เจฟฟ์ เบโซส เตรียมทุ่มเงินซื้อหุ้นลิเวอร์พูล ดีลพันล้านที่อาจเปลี่ยนโฉมพรีเมียร์ลีกตลอดกาล

วงการฟุตบอลโลกกำลังจับตาดีลธุรกิจที่ใหญ่ที่สุดดีลหนึ่งในประวัติศาสตร์พรีเมียร์ลีก เมื่อกลุ่มทุนซึ่งมีชื่อของ เจฟฟ์ เบโซส มหาเศรษฐีผู้ก่อตั้งอเมซอน และ เอดูอาร์โด้ ซาเวริน ผู้ร่วมก่อตั้งเฟซบุ๊ก รวมอยู่ด้วย เดินหน้าเจรจาซื้อหุ้นราว 30% ในสโมสรลิเวอร์พูล จากเจ้าของเดิมอย่างเฟนเวย์ สปอร์ตส กรุ๊ป (เอฟเอสจี) อย่างจริงจัง จนหลายสำนักข่าวรายงานตรงกันว่าอาจมีการประกาศดีลอย่างเป็นทางการได้ภายในไม่กี่วันข้างหน้า

นี่ไม่ใช่แค่ข่าวลือทั่วไป แต่เป็นดีลที่มาพร้อมตัวเลขระดับหลายพันล้านดอลลาร์ และมีศักยภาพที่จะพลิกโฉมความเป็นเจ้าของสโมสรฟุตบอลอังกฤษไปตลอดกาล

ดีลพันล้าน: จากข่าวลือสู่ความคืบหน้าที่จับต้องได้

เมื่อเดือนก่อน เอฟเอสจี ออกแถลงการณ์ยืนยันว่ากลุ่มทุนที่นำโดยอามิต บาเทีย “แสดงความสนใจที่จะลงทุนเชิงกลยุทธ์ในสโมสรฟุตบอลลิเวอร์พูล” ซึ่งขณะนั้นยังเป็นเพียงขั้นตอนต้นของการเจรจา แต่ล่าสุดสถานการณ์เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว โดยมีรายงานว่าการเจรจากับเอฟเอสจีมีความคืบหน้าไปมาก และมีความเป็นไปได้ว่าอาจมีการประกาศดีลในไม่กี่วันข้างหน้า โดยทั้งสองฝ่ายเข้าใจกันว่าได้บรรลุข้อตกลงในหลักการแล้ว แม้ธุรกรรมจะยังไม่เสร็จสมบูรณ์อย่างเป็นทางการ

สื่อธุรกิจของสกาย นิวส์ รายงานเสริมว่าเอฟเอสจีซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของสโมสรมาตั้งแต่ปี 2010 กำลังเตรียมประกาศเรื่องธุรกรรมนี้ได้เร็วที่สุดภายในสัปดาห์นี้ ขณะที่สำนักข่าวรอยเตอร์ระบุเสริมในรายละเอียดว่ากลุ่มทุนนี้ต้องการเพียงสัดส่วนหุ้นส่วนน้อยจำนวนมาก ไม่ใช่การเข้าควบคุมสโมสรทั้งหมด ซึ่งหมายความว่าเอฟเอสจีจะยังคงเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่และมีอำนาจบริหารสโมสรต่อไปตามเดิม

ตัวเลขที่ทำให้ทั้งวงการต้องหันมอง

สิ่งที่ทำให้ดีลนี้กลายเป็นข่าวใหญ่ระดับโลกไม่ใช่แค่รายชื่อนักลงทุน แต่คือมูลค่าที่เกี่ยวข้อง มีรายงานว่าดีลนี้อาจมีมูลค่าราว 1.35 พันล้านปอนด์สำหรับหุ้น 30% ซึ่งจะทำให้มูลค่ารวมของสโมสรลิเวอร์พูลอยู่ที่ประมาณ 4.4 พันล้านปอนด์ หรือคิดเป็นเงินดอลลาร์แล้วมูลค่าดีลราว 1.35 พันล้านปอนด์ เทียบเท่ากับประมาณ 1.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ บางสำนักข่าวถึงกับประเมินมูลค่ารวมของสโมสรไว้สูงถึงราว 5.9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งจะทำให้ลิเวอร์พูลติดอันดับสโมสรฟุตบอลที่มีมูลค่าสูงที่สุดในโลก

ตัวเลขนี้น่าตกใจเมื่อเทียบกับราคาที่เอฟเอสจีซื้อสโมสรมาเมื่อ 16 ปีก่อน เพราะข้อเสนอของกลุ่มทุนชุดนี้จะทำให้มูลค่าของลิเวอร์พูลเพิ่มขึ้นเกือบ 13 เท่าจากตอนที่เอฟเอสจีเข้าซื้อกิจการด้วยเงิน 300 ล้านปอนด์ หรือประมาณ 470 ล้านดอลลาร์ในขณะนั้น เมื่อปี 2010 นอกจากนี้สโมสรยังอยู่ในสถานะการเงินที่แข็งแรง โดยรายงานผลกำไรหลังหักภาษีที่ 8 ล้านปอนด์ ทำให้เป็นหนึ่งในไม่กี่สโมสรพรีเมียร์ลีกที่ทำกำไร และยังมีฐานแฟนบอลขนาดใหญ่ถึง 26 ล้านคนในสหรัฐฯ เพียงประเทศเดียว ปัจจัยเหล่านี้อธิบายได้ว่าทำไมนักลงทุนระดับโลกถึงมองลิเวอร์พูลเป็นสินทรัพย์ที่น่าดึงดูดอย่างยิ่ง

อามิต บาเทีย ผู้อยู่เบื้องหลังดีลนี้ตัวจริง

แม้ชื่อของเบโซสจะเป็นพาดหัวข่าวใหญ่ที่สุด แต่ผู้ที่นำทัพและเดินหน้าเจรจาดีลนี้จริง ๆ คือ อามิต บาเทีย นักธุรกิจชาวอังกฤษเชื้อสายอินเดีย ผู้เป็นลูกเขยของ ลักษมี มิตตัล มหาเศรษฐีเจ้าพ่อวงการเหล็กของอินเดีย บาเทียมีประสบการณ์ในวงการฟุตบอลอังกฤษมายาวนาน โดยเขาเริ่มเข้ามาเกี่ยวข้องกับวงการฟุตบอลอังกฤษตั้งแต่ปี 2007 เมื่อเข้าลงทุนในสโมสรควีนส์ปาร์ค เรนเจอร์ส และดำรงตำแหน่งผู้บริหารหลายตำแหน่งในเวลาต่อมา ปัจจุบันเขาบริหารบริษัทลงทุนหลากสินทรัพย์ชื่อ AyBe Capital ซึ่งลงทุนครอบคลุมหลายภาคธุรกิจ ทั้งเทคโนโลยี สื่อ อสังหาริมทรัพย์ ธุรกิจผู้บริโภค และสุขภาพ

จุดที่น่าสนใจคือจังหวะเวลาที่บาเทียตัดสินใจขายหุ้นในคิวพีอาร์ โดยเขาขายหุ้นในสโมสรออกไปในวันเดียวกับที่ข่าวดีลลิเวอร์พูลเริ่มปรากฏสู่สาธารณะเป็นครั้งแรก สะท้อนว่าเขาวางแผนเปลี่ยนโฟกัสมาที่ลิเวอร์พูลอย่างเต็มตัว จากประสบการณ์ที่สั่งสมมาในฟุตบอลระดับรองของอังกฤษ สู่การก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำดีลระดับพันล้านในพรีเมียร์ลีก

เจฟฟ์ เบโซส กับก้าวแรกสู่วงการกีฬาระดับโลก

สำหรับเบโซสแล้ว ดีลนี้ถือเป็นก้าวสำคัญเพราะการลงทุนในลิเวอร์พูลจะเป็นการลงทุนส่วนบุคคล ไม่ใช่ธุรกรรมของบริษัทอเมซอน แม้จะทำให้ความสนใจด้านเทคโนโลยี สื่อ และกีฬาระดับโลกของเขามาบรรจบกันก็ตาม ก่อนหน้านี้เขาเคยสำรวจโอกาสเข้าซื้อทีมกีฬาอเมริกันมาแล้วหลายครั้ง แต่เขาเคยสำรวจการเสนอซื้อทีมซีแอตเทิล ซีฮอว์คส์ ในเอ็นเอฟแอล และทีมวอชิงตัน คอมมานเดอร์ส มาก่อน แต่ตัดสินใจไม่เดินหน้าทั้งสองดีล ทำให้ดีลลิเวอร์พูลครั้งนี้จะเป็นการลงทุนในทีมกีฬาระดับโลกครั้งแรกของเขาอย่างแท้จริง

ด้านฐานะการเงิน ต้องอัปเดตให้ตรงกับตัวเลขล่าสุด เพราะข้อมูลของฟอร์บส์ที่หมุนเวียนก่อนหน้านี้เริ่มไม่ทันสมัยแล้ว โดยข้อมูลล่าสุดระบุว่าเบโซสวัย 62 ปี มีทรัพย์สินสุทธิราว 280,600 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ตามหลังเพียงอีลอน มัสก์ ที่ 823,600 ล้านดอลลาร์ และแลร์รี เพจ ที่ 290,100 ล้านดอลลาร์ ทำให้ปัจจุบันเขาเป็นบุคคลที่ร่ำรวยเป็นอันดับ 3 ของโลก ไม่ใช่อันดับ 4 อย่างที่เคยรายงานกันก่อนหน้านี้

นอกเหนือจากอเมซอนซึ่งเขาก้าวลงจากตำแหน่งซีอีโอในปี 2021 แต่ยังคงถือหุ้นราว 8% และดำรงตำแหน่งประธานกรรมการบริหารอยู่ เบโซสยังมีธุรกิจอีกหลายแขนง ทั้งหนังสือพิมพ์เดอะ วอชิงตัน โพสต์ บริษัทอวกาศบลู ออริจิน และล่าสุดยังทุ่มเงินเข้าไปในวงการปัญญาประดิษฐ์ โดยเขาเป็นซีอีโอร่วมของบริษัทอุตสาหกรรมเอไอชื่อ Prometheus ร่วมกับ วิก บาจาจ ซึ่งบริษัทนี้เพิ่งระดมทุนได้ถึง 12,000 ล้านดอลลาร์เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ที่มูลค่าบริษัทราว 41,000 ล้านดอลลาร์ พัฒนาซอฟต์แวร์เพื่อเร่งกระบวนการออกแบบและผลิตสินค้าอุตสาหกรรมที่ซับซ้อน รวมถึงอุปกรณ์ด้านอากาศยานและการแพทย์ การลงทุนในลิเวอร์พูลจึงเป็นเพียงส่วนหนึ่งของปีที่เบโซสขยับความสนใจออกไปไกลจากอาณาจักรอเมซอนมากขึ้นเรื่อย ๆ

เอดูอาร์โด้ ซาเวริน นักลงทุนที่เคยพลาดดีลเชลซีมาแล้ว

อีกหนึ่งชื่อสำคัญในกลุ่มทุนนี้คือเอดูอาร์โด้ ซาเวริน ผู้ร่วมก่อตั้งเฟซบุ๊กเคียงข้างมาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก ก่อนจะผันตัวมาเป็นนักลงทุนระดับโลก ปัจจุบันเขาบริหารบริษัทไพรเวทอิควิตี้ชื่อ B Capital และมีทรัพย์สินสุทธิประเมินไว้มากกว่า 30,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

สิ่งที่น่าสนใจคือนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ซาเวรินพยายามเข้าสู่วงการฟุตบอลอังกฤษ เพราะเขาเคยเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มทุนที่พยายามรวบรวมข้อเสนอเข้าซื้อสโมสรเชลซี ในช่วงการประมูลปี 2022 หลังรัสเซียบุกยูเครน แต่สุดท้ายดีลนั้นไม่ประสบความสำเร็จ การกลับเข้าสู่วงการฟุตบอลอังกฤษอีกครั้งผ่านลิเวอร์พูลในครั้งนี้จึงถือเป็นการแก้มือ และหากดีลสำเร็จ นี่จะเป็นการลงทุนในทีมกีฬาครั้งแรกของเขาเช่นกัน

เอฟเอสจี: 16 ปีที่เปลี่ยนลิเวอร์พูลให้กลายเป็นสินทรัพย์ระดับโลก

ก่อนจะทำความเข้าใจว่าทำไมดีลนี้ถึงสำคัญ ต้องย้อนดูเส้นทางของเอฟเอสจีเจ้าของเดิม เมื่อปี 2010 เอฟเอสจีเข้าซื้อลิเวอร์พูลด้วยเงิน 300 ล้านปอนด์ ในช่วงที่สโมสรกำลังเผชิญปัญหาการเงินอย่างหนักภายใต้เจ้าของเดิมชาวอเมริกันทอม ฮิกส์ และจอร์จ จิลเล็ตต์ นับตั้งแต่นั้นมา เอฟเอสจีพาสโมสรผ่านช่วงเวลาที่ประสบความสำเร็จอย่างมาก ทั้งคว้าแชมป์ยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก และแชมป์พรีเมียร์ลีกสองสมัย พร้อมกับการปรับปรุงสนามแอนฟิลด์ครั้งใหญ่และการสร้างศูนย์ฝึกซ้อมแห่งใหม่อย่างเอเอ็กซ์เอ เทรนนิ่ง เซ็นเตอร์

ที่จริงแล้วนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เอฟเอสจีเปิดทางให้นักลงทุนภายนอกเข้ามาถือหุ้นส่วนน้อย เพราะเมื่อเดือนกันยายน 2023 บริษัทลงทุนด้านกีฬา Dynasty Equity เคยเข้าซื้อหุ้นส่วนน้อยจำนวนเล็กน้อยในสโมสรมาแล้ว โดยลิเวอร์พูลระบุว่าเงินทุนดังกล่าวจะถูกนำไปใช้ลดหนี้และเป็นค่าใช้จ่ายด้านการลงทุนที่เกี่ยวข้องกับแอนฟิลด์ เอเอ็กซ์เอ เทรนนิ่ง เซ็นเตอร์ และโครงการอื่น ๆ ดังนั้นดีลกับกลุ่มบาเทีย-เบโซส-ซาเวริน จึงเป็นเพียงก้าวต่อไปของกลยุทธ์การเปิดรับทุนภายนอกที่เอฟเอสจีดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง โดยไม่จำเป็นต้องสละอำนาจควบคุมสโมสร

ปมร้อน: อเมซอนถือลิขสิทธิ์พรีเมียร์ลีก แล้วจะขัดกันหรือไม่

ประเด็นที่แฟนบอลและนักวิเคราะห์ตั้งคำถามมากที่สุดคือความเป็นไปได้ที่จะเกิดผลประโยชน์ทับซ้อน เพราะอเมซอน ไพรม์ วิดีโอ เป็นผู้ลงทุนถือลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดพรีเมียร์ลีกในช่วงหลายปีที่ผ่านมา และยังไม่ชัดเจนว่านักลงทุนที่มีหุ้นในผู้แพร่ภาพกระจายเสียงจะสามารถถือหุ้นในทีมของลีกเดียวกันได้หรือไม่

อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญด้านฟุตบอลอังกฤษให้ความเห็นชัดเจนว่าเบโซสจะไม่ถูกกีดกันจากการซื้อลิเวอร์พูลเพราะบทบาทของเขาในอเมซอน เนื่องจากเขาเป็นเพียงส่วนหนึ่งของกลุ่มทุน ไม่ใช่อเมซอนที่เข้าซื้อหุ้นในสโมสรโดยตรง และปัจจุบันไม่มีกฎของพรีเมียร์ลีกที่ระบุว่าเจ้าของสโมสรจะมีผลประโยชน์ในผู้แพร่ภาพกระจายเสียงไม่ได้ ปัญหาจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่ออเมซอนในฐานะบริษัท ไม่ใช่เบโซสในฐานะบุคคล เป็นผู้เข้าควบคุมสโมสรเท่านั้น ซึ่งยังไม่ใช่สิ่งที่อยู่ในแผนตอนนี้

จังหวะที่ลิเวอร์พูลกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่าน

ดีลนี้เกิดขึ้นในจังหวะที่น่าสนใจสำหรับลิเวอร์พูล เพราะแม้จะเพิ่งคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกในฤดูกาล 2024-25 แต่สโมสรกำลังเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านหลังการจากไปของผู้จัดการทีมอาร์เน สล็อต และกองหน้าตัวความหวังอย่างโมฮาเหม็ด ซาลาห์ ซึ่งสอดคล้องกับที่แฟนบอลติดตามข่าวการเปลี่ยนแปลงทีมงานและนักเตะของลิเวอร์พูลมาตลอดช่วงซัมเมอร์นี้ การมีกลุ่มทุนใหม่ระดับโลกเข้ามาในจังหวะที่สโมสรกำลังปรับโครงสร้างทีม อาจสร้างความมั่นใจให้แฟนบอลว่าสโมสรจะมีกำลังทรัพย์เพียงพอสำหรับการลงทุนในตลาดซื้อขายนักเตะต่อไปในระยะยาว แม้เอฟเอสจีจะยังคงเป็นผู้ตัดสินใจหลักด้านนโยบายทีมก็ตาม

กระแสทุนต่างชาติที่ถาโถมเข้าสู่พรีเมียร์ลีก

ดีลลิเวอร์พูลไม่ได้เกิดขึ้นอย่างโดดเดี่ยว แต่เป็นส่วนหนึ่งของกระแสใหญ่ที่มหาเศรษฐีอเมริกันหลั่งไหลเข้าสู่วงการฟุตบอลอังกฤษอย่างต่อเนื่องความสนใจของเบโซสในดีลนี้ตอกย้ำให้เห็นว่าพรีเมียร์ลีกกลายเป็นสิ่งที่น่าดึงดูดใจสำหรับนักลงทุนชาวอเมริกันที่มีเงินทุนหนามากขึ้นเรื่อย ๆ และหากดีลสำเร็จ ก็จะเพิ่มจำนวนมหาเศรษฐีอเมริกันที่เข้ามาถือครองสโมสรฟุตบอลอังกฤษให้มากขึ้นไปอีก นอกจากนี้ยังมีการมองว่ามูลค่าดีลนี้อาจส่งผลกระทบเชิงบวกต่อการประเมินมูลค่าของสโมสรคู่แข่งอย่างแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์กด้วยเช่นกัน เนื่องจากราคาที่นักลงทุนยินดีจ่ายเพื่อครองหุ้นส่วนน้อยในสโมสรระดับหัวแถวของพรีเมียร์ลีกกำลังพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

สำหรับสำหรับตัวเอฟเอสจีเองก็เช่นกัน การเปิดรับทุนใหม่ในลักษณะนี้จะกลายเป็นผลตอบแทนก้อนใหญ่โดยไม่ต้องสูญเสียอำนาจควบคุมสโมสรแต่อย่างใด ซึ่งเป็นกลยุทธ์ที่เจ้าของสโมสรกีฬาระดับโลกจำนวนมากเริ่มนำมาใช้มากขึ้นในช่วงหลัง เพื่อสร้างสภาพคล่องทางการเงินโดยไม่กระทบต่อทิศทางการบริหารระยะยาว

ท้ายที่สุดแล้ว หากดีลระหว่างกลุ่มทุนบาเทีย-เบโซส-ซาเวริน กับเอฟเอสจี เสร็จสมบูรณ์ตามที่หลายสำนักข่าวคาดการณ์ นี่จะกลายเป็นหนึ่งในดีลการลงทุนสโมสรฟุตบอลที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์วงการกีฬาโลก และเป็นสัญญาณชัดเจนว่าเส้นแบ่งระหว่างวงการเทคโนโลยี สื่อ และฟุตบอลกำลังพร่าเลือนลงเรื่อย ๆ คำถามที่น่าคิดต่อไปคือ เมื่อบุคคลที่ร่ำรวยที่สุดในโลกเริ่มเข้ามาถือหุ้นในทีมโปรดของแฟนบอล จะยังมีอะไรเหลือให้แฟนบอลรู้สึกเป็นเจ้าของสโมสรร่วมกันได้อีกหรือไม่

สรุปประเด็นสำคัญ

  • กลุ่มทุนที่นำโดยอามิต บาเทีย ซึ่งมีเจฟฟ์ เบโซส และเอดูอาร์โด้ ซาเวริน ร่วมอยู่ด้วย ใกล้บรรลุดีลซื้อหุ้นราว 30% ในลิเวอร์พูลจากเอฟเอสจี
  • มูลค่าดีลอยู่ที่ราว 1.35 พันล้านปอนด์ ทำให้มูลค่ารวมของสโมสรพุ่งสูงถึงเกือบ 6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือเพิ่มขึ้นเกือบ 13 เท่าจากราคาซื้อเมื่อปี 2010
  • เอฟเอสจีจะยังคงเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่และควบคุมสโมสรต่อไป เพราะดีลนี้เป็นการลงทุนหุ้นส่วนน้อย ไม่ใช่การเทกโอเวอร์
  • เบโซสปัจจุบันร่ำรวยเป็นอันดับ 3 ของโลกด้วยทรัพย์สินกว่า 280,000 ล้านดอลลาร์ และนี่จะเป็นการลงทุนในทีมกีฬาระดับโลกครั้งแรกของเขา
  • ดีลนี้เกิดขึ้นท่ามกลางกระแสทุนอเมริกันที่หลั่งไหลเข้าสู่พรีเมียร์ลีกอย่างต่อเนื่อง และเกิดขึ้นในจังหวะที่ลิเวอร์พูลกำลังเปลี่ยนผ่านทีมครั้งใหญ่

คำถามที่พบบ่อย

ดีลเจฟฟ์ เบโซส ซื้อหุ้นลิเวอร์พูลคืบหน้าถึงไหนแล้ว ล่าสุดมีรายงานว่าทั้งสองฝ่ายบรรลุข้อตกลงในหลักการแล้ว และอาจมีการประกาศดีลอย่างเป็นทางการได้ภายในสัปดาห์นี้ แม้ธุรกรรมจะยังไม่เสร็จสมบูรณ์ตามกฎหมายก็ตาม

เบโซสจะซื้อหุ้นลิเวอร์พูลกี่เปอร์เซ็นต์ กลุ่มทุนที่นำโดยอามิต บาเทีย ซึ่งมีเบโซสและซาเวรินร่วมอยู่ด้วย กำลังเจรจาซื้อหุ้นราว 30% ของสโมสร โดยไม่ใช่การเข้าควบคุมสโมสรทั้งหมด

ดีลนี้มูลค่าเท่าไหร่ มีรายงานว่าดีลนี้มีมูลค่าราว 1.35 พันล้านปอนด์สำหรับหุ้น 30% ซึ่งจะทำให้มูลค่ารวมของสโมสรลิเวอร์พูลอยู่ที่ประมาณ 4.4 พันล้านปอนด์ หรือใกล้เคียง 6,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

เอฟเอสจียังคงเป็นเจ้าของลิเวอร์พูลต่อไปหรือไม่ ใช่ เอฟเอสจีจะยังคงเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่และมีอำนาจควบคุมสโมสรต่อไปตามเดิม เพราะดีลนี้เป็นการขายหุ้นส่วนน้อยเพื่อระดมทุน ไม่ใช่การขายกิจการทั้งหมด

ใครคืออามิต บาเทีย ผู้นำกลุ่มทุนนี้ อามิต บาเทียเป็นนักธุรกิจชาวอังกฤษเชื้อสายอินเดีย ลูกเขยของลักษมี มิตตัล มหาเศรษฐีวงการเหล็กของอินเดีย เคยเป็นผู้บริหารและผู้ถือหุ้นสโมสรควีนส์ปาร์ค เรนเจอร์สมาก่อน

การที่อเมซอนถือลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดพรีเมียร์ลีกจะขัดกับการที่เบโซสถือหุ้นลิเวอร์พูลหรือไม่ ไม่ขัดกัน เพราะปัจจุบันไม่มีกฎของพรีเมียร์ลีกที่ห้ามเจ้าของสโมสรมีผลประโยชน์ในผู้แพร่ภาพกระจายเสียง และดีลนี้เป็นการลงทุนส่วนบุคคลของเบโซส ไม่ใช่การเข้าซื้อของบริษัทอเมซอนโดยตรง

เอดูอาร์โด้ ซาเวรินเคยพยายามซื้อสโมสรฟุตบอลอังกฤษมาก่อนหรือไม่ เคย เขาเคยเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มทุนที่พยายามเข้าซื้อสโมสรเชลซีในการประมูลปี 2022 แต่ไม่ประสบความสำเร็จ ก่อนจะกลับมาลงทุนในวงการฟุตบอลอังกฤษอีกครั้งผ่านดีลลิเวอร์พูลนี้

ทำไมลิเวอร์พูลถึงมีมูลค่าสูงขึ้นมากตั้งแต่เอฟเอสจีเข้าซื้อกิจการ เอฟเอสจีซื้อลิเวอร์พูลด้วยเงิน 300 ล้านปอนด์เมื่อปี 2010 ขณะสโมสรมีปัญหาการเงิน จากนั้นบริหารจนคว้าแชมป์แชมเปียนส์ลีกและพรีเมียร์ลีก พร้อมปรับปรุงสนามแอนฟิลด์และสร้างศูนย์ฝึกซ้อมใหม่ ทำให้มูลค่าสโมสรเพิ่มขึ้นเกือบ 13 เท่าในรอบ 16 ปี