ลองจินตนาการว่าคุณทุ่มเงินก้อนโตซื้อของชิ้นหนึ่งที่หวังว่าจะเปลี่ยนชีวิตคุณ แต่ผ่านไปแค่สิบสองเดือน คุณกลับต้องรีบขายทิ้งในราคาที่ต่ำกว่าที่ซื้อมา นี่ไม่ใช่เรื่องของนักลงทุนอสังหาริมทรัพย์ที่พลาดจังหวะตลาด แต่คือสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นกับ เอซี มิลาน สโมสรฟุตบอลระดับตำนานของอิตาลี กับนักเตะที่ชื่อ คริสโตเฟอร์ เอ็นกุนกู
ย้อนกลับไปเมื่อฤดูร้อนปี 2025 มิลานทุ่มเงินมหาศาลถึง 37 ล้านยูโร บวกโบนัสอีก 5 ล้านยูโร เพื่อดึงตัวกองหน้าชาวฝรั่งเศสรายนี้มาจากเชลซี พร้อมความหวังว่าเขาจะเป็นกุญแจสำคัญที่พาทีมกลับไปทวงบัลลังก์แชมป์ กัลโช เซเรีย อา แต่วันนี้ เรื่องราวกลับพลิกผันอย่างสิ้นเชิง เมื่อสโมสรตัดสินใจตั้งราคาขาย 35 ล้านยูโร และประกาศชัดเจนว่าเขาไม่ได้อยู่ในแผนของทีมอีกต่อไป
คำถามที่น่าสนใจคือ อะไรทำให้นักเตะที่เคยเป็นดาวซัลโวบุนเดสลีกา และเคยคว้าแชมป์ระดับโลกกับเชลซี กลายเป็นชื่อที่ถูกผลักออกจากห้องแต่งตัวภายในเวลาไม่ถึงหนึ่งปี บทความนี้จะพาไปเจาะลึกทุกมิติของดราม่าตลาดนักเตะที่กำลังร้อนแรงที่สุดในตอนนี้
จุดเริ่มต้นของจุดจบ ย้อนรอยดีลที่เคยฮือฮาทั่วยุโรป
เมื่อครั้งที่มิลานประกาศเซ็นสัญญากับเอ็นกุนกูในช่วงซัมเมอร์ปี 2025 แฟนบอลทั่วยุโรปต่างจับตามอง เพราะเขาคือชื่อที่มาพร้อมประวัติผลงานสุดจัดจ้าน ตลอดช่วงเวลาที่อยู่กับไลป์ซิก เขาลงสนามไปทั้งหมด 172 นัด ทำประตูได้ถึง 70 ลูก คว้าแชมป์เดเอฟเบ โพคาล 2 สมัย และรางวัลดาวซัลโวบุนเดสลีกาฤดูกาล 2022/23 ก่อนจะย้ายไปประดับดาวที่เชลซี ซึ่งเขาลงเล่นไป 62 นัด ทำได้ 18 ประตู พร้อมคว้าแชมป์ยูฟ่า ยูโรปา คอนเฟอเรนซ์ ลีก และแชมป์โลกสโมสร 2025
ด้วยสถิติระดับนี้ ไม่แปลกที่มิลานจะยอมทุ่มทุนมหาศาลเพื่อดึงตัวเขามาเสริมทัพ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นจริงในสนามกลับต่างจากที่คาดหวังไว้อย่างสิ้นเชิง เพราะตลอดฤดูกาลแรกในเสื้อสีแดงดำ เขาทำได้เพียง 6 ประตู กับ 3 แอสซิสต์ จากการลงสนาม 27 นัดในทุกรายการ ทั้งลีก อิตาเลียน ซูเปอร์ คัพ และโคปปา อิตาเลีย โดยมีเพียง 13 นัดเท่านั้นที่ได้ลงเป็นตัวจริง ยิ่งไปกว่านั้น เขาไม่ได้ลงเป็นตัวจริงในเซเรีย อาเลยนับตั้งแต่เกมเสมอโคโม 1-1 เมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ หลังจากนั้นก็ได้ลงสนามเพียงไม่กี่นาทีในแต่ละนัด ทั้งกับปาร์ม่า เครโมเนเซ่ อินเตอร์ ลาซิโอ และโตรีโน่
ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนให้เห็นชัดเจนว่า การลงทุนก้อนใหญ่ในตัวนักเตะรายหนึ่ง ไม่ได้การันตีความสำเร็จเสมอไป และนี่คือบทเรียนสำคัญที่วงการฟุตบอลยุคใหม่ต้องเผชิญซ้ำแล้วซ้ำเล่า เมื่อระบบการเล่นและปรัชญาของโค้ชเปลี่ยนไป นักเตะที่เคยเป็นดาวเด่นก็อาจกลายเป็นส่วนเกินได้ในพริบตา
เมื่อยุทธวิธีเปลี่ยน คนเก่งก็อาจไม่มีที่ยืน มิติเทคนิคที่คนนอกวงการอาจมองข้าม
หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่สุดที่ทำให้เอ็นกุนกูตกขบวนที่มิลาน ไม่ใช่เรื่องฝีเท้าหรือความสามารถส่วนตัว แต่คือ “ความเข้ากันได้ทางยุทธวิธี” ซึ่งเป็นศาสตร์สำคัญของฟุตบอลสมัยใหม่ที่แฟนบอลควรทำความเข้าใจให้ลึกซึ้ง
จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นเมื่อมิลานตัดสินใจปลด มัสซิมิเลียโน อัลเลกรี ออกจากตำแหน่งหลังจบฤดูกาลที่ทีมจบเพียงอันดับ 5 พลาดโควตาแชมเปียนส์ลีก แล้วดึงตัว รูเบน อาโมริม อดีตกุนซือแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เข้ามารับตำแหน่งแทน โดยอาโมริมถูกปลดจากโอลด์ แทรฟฟอร์ดเมื่อเดือนมกราคม หลังคุมทีมไปเพียง 63 นัด ก่อนจะเข้ามาแทนที่อัลเลกรีที่ถูกปลดเพราะพาทีมพลาดโควตาแชมเปียนส์ลีก
จุดที่น่าสนใจคือ อาโมริมมีชื่อเสียงในฐานะโค้ชที่ยึดมั่นในระบบ 3-4-3 อย่างเหนียวแน่น และไม่ค่อยยืดหยุ่นปรับเปลี่ยนรูปแบบการเล่นให้เข้ากับนักเตะที่มีอยู่ ซึ่งเป็นจุดอ่อนที่เคยถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักในช่วงที่คุมแมนฯ ยูไนเต็ด โดยมีรายงานว่าพฤติกรรมที่แปรปรวนทางอารมณ์ และการปฏิเสธที่จะปรับเปลี่ยนระบบ 3-4-3 อันเป็นที่รักของเขา คือปัจจัยสำคัญที่ทำให้สโมสรตัดสินใจปลดเขาออก
เมื่อมาถึงมิลาน อาโมริมยังคงยึดปรัชญาเดิม โดยวางระบบที่ใช้กองหน้าคู่ในตำแหน่งหมายเลข 10 คู่ขนาน ซึ่งด้วยความที่โค้ชนิยมระบบที่มีหมายเลข 10 สองคน ทำให้เอ็นกุนกูวัย 28 ปี ซึ่งเคยถูกคาดหวังให้รับบทบาทสำคัญตรงกลาง ต้องกลายเป็นตัวเลือกที่ไม่มีที่ยืนในแผนการเล่น เพราะตำแหน่งดังกล่าวถูกจองไว้ให้กับ ราฟาเอล เลเอา และ คริสเตียน พูลิซิช ซึ่งทั้งคู่คือนักเตะที่โค้ชวางใจให้เป็นแกนหลักของทีม
นี่คือตัวอย่างคลาสสิกของสิ่งที่นักวิเคราะห์ฟุตบอลเรียกว่า “Positional Mismatch” หรือความไม่ลงตัวด้านตำแหน่ง กล่าวคือ นักเตะอาจมีฝีเท้าดีเยี่ยมในเชิงเทคนิคส่วนตัว แต่หากรูปแบบการเคลื่อนที่ การกดดันคู่แข่ง หรือบทบาทที่ระบบต้องการไม่ตรงกับจุดแข็งของนักเตะคนนั้น ผลลัพธ์ที่ได้ก็คือการที่นักเตะระดับโลกกลายเป็นเพียงตัวสำรองที่ไม่ได้ลงสนาม สิ่งนี้ตอกย้ำให้เห็นว่า วิทยาศาสตร์การกีฬาในยุคปัจจุบันไม่ได้จำกัดอยู่แค่เรื่องฟิตเนสหรือโภชนาการเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมไปถึงการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงยุทธวิธี ที่ตัดสินชะตากรรมอาชีพของนักเตะได้ในพริบตา
จากดาวซัลโวสู่ตัวเกิน แรงกดดันทางจิตใจที่คนดูมองไม่เห็น
สิ่งที่น่าสนใจไม่แพ้เรื่องยุทธวิธี คือมิติด้านจิตใจของนักฟุตบอลที่ต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงสถานะอย่างฉับพลัน จากผู้เล่นที่เคยเป็นดาวเด่นในทีมชาติฝรั่งเศส เคยเป็นดาวซัลโวบุนเดสลีกา กลายมาเป็นนักเตะที่ถูกกันออกจากการฝึกซ้อมร่วมกับเพื่อนร่วมทีม
ความเจ็บปวดที่แท้จริงไม่ได้อยู่ที่การไม่ได้ลงสนาม แต่อยู่ที่การถูกตัดขาดจากสังคมในทีม เพราะเอ็นกุนกูเป็นหนึ่งในผู้เล่นหลายคนที่ไม่เพียงแต่ถูกตัดออกจากทีมสำหรับเกมกระชับมิตรกับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด แต่ยังถูกกีดกันไม่ให้ฝึกซ้อมร่วมกับเพื่อนร่วมทีมด้วย โดยเขาถูกจัดกลุ่มร่วมกับนักเตะอีกสามรายที่ประสบชะตากรรมเดียวกัน คือ ยุสซุฟ โฟฟาน่า ฟิคาโย่ โทโมรี่ และ เดวิด โอโดกู
การถูกแยกออกจากกลุ่มฝึกซ้อมหลักในลักษณะนี้ ถือเป็นหนึ่งในบทลงโทษทางจิตวิทยาที่รุนแรงที่สุดในโลกฟุตบอลอาชีพ เพราะนักกีฬาระดับอาชีพส่วนใหญ่ผูกตัวตนของตนเองไว้กับการเป็นส่วนหนึ่งของทีม การถูกตัดขาดจากวงจรนี้ ไม่ต่างอะไรกับการถูกบอกเป็นนัยว่า “คุณไม่ใช่คนของเราอีกต่อไป” ซึ่งสามารถส่งผลกระทบต่อความมั่นใจ แรงจูงใจ และสภาพจิตใจของนักเตะได้อย่างมหาศาล
นี่คือสิ่งที่ทำให้แฟนบอลจำนวนมากรู้สึกเห็นใจ เพราะไม่ว่าจะเป็นนักเตะระดับโลกหรือคนธรรมดา การถูกปฏิเสธและถูกมองข้ามหลังจากทุ่มเทอย่างหนัก ล้วนสร้างบาดแผลทางใจไม่ต่างกัน สิ่งนี้ยังสะท้อนถึงประเด็นเรื่อง “วินัยและการยืนหยัด” ที่คนรุ่นใหม่จำนวนมากเชื่อมโยงกับกีฬา เพราะแม้จะเผชิญความผิดหวัง นักกีฬาอาชีพต้องเรียนรู้ที่จะรักษาความเป็นมืออาชีพ และมองหาโอกาสใหม่เพื่อพิสูจน์ตัวเองอีกครั้ง ไม่ต่างจากการทำงานในโลกความเป็นจริงที่บางครั้งเราต้องเผชิญกับการถูกลดบทบาท แต่สิ่งสำคัญคือการไม่ยอมแพ้และมองหาเส้นทางใหม่เสมอ
เกมธุรกิจเบื้องหลังสนามหญ้า เมื่อตัวเลขบัญชีสำคัญพอๆ กับผลงานในสนาม
ฟุตบอลยุคใหม่ไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยอารมณ์ความรู้สึกเพียงอย่างเดียว แต่ยังถูกกำหนดทิศทางด้วยตัวเลขทางบัญชีและกฎการเงินที่เข้มงวดขึ้นเรื่อยๆ กรณีของเอ็นกุนกูคือตัวอย่างชั้นดีที่แสดงให้เห็นว่า สโมสรฟุตบอลยุคนี้ต้องบริหารจัดการเหมือนธุรกิจขนาดใหญ่
ประเด็นสำคัญคือเรื่องของ “การขาดทุนทางบัญชี” (Capital Loss) ซึ่งเป็นแนวคิดที่แฟนบอลทั่วไปอาจไม่คุ้นเคย แต่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการตัดสินใจของสโมสร เนื่องจากมิลานทุ่มเงินไปทั้งสิ้น 37 ล้านยูโร บวกโบนัสอีก 5 ล้านยูโรเพื่อดึงตัวเอ็นกุนกูมาเมื่อฤดูร้อนที่แล้ว การจะหลีกเลี่ยงการขาดทุนทางบัญชี สโมสรจำเป็นต้องขายเขาแบบถาวรในราคาไม่ต่ำกว่า 30 ล้านยูโร ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงกว่าราคาตลาดในปัจจุบัน หรือไม่ก็ต้องปล่อยยืมตัวแบบมีเงื่อนไขบังคับซื้อขั้นต่ำ 22.6 ล้านยูโร
นี่คือเหตุผลที่มิลานตั้งราคาขายไว้ที่ 35 ล้านยูโร ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำที่จะไม่ขาดทุน แต่ก็ยังเปิดช่องให้เจรจาในรูปแบบสัญญายืมตัวพร้อมออปชั่นซื้อขาดได้ เพื่อเพิ่มโอกาสในการปิดดีลให้เร็วที่สุด
ด้านทีมที่สนใจก็มีความหลากหลายและน่าสนใจไม่แพ้กัน โดยมีรายงานจากสำนักข่าวชั้นนำอย่างสกาย สปอร์ต อิตาเลีย นักวิเคราะห์ตลาดนักเตะ มัตเตโอ โมเร็ตโต้ และมิลานนิวส์ ต่างยืนยันตรงกันว่ามีสองสโมสรจากเยอรมันที่กำลังจับตาดูสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ซึ่งก็คือไลป์ซิกและดอร์ทมุนด์ โดยเฉพาะไลป์ซิกที่ถือเป็นการกลับบ้านเก่าในเชิงสัญลักษณ์ เพราะเป็นสโมสรที่เคยปั้นเขาจนกลายเป็นดาวซัลโวระดับลีก ส่วนโรม่าเองก็เคยพยายามดึงตัวเอ็นกุนกูมาแล้วในช่วงตลาดนักเตะเดือนมกราคม และพร้อมที่จะกลับมาลองเจรจาอีกครั้งในรอบนี้
นอกจากนี้ยังมีรายงานจากอีกหลายแหล่งข่าวที่ระบุว่า มีสโมสรอื่นๆ ให้ความสนใจเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นบาร์เซโลนาที่ติดต่อไปยังตัวแทนของเขาโดยตรง เนื่องจากเฟร์ราน ตอร์เรสกำลังจะย้ายออกไปร่วมทีมปารีส แซงต์-แชร์กแมง รวมถึงกระแสข่าวจากสโมสรในตุรกีและซาอุดีอาระเบียที่เคยปรากฏมาก่อนหน้านี้ในช่วงต้นปี สะท้อนให้เห็นว่าแม้ผลงานในสนามจะไม่โดดเด่นในบริบทของมิลาน แต่ชื่อของเอ็นกุนกูยังคงมีมูลค่าทางการตลาดในสายตาของสโมสรอื่นๆ ทั่วยุโรป
สิ่งที่น่าจับตามองต่อไปคือทิศทางของตลาดนักเตะในยุคดิจิทัล ที่ข้อมูลสถิติเชิงลึก (Data Analytics) เข้ามามีบทบาทสำคัญในการประเมินมูลค่านักเตะมากขึ้นเรื่อยๆ สโมสรต่างๆ ไม่ได้ตัดสินใจซื้อขายจากชื่อเสียงเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่ใช้ข้อมูลเชิงลึกในการประเมินว่านักเตะคนนั้นจะเข้ากับระบบและปรัชญาการเล่นของทีมได้จริงหรือไม่ ก่อนจะตัดสินใจทุ่มเงินก้อนใหญ่ ซึ่งอาจเป็นบทเรียนราคาแพงที่มิลานได้เรียนรู้จากดีลนี้
บทสรุป เมื่อฟอร์มการเล่นและตัวเลขทางธุรกิจต้องเดินไปด้วยกัน
เรื่องราวของคริสโตเฟอร์ เอ็นกุนกู คือกระจกสะท้อนความโหดร้ายของวงการฟุตบอลอาชีพยุคใหม่ได้อย่างชัดเจน ที่ซึ่งฟอร์มการเล่น ระบบยุทธวิธี และตัวเลขทางธุรกิจ ล้วนเชื่อมโยงกันอย่างแยกไม่ออก นักเตะที่เคยเป็นความหวังราคา 42 ล้านยูโร อาจกลายเป็นภาระทางบัญชีได้ภายในเวลาเพียงหนึ่งปี หากไม่สามารถปรับตัวเข้ากับปรัชญาของโค้ชคนใหม่ได้ทัน
สิ่งที่น่าติดตามต่อจากนี้คือ เอ็นกุนกูจะเลือกเส้นทางไหนเพื่อพิสูจน์ตัวเองอีกครั้ง จะเป็นการกลับไปสู่อ้อมกอดของไลป์ซิกที่เคยปั้นเขาจนโด่งดัง หรือจะเลือกโรม่าที่พร้อมเปิดแขนรับ หรือแม้แต่ดอร์ทมุนด์ที่กำลังจับตามองอยู่ ไม่ว่าผลลัพธ์จะออกมาเป็นอย่างไร เรื่องนี้ก็เป็นบทเรียนสำคัญที่ตอกย้ำว่า ในโลกกีฬาอาชีพ ความสำเร็จในวันวานไม่เคยเป็นเครื่องการันตีที่นั่งในทีมของวันพรุ่งนี้ คำถามที่แท้จริงคือ นักเตะที่มีพรสวรรค์แต่ไม่เข้ากับระบบ ควรถูกตัดสินจากฝีเท้าล้วนๆ หรือควรถูกวัดจากความเข้ากันได้กับปรัชญาของทีมกันแน่
สรุปประเด็นสำคัญ
- มิลานตั้งราคาขายเอ็นกุนกูไว้ที่ 35 ล้านยูโร โดยเปิดทางให้เจรจาแบบยืมตัวพร้อมออปชั่นซื้อขาดได้
- สาเหตุหลักคือระบบ 3-4-3 ของโค้ชรูเบน อาโมริม ที่ใช้เลเอาและพูลิซิชในตำแหน่งหมายเลข 10 คู่ ทำให้ไม่มีที่ว่างสำหรับเอ็นกุนกู
- ตลอดฤดูกาลแรกที่มิลาน เขาทำได้เพียง 6 ประตู 3 แอสซิสต์ และไม่ได้ลงตัวจริงในเซเรีย อามาตั้งแต่กลางเดือนกุมภาพันธ์
- สโมสรที่สนใจหลักคือโรม่า ไลป์ซิก และดอร์ทมุนด์ โดยไลป์ซิกถือเป็นการกลับบ้านเก่าเชิงสัญลักษณ์
- มิลานต้องขายในราคาไม่ต่ำกว่า 30 ล้านยูโรเพื่อหลีกเลี่ยงการขาดทุนทางบัญชีจากดีลที่ซื้อมาด้วยราคา 42 ล้านยูโร
คำถามที่พบบ่อย
Q: ทำไมมิลานถึงตัดสินใจขายเอ็นกุนกูทั้งที่เพิ่งซื้อมาแค่ปีเดียว A: เพราะเขาไม่เข้ากับระบบ 3-4-3 ของโค้ชรูเบน อาโมริม ที่ให้ความสำคัญกับเลเอาและพูลิซิชในตำแหน่งหมายเลข 10 มากกว่า ทำให้เขาแทบไม่ได้ลงสนามในฤดูกาลที่ผ่านมา
Q: มิลานตั้งราคาขายเอ็นกุนกูไว้เท่าไร A: มิลานตั้งราคาไว้ที่ 35 ล้านยูโร โดยมีความเป็นไปได้ที่จะปรับรูปแบบเป็นสัญญายืมตัวพร้อมออปชั่นซื้อขาดเมื่อจบฤดูกาล
Q: สโมสรไหนบ้างที่สนใจดึงตัวเอ็นกุนกู A: สโมสรหลักที่สนใจคือโรม่า อาร์เบ ไลป์ซิก และโบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ นอกจากนี้ยังมีรายงานความสนใจจากบาร์เซโลนาและสโมสรในตะวันออกกลางด้วย
Q: เอ็นกุนกูเคยเล่นให้ไลป์ซิกมาก่อนหรือไม่ A: ใช่ เขาเคยเล่นให้ไลป์ซิกและกลายเป็นดาวซัลโวบุนเดสลีกาฤดูกาล 2022/23 ก่อนจะย้ายไปเชลซี ทำให้การกลับไปไลป์ซิกครั้งนี้ถือเป็นการกลับบ้านเก่า
Q: ทำไมเอ็นกุนกูถึงถูกตัดออกจากการฝึกซ้อมของมิลาน A: เขาเป็นหนึ่งในผู้เล่นหลายคนที่สโมสรตัดสินใจแยกออกจากกลุ่มฝึกซ้อมหลัก เนื่องจากไม่ได้อยู่ในแผนทีมสำหรับฤดูกาลนี้ พร้อมกับโฟฟาน่า โทโมรี่ และโอดูกู
Q: เอ็นกุนกูมีผลงานอย่างไรในฤดูกาลแรกกับมิลาน A: เขาทำได้ 6 ประตู 3 แอสซิสต์ จากการลงสนาม 27 นัดในทุกรายการ โดยมีเพียง 13 นัดที่ได้ลงเป็นตัวจริง และไม่ได้ลงตัวจริงในเซเรีย อาตั้งแต่กลางเดือนกุมภาพันธ์
Q: มิลานซื้อเอ็นกุนกูมาด้วยราคาเท่าไร A: มิลานทุ่มเงิน 37 ล้านยูโร บวกโบนัสอีก 5 ล้านยูโร เพื่อดึงตัวเขามาจากเชลซีเมื่อฤดูร้อนปี 2025
Q: ใครคือโค้ชคนปัจจุบันของเอซี มิลาน A: รูเบน อาโมริม อดีตกุนซือแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เข้ามารับตำแหน่งแทนมัสซิมิเลียโน อัลเลกรี ตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2026
Q: ทำไมระบบการเล่นของอาโมริมถึงไม่เหมาะกับเอ็นกุนกู A: เพราะอาโมริมนิยมใช้ระบบที่มีนักเตะตำแหน่งหมายเลข 10 สองคนเล่นคู่กัน ซึ่งตำแหน่งดังกล่าวถูกจองไว้ให้เลเอาและพูลิซิชแล้ว ทำให้เอ็นกุนกูไม่มีพื้นที่ในแผนการเล่น
Q: เอ็นกุนกูเคยประสบความสำเร็จอะไรบ้างกับเชลซี A: เขาลงเล่นให้เชลซี 62 นัด ทำได้ 18 ประตู พร้อมคว้าแชมป์ยูฟ่า คอนเฟอเรนซ์ ลีก และแชมป์โลกสโมสรปี 2025
Q: มิลานจำเป็นต้องขายเอ็นกุนกูในราคาเท่าไรเพื่อไม่ให้ขาดทุน A: สโมสรต้องขายแบบถาวรในราคาไม่ต่ำกว่า 30 ล้านยูโร เพื่อหลีกเลี่ยงการบันทึกผลขาดทุนทางบัญชีจากการลงทุนเดิม
Q: โรม่าเคยพยายามดึงตัวเอ็นกุนกูมาก่อนหรือไม่ A: ใช่ โรม่าเคยพยายามเจรจาดึงตัวเอ็นกุนกูมาแล้วในช่วงตลาดนักเตะเดือนมกราคมที่ผ่านมา และพร้อมกลับมาเจรจาใหม่อีกครั้งในรอบนี้