ถามตรงๆ เลย — ทีมที่ถูกปักหมุดว่ามีศักยภาพชิงแชมป์โลก แต่อุ่นเครื่องสองนัดได้ประตูจริงๆ เป็นศูนย์ ต้องพึ่งจุดโทษทั้งหมด แบบนี้จะสร้างความมั่นใจให้แฟนบอลได้อย่างไร? นั่นคือโจทย์ที่หนักที่สุดของ โรนัลด์ คูมัน กุนซือทีมชาติเนเธอร์แลนด์ ในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนลงทัวร์นาเมนต์ ฟุตบอลโลก 2026 บนแผ่นดินอเมริกาเหนือ
ยังไม่พอ เมื่อการอุ่นเครื่องนัดสุดท้ายพบ อุซเบกิสถาน ที่นิวยอร์กเมื่อคืนวันจันทร์ที่ผ่านมา ยังส่งข่าวร้ายเพิ่มอีกหนึ่งชิ้น นายด่านตัวหลัก บาร์ท แฟร์บรุกเกน เจ็บสะโพกจนต้องออกจากสนาม ทำให้รายชื่อปัญหาที่คูมันต้องแก้ยาวขึ้นอีกอย่างน่าหนักใจ
อุ่นเครื่องสองนัด สองหายนะ ที่ “ชนะ” แต่ไม่มีใครดีใจ
ภาพรวมการเตรียมทีมของเนเธอร์แลนด์ก่อนลงสนามจริงนั้นออกมาในแบบที่ไม่มีใครคาดคิด นัดแรกพบ แอลจีเรีย ที่สนามเหย้า เดอ ไกป์ กรุงร็อตเทอร์ดัม เมื่อวันที่ 3 มิถุนายน “ออรันเย่” พลาดท่าแพ้ 0-1 คาบ้านตัวเอง ซึ่งนับเป็นเพียงครั้งที่สี่ในประวัติศาสตร์ที่ทีมชาติเนเธอร์แลนด์แพ้นัดสุดท้ายในบ้านก่อนเข้าทัวร์นาเมนต์ใหญ่
หลังจากนั้น บินลัดฟ้าข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกมายังสหรัฐอเมริกา นัดที่สองพบ อุซเบกิสถาน ที่สนามไอคาห์น สเตเดียม เมืองนิวยอร์ก ซึ่งเป็นนัดอุ่นเครื่องนัดสุดท้ายก่อนเข้าสู่กลุ่มเอฟของฟุตบอลโลก ผลออกมาคือชนะ 2-1 แต่ประตูทั้งสองลูกของ โคดี กัคโป เป็นลูกโทษทั้งคู่ และยังเกือบเสียผลแบบยับเมื่อถูกตีเสมอในช่วงทดเวลาบาดเจ็บนาทีที่ 92 ก่อนที่กัคโปจะพลิกนำอีกครั้งในนาทีที่ 98 อย่างหวาดเสียว
ระหว่างนั้นยังมีเหตุการณ์ที่ทำให้หนักใจยิ่งขึ้น เมื่อ กุส ทิล ถูกไล่ออกจากสนามในนาทีที่ 86 หลังจากการพิจารณาของระบบวิดีโอช่วยตัดสิน (VAR) ในความผิดฐานใช้มือ ซึ่งยังไม่ชัดเจนว่าจะส่งผลให้เขาโดนแบนในเกมฟุตบอลโลกหรือไม่
คูมันยอมรับตรงๆ: “ไม่มีความเฉียบคม”
หลังเกม กุนซือวัย 63 ปีออกมาพูดตรงๆ ผ่านสื่อเครือข่าย เอ็นโอเอส โดยไม่ปิดบังความกังวลของตัวเอง
“ในสองนัดที่ผ่านมา เรายิงได้สองประตูจากลูกจุดโทษ ซึ่งทำให้เราปวดหัวเล็กน้อย” คูมันกล่าว
“วันนี้เรามีโอกาสสำคัญสองหรือสามครั้งในครึ่งแรก ซัมเมอร์วิลล์รับบอลได้ไม่ดี มาเลนมีโอกาสสับไก เราสร้างโอกาสได้ แต่ไร้ความเฉียบคม”
“สิ่งที่ดีคืออย่างน้อยคุณก็สร้างโอกาสได้ ถ้าสิ่งนั้นไม่เกิดขึ้น มันจะเป็นปัญหาใหญ่กว่า แต่เราก็มีคุณภาพที่จะทำประตูได้เช่นกัน เพียงแต่ว่ามันไม่ได้เกิดขึ้นในสองนัดกระชับมิตรที่ผ่านมา”
นี่คือการยอมรับที่น่าสนใจ เพราะคูมันไม่ได้ปฏิเสธปัญหา แต่เลือกที่จะชี้ว่าโอกาสยังมีอยู่ เพียงแต่ผู้เล่นยังแปลงมันเป็นประตูไม่ได้ ซึ่งในแง่หนึ่งก็เป็นสัญญาณบวก แต่ในอีกแง่หนึ่ง ถ้าความไร้ประสิทธิภาพนี้ยังคงมีต่อไปในสนามจริง ทีมอาจต้องจ่ายราคาแพงมาก
รากเหง้าของปัญหา: การสูญเสียที่กระจุกตัว
เพื่อทำความเข้าใจว่าทำไมการรุกของ “ออรันเย่” จึงดูฝืดขนาดนี้ ต้องย้อนดูรายชื่อผู้เล่นที่หายไปก่อนเข้าทัวร์นาเมนต์
การสูญเสียที่หนักที่สุดคือ ซาวี ซิมอนส์ กองกลางสร้างสรรค์ของท็อตแนม ที่ต้องพักยาวจากอาการบาดเจ็บเอ็นไขว้หน้าข้อเข่าในเดือนเมษายน ซิมอนส์ถูกมองว่าเป็นตัวจักรสำคัญที่สุดในแนวรุกของทีม และการขาดหายไปของเขาทำให้ภาระด้านการสร้างเกมตกไปอยู่ที่ ไทยยานี เรนเดอร์ส และ เตอน คูเปอร์ไมเนอร์ส ซึ่งเก่งในบทบาทมิดฟิลด์ลึกมากกว่าการเป็นตัวเชื่อมจบประตู
นอกจากนี้ยังมีการสูญเสียในแนวรับต่อเนื่อง โดยทั้ง มัตไธส์ เดอ ลิกต์ และ สเตฟาน เดอ ฟรี ไม่สามารถร่วมทีมได้ และล่าสุด เยอร์รีน ทิมเบอร์ ก็ต้องออกจากชุดเนื่องจากบาดเจ็บก่อนเกมพบอุซเบกิสถาน โดยมี ลุตชาเรล เฮร์ทรือดา เข้ามาเสริมแทน
ในเกมพบอุซเบกิสถาน ดอนเนล มาเลน ยังพลาดโอกาสทำประตูหลายครั้งในขณะที่ บรีอัน บร็อบเบย์ มีประตูถูกตัดสิทธิ์เนื่องจากล้ำหน้า ทำให้ทีมต้องพึ่งพาการเตะจุดโทษของกัคโปอย่างเบ็ดเสร็จ
วิกฤตนายด่าน: ข่าวร้ายที่ไม่ทันตั้งตัว
หากปัญหาแนวรุกยังพอมีทางแก้ได้ด้วยการเพิ่มความเข้มข้นในการฝึกซ้อม วิกฤตที่เกิดขึ้นกับตำแหน่งผู้รักษาประตูนั้นสร้างความกังวลในระดับที่ต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง
ระหว่างเกมพบอุซเบกิสถาน บาร์ท แฟร์บรุกเกน ผู้รักษาประตูหมายเลขหนึ่งของทีม ต้องออกจากสนามในครึ่งหลังหลังจากร่วงพื้นอย่างหนักขณะตัดบอลกลางอากาศ ส่งผลให้เขาถนอมขาขวาและ มาร์ค เฟลกเกน ต้องเข้ามาแทนที่
แฟร์บรุกเกนสามารถเดินออกจากสนามได้ด้วยตัวเอง แต่อาการบาดเจ็บนี้ยังน่าเป็นห่วงอย่างมาก เนื่องจากเขาเป็นตัวหลักของประตูก่อนเปิดฉากพบญี่ปุ่นในอีกเพียง 5 วัน หากเขาไม่ฟื้นทันก็มีแนวโน้มสูงที่ มาร์ค เฟลกเกน จะได้รับโอกาสเริ่มเกม
ชื่อ บาร์ท แฟร์บรุกเกน อาจยังไม่คุ้นหูแฟนบอลบางส่วน แต่ในวงการฟุตบอลยุโรป ผู้รักษาประตูวัย 23 ปีจากไบรตัน รายนี้ถูกมองว่าเป็น “เอ็ดวิน ฟาน เดอร์ ซาร์” คนต่อไปของเนเธอร์แลนด์ มีการกระโดดคว้าบอล ความกล้าในการออกมาตัดเกม และการส่งบอลเท้าที่ดีในระดับที่หาได้ยากจากผู้รักษาประตูอายุเท่านี้ การที่เขาต้องเสี่ยงลงสนามแบบไม่สมบูรณ์หรือต้องนั่งดูจากอัฒจันทร์เป็นข่าวที่ทีมชาติเนเธอร์แลนด์ไม่ต้องการเลยในเวลานี้
แนวรับ “สาปสนิท” ที่ไม่มีทีมไหนอยากเจอ
ท่ามกลางเมฆหมอกที่ปกคลุมการเตรียมทีม มีจุดหนึ่งที่ยังคงสว่างไสวอยู่เสมอนั่นคือแนวรับ
เนเธอร์แลนด์ครอบครองแนวรับที่แน่นหนาด้วยผู้เล่นระดับพรีเมียร์ลีก ไม่ว่าจะเป็น เวอร์กิล ฟาน ไดก์, มิกกี ฟาน เดอ เฝน, ยอร์เรล ฮาโต และ เยอร์รีน ทิมเบอร์ ซึ่งแม้ว่าทิมเบอร์จะต้องออกจากทีมในที่สุด แต่ยาน พอล ฟาน เฮคเค ก็ยังเป็นตัวเลือกที่เชื่อถือได้
กองหลังอย่าง ฟาน ไดก์ คือแกนหลักของทีมที่ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม ยังคงเป็นศูนย์รวมความมั่นคงให้กับทีมชาติมาโดยตลอด ในขณะที่ ฟาน เดอ เฝน ยังคงเป็นกองหลังที่รวดเร็วที่สุดคนหนึ่งในโลกและมีสมรรถภาพร่างกายในระดับที่ไม่มีทีมใดอยากเผชิญในเกมเคาน์เตอร์แอทแทค
พลังแห่งการจ่ายบอล: มิดฟิลด์ระดับโลกที่ยังรอแสดงฝีมือ
หากแนวรับคือ “เกราะ” ของทีมชาติเนเธอร์แลนด์ แนวกลางก็คือ “สมอง”
ไตรภาคของ เฟรนกี เดอ ยง, ไรอัน กราเวนเบิร์ก และ ไทยยานี เรนเดอร์ส ถือเป็นหนึ่งในสามคู่กลางที่น่ากลัวที่สุดในทัวร์นาเมนต์นี้ เดอ ยง มีความสามารถในการเคลื่อนที่ออกจากเส้นหลังและพาบอลขึ้นมาแบบที่ไม่มีมิดฟิลด์คนไหนทำได้ กราเวนเบิร์ก ผู้ใหญ่ขึ้นอย่างก้าวกระโดดในฤดูกาลนี้ที่ลิเวอร์พูล มีพลังงานในการสกัดและกดดันที่ไม่มีวันหมด ส่วน เรนเดอร์ส แห่งเอซี มิลาน เป็นตัวเชื่อมระหว่างกลางและหน้าที่ฉลาดหลักแหลมที่สุดในทีม
ปัญหาคือ ทั้งสามคนล้วนเก่งในการ “ส่งบอล” มากกว่าการ “จบสกอร์” และเมื่อขาดซิมอนส์ ซึ่งเป็นตัวแปลเกมกลางให้กลายเป็นโอกาสทำประตูไปเสียแล้ว ภาระนั้นจึงตกอยู่ที่แนวหน้าล้วนๆ
แนวหน้า: ผีเสื้อกลายร่างหรือดักแด้ที่ยังรอ?
นี่คือจุดที่เจ็บปวดที่สุดของ “ออรันเย่” ในฤดูกาลนี้
กัคโป รับหน้าที่นำทัพในบทบาทกองหน้า และแม้จะเป็นผู้ยิงประตูหลักในนัดอุ่นเครื่อง แต่ประตูทั้งสองล้วนมาจากจุดโทษ ซึ่งไม่ใช่สัญญาณที่น่าเชื่อมั่นสักเท่าไหร่สำหรับการรับมือกับทีมระดับโลก
มาเลน ที่มีความเร็วและทักษะการเคลื่อนที่ที่ดีเยี่ยม ยังหาเวอร์ชั่นที่ดีที่สุดของตัวเองไม่เจอ เมมฟิส เดอปาย นักเตะที่เป็นผู้ทำประตูสูงสุดตลอดกาลของทีมชาติ มีวันที่ดีสลับกับวันที่แย่อย่างคาดเดาไม่ได้ ส่วน นัว ลัง ที่เล่นให้พีเอสวี ก็ยังต้องพิสูจน์ตัวเองในระดับทัวร์นาเมนต์ใหญ่
คำถามจึงไม่ใช่ว่าเนเธอร์แลนด์มีผู้เล่นเก่งหรือไม่ เพราะเก่งอย่างชัดเจน คำถามที่แท้จริงคือ ภายใต้แรงกดดันอันมหาศาลของฟุตบอลโลก ใครคนใดคนหนึ่งจะลุกขึ้นมาเป็น “ตัวจบ” ที่ทีมต้องการได้บ้าง?
ฝ่ายตรงข้ามรู้ปัญหา และญี่ปุ่นอาจใช้มันให้เป็นประโยชน์
ชื่อ ญี่ปุ่น ในฐานะคู่แรกของกลุ่มเอฟเมื่อวันที่ 14 มิถุนายนที่ดัลลาส ฟังดูเหมือนงานที่เนเธอร์แลนด์น่าจะจัดการได้ แต่ในโลกความเป็นจริง ทีมชาติญี่ปุ่นในยุคปัจจุบันไม่ใช่ทีมที่ใครควรประมาทอีกต่อไปแล้ว
ญี่ปุ่นมีนักเตะเล่นอยู่ในลีกชั้นนำยุโรปมากกว่าเคย และรูปแบบการเล่นแบบกดดันสูงความเข้มข้นสูงของพวกเขาอาจเป็นยาขมสำหรับทีมที่กำลังมีปัญหาเรื่องความคมในการจบสกอร์อยู่พอดี เพราะถ้าเนเธอร์แลนด์ยิงไม่เข้า แต่ญี่ปุ่นได้ลูกจากการกดดันและทำประตูได้สักลูก ภาพที่ออกมาอาจสร้างความตกตะลึงให้วงการฟุตบอลโลกได้อีกครั้ง
บทสรุป: ระหว่างศักยภาพกับความจริง
เนเธอร์แลนด์ในวันนี้คือทีมที่ “มีทุกอย่างบนกระดาษ” แต่ยังต้องพิสูจน์ตัวเองบนสนาม ฐานแนวรับที่แน่นหนา มิดฟิลด์ระดับโลก และผู้เล่นที่ผ่านการพิสูจน์ในลีกชั้นนำล้วนชี้ว่านี่คือทีมที่มีสิทธิ์ไปได้ไกล
แต่การอุ่นเครื่องที่ผ่านมาก็ส่งสัญญาณเตือนที่ชัดเจนเช่นกัน ปัญหาการรุก การบาดเจ็บซ้ำซ้อนในแนวรับ และอาการไม่แน่ใจของนายด่านหลัก คือสิ่งที่คูมันต้องนำไปขบคิดอย่างหนักในช่วงเวลาไม่กี่วันที่เหลืออยู่
คูมันพูดถูกที่ว่า “ถ้าไม่ได้สร้างโอกาส มันจะเป็นปัญหาใหญ่กว่า” โอกาสยังมีอยู่ แต่ถ้าทีมยังแปลงโอกาสเป็นประตูไม่ได้ในฟุตบอลโลก ไม่มีคำพูดใดบนโลกที่จะเอาใจแฟนบอล “ออรันเย่” ได้
แล้วคุณคิดว่า เนเธอร์แลนด์จะเอาชนะญี่ปุ่นในนัดเปิดสนามได้ไหม? หรือวิกฤตที่กำลังสะสมอยู่นี้จะระเบิดออกมาในช่วงเวลาที่เลวร้ายที่สุด?