่งขันลง แต่สเปนซ์เลือกที่จะสู้ต่อ เขาใช้ทุกช่วงเวลาที่ถูกยืมตัวเป็นโอกาสในการพัฒนาฝีเท้า สั่งสมประสบการณ์ในลีกที่แตกต่างกัน ทั้งความเข้มข้นแบบฝรั่งเศส ความดุดันแบบอังกฤษ และวินัยเชิงยุทธวิธีแบบอิตาลี ก่อนจะนำทุกอย่างกลับมาปะติดปะต่อจนกลายเป็นเวอร์ชันที่ดีที่สุดของตัวเองในฤดูกาล 2024-25
จุดพลิกผันบนเวทีโลก
จุดสูงสุดของเส้นทางนี้มาถึงในช่วงฟุตบอลโลก 2026 เมื่อสเปนซ์ได้รับการเรียกติดทีมชาติอังกฤษอย่างเซอร์ไพรส์ และสามารถทำผลงานได้อย่างโดดเด่นจนเป็นหนึ่งในตัวจริงของทีมในนัดรอบรองชนะเลิศที่พบกับอาร์เจนตินา ก่อนที่ทัพสิงโตคำรามจะจบทัวร์นาเมนต์ด้วยอันดับที่ 3 การได้ลงเล่นในเวทีระดับโลกท่ามกลางความกดดันมหาศาล และสามารถทำผลงานได้ดีจนสร้างความประทับใจให้กับสโมสรระดับท็อปของยุโรป คือบทพิสูจน์ว่าการไม่ยอมแพ้ต่อสถานการณ์ที่ไม่เป็นใจ สามารถเปลี่ยนชะตาชีวิตนักกีฬาคนหนึ่งได้จริง
นี่คือบทเรียนที่นำไปปรับใช้ได้กับชีวิตการทำงานทั่วไป การที่องค์กรหนึ่งยังไม่เห็นคุณค่าในตัวเรา ไม่ได้แปลว่าเราไม่มีค่าพอ บางครั้งสิ่งที่ต้องทำคือการอดทนสั่งสมประสบการณ์ในจุดที่เรายืนอยู่ พัฒนาตัวเองอย่างต่อเนื่อง และรอจังหวะที่ใช่ในการพิสูจน์ฝีมือให้โลกเห็น
เกมธุรกิจลูกหนัง ทำไมค่าตัว 31.5 ล้านยูโรถึงคุ้มค่า และอนาคตวงการนี้จะไปทางไหนต่อ
ตัวเลขที่สะท้อนกลไกตลาดนักเตะยุคใหม่
ดีลนี้ไม่ได้เกิดขึ้นแบบไร้เหตุผล ก่อนจะมาเจรจากับสเปนซ์ อินเตอร์เคยพยายามคว้าตัวผู้เล่นคนอื่นมาแทนที่ดัมฟรีส์มาก่อนแล้ว ทั้ง มาร์โก ปาเลสตรา ที่สุดท้ายกลับเลือกย้ายไปเชลซีแทน และ อานัน คาลาอิลี ที่ดีลล่มเพราะผลตรวจร่างกายไม่ผ่าน สถานการณ์นี้ยิ่งตอกย้ำว่าตลาดนักเตะในตำแหน่งวิงแบ็กคุณภาพสูงมีตัวเลือกจำกัดมาก และเมื่อทีมระดับแชมป์อย่างอินเตอร์จำเป็นต้องเสริมตำแหน่งนี้ให้ทันก่อนเปิดฤดูกาลใหม่ พวกเขาจึงยอมจ่ายในราคาที่สูงเพื่อปิดดีลให้เร็วที่สุด
ฝั่งสเปอร์สเองก็ได้ประโยชน์จากดีลนี้ไม่น้อย เพราะฤดูร้อนนี้สโมสรใช้เงินในตลาดนักเตะไปแล้วมหาศาลถึงราว 237 ล้านปอนด์ ทั้งการทุบสถิติค่าตัวสโมสรถึงสองครั้งกับการคว้าตัว มาเตอุส เฟร์นันด์ส และ ซานโดร โทนาลี รวมถึงการเสริมทัพกองหลังด้วย ยาน พอล ฟาน เฮคเคอ จากไบรท์ตันด้วยค่าตัวสูงถึง 52 ล้านปอนด์ การขายสเปนซ์ในราคาที่สูงกว่าตอนซื้อมาเกือบเท่าตัว จึงช่วยเติมเงินกลับเข้าสโมสรเพื่อสมดุลบัญชีการเงินตามกฎ Financial Fair Play ได้เป็นอย่างดี ที่น่าสนใจคือ มิดเดิ้ลสโบรช์ ต้นสังกัดเดิมของสเปนซ์ ยังมีสิทธิ์ได้รับส่วนแบ่งกำไรจากเงื่อนไข Sell-on Clause ในสัญญาเดิมด้วย ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าธุรกิจฟุตบอลยุคนี้ ทุกฝ่ายในห่วงโซ่การพัฒนานักเตะล้วนมีส่วนได้ส่วนเสียทางการเงินร่วมกัน
สัญญาณจากยักษ์ใหญ่วงการ
ดีลนี้ยังได้รับการยืนยันจาก ฟาบริซิโอ โรมาโน นักข่าวสายตลาดนักเตะที่มีอิทธิพลที่สุดคนหนึ่งของโลก ผ่านสัญลักษณ์ “Here We Go” อันโด่งดัง โดยระบุว่าทั้งสองสโมสรบรรลุข้อตกลงเบื้องต้นด้วยมูลค่า 31.5 ล้านยูโร และสเปนซ์เองก็ตกลงเงื่อนไขส่วนตัวเรียบร้อยแล้ว ปรากฏการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงพลังของสื่อดิจิทัลและโซเชียลมีเดียในวงการฟุตบอลยุคปัจจุบัน ที่ข่าวการย้ายทีมสามารถแพร่กระจายและสร้างกระแสได้ทันทีในระดับวินาที ก่อนที่การประกาศอย่างเป็นทางการจากสโมสรจะเกิดขึ้นด้วยซ้ำ กลายเป็นอีกหนึ่งช่องทางธุรกิจที่สร้างมูลค่ามหาศาลให้กับอุตสาหกรรมสื่อกีฬาทั่วโลก
อนาคตที่รออยู่ที่ซานซีโร่
สำหรับสเปนซ์ ดีลนี้คาดว่าจะมาพร้อมสัญญาระยะยาวถึง 5 ปีกับอินเตอร์ มิลาน ซึ่งเปิดโอกาสให้เขาได้ปักหลักสร้างชื่อในถิ่นซานซีโร่อย่างมั่นคง การได้ร่วมทีมกับแชมป์เซเรีย อาที่มีเป้าหมายลุ้นแชมป์แชมเปี้ยนส์ ลีกทุกฤดูกาล คือโอกาสทองที่จะพาชื่อของเขาไปสู่ระดับที่สูงขึ้นไปอีก ต่างจากการติดอยู่ในทีมที่ยังต้องดิ้นรนหนีตกชั้นเหมือนที่เคยเผชิญมา คำถามที่น่าติดตามต่อจากนี้คือ เขาจะสามารถคว้าตำแหน่งตัวจริงในระบบ 3-5-2 ของอินเตอร์ได้อย่างมั่นคงหรือไม่ และจะกลายเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของนักเตะอังกฤษที่ประสบความสำเร็จในลีกอิตาลีได้เหมือนรุ่นพี่หลายคนก่อนหน้านี้หรือเปล่า
บทสรุป
เรื่องราวของเจด สเปนซ์ คือภาพสะท้อนของวงการฟุตบอลยุคใหม่ในทุกมิติ ทั้งความเข้มข้นของการแข่งขันในสนาม วิทยาศาสตร์การกีฬาที่กำหนดมูลค่านักเตะ จิตวิทยาความอดทนที่พานักกีฬาก้าวข้ามช่วงเวลามืดมน และกลไกธุรกิจมหาศาลที่ขับเคลื่อนอยู่เบื้องหลังทุกดีลการย้ายทีม จากนักเตะที่แทบไม่มีที่ยืนในสเปอร์ส สู่เป้าหมายอันดับหนึ่งของแชมป์อิตาลีด้วยค่าตัวเกือบ 1,400 ล้านบาท คำถามที่น่าคิดต่อคือ ในโลกที่การแข่งขันสูงขึ้นทุกวัน อะไรคือสิ่งที่แยกคนที่ “รอดจากโอกาสที่หายไป” ออกจากคนที่ “ยอมแพ้ไปก่อน” กันแน่
สรุปประเด็นสำคัญ
- เจด สเปนซ์ กองหลังทีมชาติอังกฤษ เตรียมย้ายจากท็อตแนม ฮอตสเปอร์ ไปร่วมทีมอินเตอร์ มิลาน ด้วยค่าตัวราว 31.5 ล้านยูโร
- เส้นทางของเขาผ่านการยืมตัวถึง 3 สโมสร ก่อนได้กลับมาเป็นตัวหลักของสเปอร์สในฤดูกาล 2024-25
- ผลงานโดดเด่นในฟุตบอลโลก 2026 กับทีมชาติอังกฤษ คือจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้มูลค่าตัวของเขาพุ่งสูงขึ้น
- อินเตอร์ต้องการเขามาทดแทนเดนเซล ดัมฟรีส์ ที่ย้ายไปเรอัล มาดริด ในระบบวิงแบ็กแบบ 3-5-2
- ดีลนี้สะท้อนกลไกธุรกิจฟุตบอลยุคใหม่ ทั้งฝั่งสเปอร์สที่ต้องบาลานซ์บัญชีหลังใช้เงินซัมเมอร์นี้ไปกว่า 237 ล้านปอนด์ และมิดเดิ้ลสโบรช์ที่ได้ส่วนแบ่งจาก Sell-on Clause
คำถามที่พบบ่อย
Q: เจด สเปนซ์ ย้ายจากสเปอร์สไปอินเตอร์ มิลาน ด้วยค่าตัวเท่าไหร่ A: ดีลนี้มีมูลค่าประมาณ 31.5 ล้านยูโร หรือราว 27 ล้านปอนด์ ตามการยืนยันของฟาบริซิโอ โรมาโน
Q: ทำไมเจด สเปนซ์ ถึงต้องออกจากสเปอร์ส A: เพราะเปโดร ปอร์โร่เซ็นสัญญาใหม่เป็นตัวเลือกหนึ่งของแบ็กขวา ส่วนตำแหน่งแบ็กซ้ายก็มีทั้งอูโดกี้และโรเบิร์ตสันแข่งขันอยู่ ทำให้โอกาสลงสนามของเขาลดลงมาก
Q: สเปนซ์เคยเล่นในเซเรีย อามาก่อนหรือไม่ A: เคย เขาเคยถูกยืมตัวไปเล่นให้เจนัวเป็นเวลา 6 เดือนในปี 2024 ก่อนที่จะย้ายไปอินเตอร์ มิลานในครั้งนี้
Q: อินเตอร์ มิลาน ต้องการสเปนซ์มาแทนใคร A: อินเตอร์ต้องการเขามาทดแทนเดนเซล ดัมฟรีส์ วิงแบ็กคนสำคัญที่เพิ่งย้ายไปร่วมทีมเรอัล มาดริดในซัมเมอร์นี้
Q: สัญญาฉบับใหม่ของสเปนซ์กับอินเตอร์มีระยะเวลากี่ปี A: มีรายงานว่าสเปนซ์เตรียมเซ็นสัญญาฉบับใหม่กับอินเตอร์ มิลาน เป็นระยะเวลา 5 ปี
Q: ผลงานของสเปนซ์ในฟุตบอลโลก 2026 เป็นอย่างไร A: เขาได้รับการเรียกติดทีมชาติอังกฤษอย่างเซอร์ไพรส์ และทำผลงานได้โดดเด่นจนได้ลงเป็นตัวจริงในนัดรอบรองชนะเลิศพบอาร์เจนตินา ก่อนทีมจะจบทัวร์นาเมนต์ด้วยอันดับที่ 3
Q: สเปนซ์เคยค้าแข้งกับทีมไหนบ้างก่อนมาสเปอร์ส A: เขาเริ่มต้นจากเยาวชนฟูแล่ม ก่อนย้ายไปมิดเดิ้ลสโบรช์ และถูกสเปอร์สซื้อตัวมาในปี 2022 ด้วยค่าตัวราว 19 ล้านปอนด์
Q: สเปนซ์เคยถูกยืมตัวไปทีมไหนบ้างระหว่างอยู่กับสเปอร์ส A: เขาเคยถูกส่งไปยืมตัวที่แรนส์ในฝรั่งเศส ลีดส์ ยูไนเต็ดในอังกฤษ และเจนัวในอิตาลี ก่อนได้กลับมาเป็นตัวหลักของสเปอร์ส
Q: สเปนซ์ลงเล่นให้สเปอร์สไปทั้งหมดกี่นัด A: ตลอด 4 ปีกับสเปอร์ส เขาลงสนามรวมทั้งสิ้น 85 นัด และเคยคว้าแชมป์ยูโรปา ลีกร่วมกับทีมด้วย
Q: ตำแหน่งวิงแบ็กในฟุตบอลยุคใหม่สำคัญอย่างไร A: วิงแบ็กต้องทำหน้าที่ทั้งรุกและรับในระบบ 3 กองหลัง ต้องมีความเร็วและความอึดสูง ทำให้เป็นตำแหน่งที่หายากและมีมูลค่าสูงในตลาดนักเตะปัจจุบัน
Q: มิดเดิ้ลสโบรช์ได้ประโยชน์จากดีลนี้หรือไม่ A: มีรายงานว่ามิดเดิ้ลสโบรช์จะได้รับส่วนแบ่งกำไรบางส่วนจากเงื่อนไข Sell-on Clause ที่ระบุไว้ในสัญญาตอนขายสเปนซ์ให้สเปอร์สเมื่อปี 2022
Q: สเปอร์สใช้เงินในตลาดนักเตะซัมเมอร์นี้ไปเท่าไหร่ A: มีรายงานว่าสเปอร์สใช้เงินไปแล้วราว 237 ล้านปอนด์ในซัมเมอร์นี้ รวมถึงการทุบสถิติค่าตัวสโมสรถึงสองครั้งกับมาเตอุส เฟร์นันด์ส และซานโดร โทนาลี