ลองจินตนาการดูว่า… คุณทุ่มเงินก้อนโตกว่า 37 ล้านยูโร ซื้อนักเตะดาวรุ่งจากสโมสรระดับท็อปของพรีเมียร์ลีกมาเสริมทัพ ให้เวลาเขาปรับตัวเกือบหนึ่งฤดูกาลเต็ม เขาซัดไปแปดประตูพร้อมแอสซิสต์อีกสามครั้งจากการลงสนามถึง 35 นัด ฟังดูเป็นตัวเลขที่ “พอใช้ได้” ใช่ไหม? แต่ในโลกฟุตบอลยุคใหม่ที่ทุกอย่างต้องเปลี่ยนเร็วกว่าการรีเฟรชหน้าโซเชียล คำว่า “พอใช้ได้” อาจไม่มีความหมายอะไรเลย หากโค้ชคนใหม่มองไม่เห็นตัวเองอยู่ในสมการนั้น
นี่คือสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นกับ คริสโตเฟอร์ เอ็นกุนกู กองหน้าทีมชาติฝรั่งเศส และ ฟิคาโย่ โทโมรี่ เซนเตอร์แบ็กตัวหลักที่รับใช้ เอซี มิลาน มานานกว่าสี่ปี ทั้งคู่ถูกขีดชื่อออกจากแผนการสร้างทีมของเฮดโค้ชคนใหม่ รูเบน อาโมริม อย่างเป็นทางการ กลายเป็นข่าวใหญ่ที่สั่นสะเทือนวงการลูกหนังอิตาลีในช่วงโค้งสุดท้ายของตลาดซื้อขายนักเตะซัมเมอร์นี้
คำถามคือ เกิดอะไรขึ้นกันแน่? ทำไมนักเตะที่เพิ่งซื้อมาไม่ถึงปี และนักเตะที่เคยเป็นเสาหลักในแนวรับ ถึงกลายเป็น “ส่วนเกิน” ในสายตาโค้ชใหม่แบบไม่ทันตั้งตัว บทความนี้จะพาไปเจาะลึกทุกมิติ ตั้งแต่จุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลง ระบบการเล่นที่เป็นตัวตัดสิน แรงกดดันทางจิตใจที่นักเตะต้องแบกรับ ไปจนถึงตัวเลขทางธุรกิจที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังดีลนี้
จุดเริ่มต้นของการปฏิวัติ: จาก อัลเลกรี สู่ อาโมริม
ก่อนจะเข้าใจว่าทำไม เอ็นกุนกู และ โทโมรี่ ถึงตกขบวน เราต้องย้อนกลับไปดูจุดเปลี่ยนสำคัญของ มิลาน ก่อน สโมสรปลด มัสซิมิเลียโน่ อัลเลกรี่ ออกจากตำแหน่ง เนื่องจากไม่สามารถพาทีมกลับไปเล่นแชมเปียนส์ลีกที่ซานซีโร่ได้สำเร็จ ก่อนจะแต่งตั้ง อาโมริม เฮดโค้ชชาวโปรตุเกสวัย 41 ปี เข้ามารับช่วงต่อ
อาโมริมไม่ใช่หน้าใหม่ในวงการ เขาเริ่มต้นเส้นทางโค้ชตั้งแต่ปี 2018 หลังแขวนสตั๊ดจากการเป็นนักเตะให้ทีมชาติโปรตุเกส เบเลเนนส์ และ เบนฟิก้า ก่อนจะไต่เต้าผ่านทีมเล็กอย่าง กาซ่า เปีย และ บรากา จนกระทั่งได้รับโอกาสคุมทัพ สปอร์ติ้ง ลิสบอน ตั้งแต่เดือนมีนาคม 2020 ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของยุคที่เขาสร้างเอกลักษณ์การเล่นที่ชัดเจน เน้นนวัตกรรมและการพัฒนานักเตะดาวรุ่ง จนคว้าแชมป์ลีกโปรตุเกสได้ 2 สมัย โกยถ้วยลีกคัพอีก 2 ใบ และซูเปอร์คัพอีก 1 สมัย ก่อนจะย้ายไปคุมทัพ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เป็นสโมสรล่าสุดก่อนเดินทางมาสู่ซานซีโร่
การมาถึงของอาโมริมที่มิลานจึงไม่ใช่แค่การเปลี่ยนตัวโค้ช แต่เป็นการนำเข้า “ปรัชญาฟุตบอล” ชุดใหม่เข้ามาทั้งระบบ และนี่คือจุดที่ทำให้ผู้เล่นหลายคนต้องสั่นคลอน เพราะระบบใหม่ไม่ได้แปลว่าทุกคนจะมีที่ยืนเหมือนเดิม
ระบบ 3-4-2-1 คือคำตอบ: ทำไม เอ็นกุนกู และ โทโมรี่ ถึงไม่พอดีกับปริศนาชิ้นนี้
หัวใจสำคัญของเรื่องนี้อยู่ที่ มิติด้านเทคนิคและวิทยาศาสตร์การกีฬา อาโมริมขึ้นชื่อเรื่องการใช้ระบบ 3-4-2-1 ที่ต้องการนักเตะแต่ละตำแหน่งที่มี “โปรไฟล์” เฉพาะตัวอย่างชัดเจน ไม่ใช่แค่นักเตะฝีเท้าดีทั่วไปที่จะเข้ากับระบบได้
ในโลกของฟุตบอลสมัยใหม่ การเปลี่ยนระบบไม่ใช่แค่การขยับตัวเลขบนกระดาน แต่หมายถึงการเปลี่ยนแพทเทิร์นการวิ่ง มุมการรับ-ส่งบอล และหน้าที่ทางกายภาพของผู้เล่นแต่ละตำแหน่งโดยสิ้นเชิง เซนเตอร์แบ็กในระบบสามคนต้องมีทักษะการอ่านเกมและการเล่นบอลที่แตกต่างจากแบ็กโฟร์แบบดั้งเดิม ขณะที่กองหน้าตัวเป้าในระบบนี้ต้องทำหน้าที่เชื่อมเกมมากกว่าแค่ยืนรอจบสกอร์
อาโมริมเปิดตัวได้อย่างยากลำบาก เพราะยังไม่สามารถเอาชนะเกมพรีซีซั่นได้แม้แต่นัดเดียว ขณะที่นักเตะกำลังพยายามปรับตัวให้เข้ากับระบบอันโด่งดังของเขา และจุดพีคของความล้มเหลวในช่วงทดสอบทีมคือเกมกระชับมิตรที่ ทีมพ่ายให้กับเชลซีไปแบบขาดลอย 0-3 ทำให้หลังจบเกมทีมต้องเดินทางกลับฐานที่มั่น และอาโมริมได้เข้าพบเจ้าของสโมสร เจอร์รี่ คาร์ดินาเล่ ที่สนามฝึกซ้อมมิลาเนลโล่ ทันที
การประเมินผู้เล่นของอาโมริมไม่ใช่การตัดสินใจแบบฉาบฉวย แต่เป็นกระบวนการที่วางแผนไว้ตั้งแต่แรก เขายืนยันมาตลอดว่ามิลานจำเป็นต้องประเมินสิ่งที่มีอยู่ในมือก่อน แทนที่จะรีบไปซื้อนักเตะมาเสริมในตำแหน่งใดตำแหน่งหนึ่งทันที นี่คือแนวทางที่ฉลาด เพราะโค้ชแต่ละคนย่อมมีสายตาที่มองเห็นศักยภาพนักเตะแตกต่างกัน สิ่งที่ อัลเลกรี่ ไม่เห็น อาโมริมอาจจะเห็น และในทางกลับกัน สิ่งที่ อัลเลกรี่ เคยไว้ใจ อาโมริมก็อาจมองว่าไม่ตอบโจทย์ระบบใหม่ของเขาเลยก็ได้
สำหรับ เอ็นกุนกู กองหน้าฝรั่งเศสที่ถนัดเล่นเป็นกองหน้าตัวลึกหรือมิดฟิลด์ตัวรุกมากกว่าศูนย์หน้าตัวเป้าแบบดั้งเดิม การเข้ากับระบบ 3-4-2-1 ที่ต้องการความคมชัดในบทบาทจึงเป็นโจทย์ที่ท้าทาย ส่วน โทโมรี่ แม้จะเป็นเซนเตอร์แบ็กที่มีประสบการณ์สูง แต่ระบบแนวรับสามคนต้องการทักษะการเล่นบอลจากแนวหลังและการอ่านเกมในพื้นที่กว้างที่แตกต่างจากที่เขาคุ้นเคย
แรงกดดันที่มองไม่เห็น: เมื่อฮีโร่กลายเป็นส่วนเกินในชั่วข้ามคืน
นี่คือมิติที่คนดูฟุตบอลมักมองข้าม แต่เป็นสิ่งที่เชื่อมโยงกับชีวิตจริงของคนวัยทำงานได้อย่างลึกซึ้งที่สุด — แรงกดดันทางจิตใจของการถูกบอกว่า “คุณไม่ใช่คำตอบอีกต่อไป”
ลองคิดถึงมุมของ โทโมรี่ ดู เขาไม่ใช่นักเตะหน้าใหม่ที่เพิ่งเข้าทีม แต่เป็นผู้เล่นที่ เดินทางมาถึงซานซีโร่ครั้งแรกด้วยสัญญายืมตัวจากเชลซีตั้งแต่เดือนมกราคม 2021 ก่อนจะย้ายมาแบบถาวรในเดือนมิถุนายนปีเดียวกัน และสร้างตัวเองขึ้นมาเป็นกำลังหลักของทีมด้วยผลงานลงสนามถึง 214 นัด ทำประตูได้ 7 ลูก โดยยังมีสัญญาเหลืออยู่จนถึงฤดูกาล 2026-27 นี่คือนักเตะที่ผ่านร้อนผ่านหนาวกับสโมสรมาหลายยุคหลายโค้ช แต่เมื่อโค้ชคนใหม่มา ทุกสิ่งที่เคยสร้างมากลับไม่ใช่หลักประกันอะไรเลย
ในทางจิตวิทยาการกีฬา การถูกบอกว่า “ไม่อยู่ในแผน” ส่งผลกระทบมากกว่าที่คนภายนอกจะจินตนาการ นักกีฬาอาชีพผูกตัวตนของตัวเองเข้ากับผลงานในสนามอย่างลึกซึ้ง เมื่อจู่ๆ ประตูแห่งโอกาสถูกปิดลง สิ่งที่ตามมาไม่ใช่แค่ความผิดหวัง แต่คือการต้องตั้งคำถามกับคุณค่าของตัวเองใหม่ทั้งหมด นี่คือบททดสอบวินัยและความแข็งแกร่งทางจิตใจที่แท้จริง ไม่ต่างจากคนทำงานที่ถูกบอกว่าบทบาทของตัวเองในองค์กรกำลังจะเปลี่ยนไปแบบไม่ทันตั้งตัว
สำหรับ เอ็นกุนกู สถานการณ์ยิ่งเจ็บปวดกว่า เพราะเขาเพิ่งย้ายมาด้วยความหวังเต็มเปี่ยม และยังถูกใช้งานอย่างสม่ำเสมอในช่วงพรีซีซั่นที่ผ่านมาด้วยซ้ำ ทำให้การถูกตัดชื่อออกจากแผนกลายเป็นเรื่องเซอร์ไพรส์ที่ใหญ่ที่สุดในรายชื่อทั้งหมด การต้องเริ่มนับหนึ่งใหม่ในวัย 28 ปี ท่ามกลางตลาดซื้อขายที่ใกล้ปิดทำการ คือความท้าทายที่ทดสอบทั้งร่างกายและจิตใจไปพร้อมกัน
นี่คือเหตุผลที่แฟนบอลทั่วโลกถึงคลั่งไคล้ติดตามข่าวประเภทนี้อย่างใกล้ชิด เพราะมันไม่ใช่แค่เรื่องของตัวเลขในสนาม แต่เป็นเรื่องราวของมนุษย์คนหนึ่งที่ต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนในอาชีพ เหมือนกับที่พวกเราหลายคนต้องเจอในโลกการทำงานจริง
เกมธุรกิจเบื้องหลังสนามหญ้า: ตัวเลข สัญญา และทิศทางอนาคตของ มิลาน
มาถึง มิติด้านธุรกิจ ที่หลายคนอาจไม่รู้ว่าซับซ้อนกว่าที่คิด เพราะการจะปล่อยนักเตะออกจากทีมไม่ใช่แค่การบอกว่า “ไม่เอาแล้ว” แต่ต้องคำนึงถึงมูลค่าทางการตลาด สัญญา และผลประโยชน์ของสโมสรในระยะยาวด้วย
เอ็นกุนกู ถูกซื้อตัวมาจากเชลซีเมื่อฤดูร้อนที่แล้วด้วยค่าตัว 37 ล้านยูโร บวกกับโบนัสเพิ่มเติมอีกสูงสุด 5 ล้านยูโร และยังมีเงื่อนไขแบ่งเปอร์เซ็นต์จากการขายต่อในอนาคตด้วย นี่คือการลงทุนก้อนใหญ่ที่สโมสรคาดหวังผลตอบแทนระยะยาว การต้องปล่อยตัวออกภายในเวลาไม่ถึงหนึ่งปีจึงเป็นการตัดสินใจที่มีต้นทุนทางการเงินสูงไม่น้อย เพราะมูลค่าของนักเตะมักจะลดลงเมื่อตลาดรับรู้ว่าสโมสรต้องการขายอย่างเร่งด่วน
ในขณะเดียวกัน มิลาน เองก็ไม่ได้นิ่งเฉยในตลาดซื้อขายฤดูร้อนนี้ สโมสรได้ใช้เงินไปแล้วราว 80 ล้านยูโรเพื่อคว้าตัว กอนซาโล่ ราโมส เข้ามา พร้อมกับดึงตัว มาริโอ กิลา และ ซานคูน ดิอาวาร่า เข้าร่วมทีมด้วย แม้ภาพรวมของตลาดซื้อขายจะค่อนข้างเงียบเหงาก็ตาม ตัวเลขนี้สะท้อนให้เห็นว่า มิลาน กำลังพยายามสร้างทีมใหม่ตามวิสัยทัศน์ของอาโมริมอย่างจริงจัง ไม่ใช่แค่การเปลี่ยนโค้ชแล้วปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไปตามเดิม
ที่น่าสนใจคือ รายชื่อนักเตะที่ถูกตัดออกไม่ได้มีแค่ เอ็นกุนกู กับ โทโมรี่ เท่านั้น ยังมี ยุสซุฟ โฟฟาน่า มิดฟิลด์ตัวรับ และ ดาวิด โอโดกู เซนเตอร์แบ็กดาวรุ่ง ที่ติดอยู่ในลิสต์เดียวกัน นอกจากนี้ยังมีกลุ่มนักเตะระดับซูเปอร์สตาร์อย่าง ราฟาเอล เลเอา และกองหน้า ซานติอาโก้ ฆิเมเนซ ที่แม้สโมสรจะไม่ได้บังคับให้ออก แต่ก็เปิดกว้างรับข้อเสนอหากราคาเหมาะสม ส่วน เปร์วิส เอสตูปินญาน ก็อยู่ในสถานะที่ไม่มั่นคงเช่นกันหลังไม่สามารถสร้างความประทับใจให้โค้ชคนใหม่ได้เต็มที่
การเคลื่อนไหวนี้ยังถูกยืนยันผ่านนักข่าวสายลูกหนังชื่อดังระดับโลกอย่าง ฟาบริซิโอ โรมาโน่ ที่รายงานว่าการตัดสินใจครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากการพูดคุยกันระหว่างอาโมริมและประธานสโมสร เจอร์รี่ คาร์ดินาเล่ โดยเริ่มจากการใส่ชื่อ โทโมรี่ ตามด้วย โฟฟาน่า ก่อนที่ เอ็นกุนกู จะถูกเพิ่มเข้าไปในลิสต์ผู้เล่นที่พร้อมปล่อยตัวในลำดับสุดท้าย
สำหรับทิศทางในอนาคต นี่คือสัญญาณชัดเจนว่า มิลาน ยุคอาโมริมจะเดินหน้าด้วยปรัชญาที่ “คุณภาพของระบบ” สำคัญกว่า “ชื่อเสียงของตัวบุคคล” สโมสรใหญ่ในยุคดิจิทัลแบบนี้ไม่มีที่ว่างให้กับความสำเร็จในอดีตอีกต่อไป ทุกคนต้องพิสูจน์ตัวเองใหม่ตลอดเวลา ไม่ว่าจะเคยเป็นดาวเด่นแค่ไหนก็ตาม และนี่อาจเป็นเทรนด์ที่เราจะเห็นมากขึ้นเรื่อยๆ ในวงการฟุตบอลระดับโลก ที่การบริหารทีมต้องอาศัยทั้งข้อมูลเชิงลึก การวิเคราะห์เชิงระบบ และความกล้าตัดสินใจแบบไม่เกรงใจใคร
บทสรุป: เมื่อความสำเร็จในอดีตไม่ใช่ตั๋วผ่านสำหรับอนาคต
เรื่องราวของ เอ็นกุนกู และ โทโมรี่ คือบทเรียนสำคัญที่สะท้อนความจริงอันโหดร้ายของวงการกีฬาอาชีพ ไม่ว่าคุณจะเคยทำผลงานได้ดีแค่ไหน ไม่ว่าคุณจะเป็นที่รักของแฟนบอลมากเพียงใด เมื่อ “ระบบ” เปลี่ยน คุณค่าของคุณอาจเปลี่ยนไปในพริบตา สิ่งที่สำคัญไม่แพ้ฝีเท้าคือความสามารถในการปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ใหม่อยู่เสมอ
อย่างไรก็ตาม ทุกอย่างยังไม่จบเสียทีเดียว เพราะหากมิลานไม่สามารถหาผู้ซื้อที่เหมาะสมได้ก่อนตลาดซื้อขายซัมเมอร์ปิดทำการ นักเตะทั้งหมดที่ถูกตัดชื่อออกก็ยังคงมีโอกาสอยู่ในทีมต่อในฤดูกาล 2026-27 คำถามที่น่าติดตามต่อไปคือ เอ็นกุนกู และ โทโมรี่ จะสามารถพลิกสถานการณ์ พิสูจน์ตัวเองให้อาโมริมเปลี่ยนใจได้หรือไม่ หรือสุดท้ายแล้วทั้งคู่จะต้องเริ่มต้นบทใหม่ในชีวิตค้าแข้งที่สโมสรอื่น
ในโลกที่การแข่งขันไม่เคยหยุดนิ่ง คำถามที่แท้จริงอาจไม่ใช่ “ใครเก่งกว่ากัน” แต่คือ “ใครพร้อมปรับตัวได้เร็วกว่ากัน” ต่างหาก
สรุปประเด็นสำคัญ • รูเบน อาโมริม เฮดโค้ชใหม่ของ เอซี มิลาน ตัดสินใจไม่ใช้งาน คริสโตเฟอร์ เอ็นกุนกู และ ฟิคาโย่ โทโมรี่ ในแผนการสร้างทีม • ต้นเหตุหลักคือระบบ 3-4-2-1 ของอาโมริมที่ต้องการโปรไฟล์นักเตะเฉพาะทาง บวกกับผลงานพรีซีซั่นที่ย่ำแย่ รวมถึงพ่ายเชลซี 0-3 • นอกจากสองคนนี้ ยุสซุฟ โฟฟาน่า และ ดาวิด โอโดกู ก็ติดโผเช่นกัน ขณะที่ เลเอา, ฆิเมเนซ, เอสตูปินญาน อยู่ในสถานะไม่แน่นอน • มิลานใช้เงินไปแล้วราว 80 ล้านยูโรกับ กอนซาโล่ ราโมส และผู้เล่นใหม่อีกสองราย ท่ามกลางตลาดซื้อขายที่ค่อนข้างเงียบ • หากขายไม่ออกก่อนตลาดปิด นักเตะทุกคนยังมีสิทธิ์อยู่ในทีมต่อฤดูกาลนี้
คำถามที่พบบ่อย
Q: ทำไม คริสโตเฟอร์ เอ็นกุนกู ถึงถูกตัดออกจากแผนของ มิลาน ทั้งที่เพิ่งซื้อมาไม่นาน? A: เพราะระบบการเล่น 3-4-2-1 ของอาโมริมต้องการนักเตะที่มีบทบาทเฉพาะเจาะจง ซึ่งสไตล์การเล่นของเอ็นกุนกูยังไม่ตอบโจทย์ระบบใหม่นี้ได้เต็มที่ในช่วงพรีซีซั่น
Q: ฟิคาโย่ โทโมรี่ เหลือสัญญากับมิลานถึงเมื่อไหร่? A: โทโมรี่มีสัญญากับมิลานจนถึงช่วงฤดูกาล 2026-27
Q: ใครเป็นเฮดโค้ชคนก่อนหน้าอาโมริมที่มิลาน? A: มัสซิมิเลียโน่ อัลเลกรี่ ซึ่งถูกปลดออกจากตำแหน่งหลังไม่สามารถพาทีมกลับไปเล่นแชมเปียนส์ลีกได้สำเร็จ
Q: อาโมริมเคยคุมทีมไหนมาก่อนจะมาที่มิลาน? A: ก่อนหน้านี้เขาคุมทัพแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และก่อนหน้านั้นประสบความสำเร็จอย่างมากกับสปอร์ติ้ง ลิสบอน ในโปรตุเกส
Q: นอกจากเอ็นกุนกูและโทโมรี่ ยังมีใครติดโผถูกปล่อยตัวอีกบ้าง? A: ยังมี ยุสซุฟ โฟฟาน่า และ ดาวิด โอโดกู ที่อยู่ในรายชื่อเดียวกัน ส่วน ราฟาเอล เลเอา, ซานติอาโก้ ฆิเมเนซ และ เปร์วิส เอสตูปินญาน อยู่ในสถานะเปิดกว้างรับข้อเสนอ
Q: มิลานซื้อค่าตัวเอ็นกุนกูมาเท่าไหร่? A: มิลานซื้อเอ็นกุนกูมาจากเชลซีด้วยราคาราว 37 ล้านยูโร บวกโบนัสเพิ่มเติมและเงื่อนไขแบ่งเปอร์เซ็นต์จากการขายต่อในอนาคต
Q: ทำไมมิลานถึงแพ้เชลซี 0-3 ในเกมพรีซีซั่น? A: เกมดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของทัวร์พรีซีซั่นที่จาการ์ตา อินโดนีเซีย ซึ่งทีมยังอยู่ระหว่างปรับตัวเข้ากับระบบใหม่ของอาโมริม ทำให้ผลงานยังไม่นิ่ง
Q: มิลานเสริมทัพนักเตะคนไหนเข้ามาแล้วบ้างในซัมเมอร์นี้? A: มิลานคว้าตัว กอนซาโล่ ราโมส มาด้วยค่าตัวราว 80 ล้านยูโร พร้อมดึง มาริโอ กิลา และ ซานคูน ดิอาวาร่า เข้าร่วมทีม
Q: ระบบ 3-4-2-1 ของอาโมริมคืออะไร? A: เป็นระบบการเล่นที่ใช้เซนเตอร์แบ็กสามคน วิงแบ็กสองข้าง มิดฟิลด์ตัวรุกสองคนเชื่อมเกม และกองหน้าตัวเป้าหนึ่งคน ซึ่งต้องการนักเตะที่มีทักษะเฉพาะทางตามตำแหน่ง
Q: นักเตะที่ถูกตัดชื่อออกจากแผนยังมีโอกาสอยู่ในทีมต่อหรือไม่? A: มี หากมิลานไม่สามารถหาสโมสรที่เหมาะสมมารับซื้อได้ก่อนตลาดซื้อขายซัมเมอร์ปิด นักเตะเหล่านั้นก็ยังจะอยู่ในทีมต่อไปในฤดูกาล 2026-27
Q: ใครเป็นคนยืนยันข่าวการตัดชื่อนักเตะครั้งนี้? A: สื่อดังของอิตาลีอย่าง สกาย สปอร์ต อิตาเลีย รวมถึงนักข่าวลูกหนังชื่อดังระดับโลกอย่าง ฟาบริซิโอ โรมาโน่ เป็นผู้ยืนยันข่าวนี้
Q: ฟิคาโย่ โทโมรี่ ลงเล่นให้มิลานไปกี่นัดแล้ว? A: โทโมรี่ลงสนามให้มิลานไปแล้วรวม 214 นัด ทำประตูได้ 7 ลูก นับตั้งแต่ย้ายมาแบบถาวรในปี 2021