มอนคาดา จากมิลานสู่ฟอเรสต์ ชายผู้ค้นพบอัจฉริยะ กำลังจะเขียนบทใหม่ในพรีเมียร์ลีก

เขาคือชายที่มองเห็นอนาคตของ กีลียัน เอ็มบัปเป ตั้งแต่อายุ 12 ปี เขาคือสถาปนิกเงียบๆ ที่สร้างโมนาโกให้พิชิตลีก 1 และลุ้นรอบรองฯ แชมเปี้ยนส์ ลีก เขาคือคนที่นำ ราฟาเอล เลอาว์ มายืนบนเวที ซีเรีย อา ก่อนใคร แต่วันนี้ เจฟฟรี่ย์ มอนคาดา กลับยืนอยู่บนทางแยก — และน็อตติ้งแฮม ฟอเรสต์ กำลังเดินเข้ามาจับมือเขา


จากความล้มเหลวของมิลาน สู่โอกาสใหม่ในอังกฤษ

ฤดูกาล 2025-26 คือการสิ้นสุดของยุคสมัยหนึ่งที่ มิลาน ซิตี้ กราวด์ ของ “ปีศาจแดงดำ” ทีมจาก แลมแบร์โก พวกเขาใช้เวลาส่วนใหญ่ตลอดทั้งฤดูกาลในอันดับ 2 ของซีเรีย อา — ฟังดูดี แต่จบลงด้วยการพลาดโควต้าแชมเปี้ยนส์ ลีก ซึ่งเป็นหัวใจทางการเงินและเกียรติยศของสโมสรระดับยักษ์ใหญ่

ความล้มเหลวนั้นนำไปสู่การกวาดล้างครั้งใหญ่ทันทีหลังฤดูกาลปิดฉาก โดยมีทั้งกุนซือ มัสซิมิเลียโน่ อัลเลกรี, ผู้อำนวยการฝ่ายกีฬา อิกิ ตาเร่, ผู้อำนวยการฝ่ายเทคนิค เจฟฟรี่ย์ มอนคาดา และซีอีโอ จอร์โจ่ ฟูร์ลานี่ ต้องจากไปพร้อมกัน

ท่ามกลางความวุ่นวายที่มิลาน น็อตติ้งแฮม ฟอเรสต์ เดินเกมรุกอย่างเงียบๆ โดยได้ยื่นข้อเสนออย่างเป็นทางการต่ออดีตผู้อำนวยการฝ่ายเทคนิคมิลานรายนี้ โดยรายงานจาก จานลูกา ดิ มาร์ซิโอ นักข่าวผู้เชี่ยวชาญตลาดนักเตะชาวอิตาลีระบุว่าสโมสรอังกฤษส่งข้อเสนอถึงมอนคาดาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

คำถามที่ทุกคนอยากรู้คือ ทำไมน็อตติ้งแฮม ฟอเรสต์ ถึงต้องการชายคนนี้ และมอนคาดาคือใครกันแน่?


ฟอเรสต์ที่ว่างเปล่า — รอยแผลจาก เอดู กัสปาร์

ก่อนจะเข้าใจว่าทำไมมอนคาดาถึงสำคัญ ต้องย้อนดูสภาพของน็อตติ้งแฮม ฟอเรสต์ ณ ปัจจุบันก่อน

เอดู กัสปาร์ อดีตผู้อำนวยการฝ่ายกีฬาของอาร์เซนอล เข้ารับตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายฟุตบอลระดับโลกของฟอเรสต์ในเดือนกรกฎาคม 2568 ด้วยความหวังว่าเขาจะพาสโมสรก้าวขึ้นอีกขั้น แต่ผลลัพธ์กลับตรงกันข้าม เขาถูกปลดออกจากตำแหน่งอย่างน่าอึดอัดใจ หลังความสัมพันธ์กับเจ้าของสโมสร อีวานเจลอส มารินากิส พังทลายลงโดยสิ้นเชิง

ฤดูกาลที่แสนวุ่นวายของฟอเรสต์ในปี 2568-69 พิสูจน์ให้เห็นว่าการใช้เงินกว่า 200 ล้านปอนด์ในตลาดนักเตะโดยไม่มีทิศทางที่ชัดเจน ไม่อาจซื้อความสำเร็จได้ สโมสรผ่านกุนซือถึง 4 คนในฤดูกาลเดียว ไม่ว่าจะเป็น นูนู เอสปิริตู ซานตู, อังเก ปอสเตโกลู, ฌอน ดายช์ และ วีตอร์ เปเรรา

ปัจจุบัน ฟอเรสต์ไม่มีผู้อำนวยการฝ่ายกีฬาตั้งแต่เดือนมีนาคม 2569 และความว่างเปล่านั้นกำลังส่งผลกระทบต่อโครงสร้างการสรรหานักเตะของทีม เจ้าของสโมสร มารินากิส ไม่ต้องการตัดสินใจอย่างรีบร้อน และกำลังมองหาคนที่มีประสบการณ์จริงมาเป็นหัวหน้างาน

นั่นคือเหตุผลที่ประตูเปิดออกให้ เจฟฟรี่ย์ มอนคาดา พอดี


ชายที่ค้นพบอัจฉริยะ — ประวัติของ มอนคาดา

ไม่มีนักสืบนักเตะคนไหนในโลกที่มีเรื่องราวน่าทึ่งเท่า เจฟฟรี่ย์ มอนคาดา

เส้นทางของเขาเริ่มต้นจากการวิเคราะห์วิดีโอนักเตะในยุคที่อาชีพนี้ยังไม่เป็นที่รู้จัก เขาเริ่มส่งเรซูเม่ผู้เล่นให้กับตัวแทนนักเตะทั่วโลกตั้งแต่อายุเพียง 19 ปี และทำงานเป็นสเกาต์อิสระตั้งแต่ปี 2549 ถึง 2555

เรื่องราวที่โด่งดังที่สุดของเขาคือการเป็นคนแรกที่มองเห็นพรสวรรค์ของ กีลียัน เอ็มบัปเป ตั้งแต่ยังอายุเพียง 12 ปี และแนะนำให้โมนาโกลงทุนตัวนี้ — การตัดสินใจที่เปลี่ยนประวัติศาสตร์ฟุตบอลฝรั่งเศสไปตลอดกาล

ที่โมนาโก มอนคาดาเริ่มต้นทำงานในช่วงที่สโมสรยังอยู่ในลีก 2 และเขามีส่วนสำคัญในการยกระดับทีมจนสามารถคว้าแชมป์ลีก 1 และเข้าถึงรอบรองชนะเลิศแชมเปี้ยนส์ ลีก ได้สำเร็จ

เขาเข้าร่วมกับโมนาโกอย่างเป็นทางการในปี 2555 ในตำแหน่งนักวิเคราะห์วิดีโอ ก่อนจะก้าวขึ้นเป็นผู้ประสานงานฝ่ายสืบตลาดนักเตะในปี 2559

ผู้เล่นที่เขาค้นพบในยุคโมนาโกมีชื่อเสียงมากมาย ไม่ว่าจะเป็น บาคาโยโก, โทมัส เลอมาร์, เบนจามิน เมนดี, ดิจิบริล ซิดิเบ และนักเตะฝรั่งเศสอีกหลายคนที่กลายเป็นกำลังสำคัญของทีมที่พิชิตยุโรปได้


ยุค 8 ปีที่มิลาน — ทั้งความสำเร็จและบทเรียน

ปี 2561 คือจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ในชีวิตของมอนคาดา เมื่อเอซี มิลาน ดึงตัวเขามาเป็นหัวหน้าฝ่ายสคาวติ้ง

เขาเป็นหนึ่งในสถาปนิกของกลยุทธ์สรรหานักเตะรูปแบบใหม่ของมิลาน ซึ่งเน้นการดึงนักเตะเยาวชนที่มีศักยภาพสูงมาพัฒนาต่อ แทนที่จะซื้อดาวค้างฟ้าด้วยเงินมหาศาล นั่นคือแนวคิดที่เหมาะสมกับยุคสมัยอย่างมาก

หนึ่งในความสำเร็จที่เด่นชัดที่สุดในยุคมิลานของเขาคือการค้นพบ ราฟาเอล เลอาว์ ตั้งแต่ยังเล่นในลีกเยาวชนของสปอร์ติ้ง ลิสบอน มอนคาดาเล่าว่า “ผมเห็นเขาครั้งแรกในเกมเยาวชนดอมเมสติกของสปอร์ติ้ง เขาใส่เสื้อเบอร์ 10 ตัวสูง เร็ว และมีเทคนิคสูงมาก ผมเห็นทันทีว่านี่คือนักเตะที่มีพรสวรรค์อันเหลือเชื่อ”

อีกหนึ่งดีลที่ฝากตำนานไว้คือ ฟิลิปเป โตโมรี ซึ่งมอนคาดามองเห็นคุณค่าในนักเตะที่ตกอับที่เชลซี เขายืมตัวโตโมรีมาในราคาเพียง 600,000 ยูโร ก่อนซื้อขาดในราคา 31.6 ล้านยูโร นักเตะที่ตอนนี้มีมูลค่าตลาดเป็นสองเท่า

นอกจากนี้ยังมี ธีโอ แอร์นันเดซ ที่เขาตีตัวออกมาจากเรอัล มาดริด ในช่วงที่นักเตะกำลังตกอับ รวมไปถึงนักเตะในยุคหลังอย่าง ไมค์ เมนญ็อง, ปิแอร์ กาลูลู และ ทิจยานี่ ไรน์เดอร์ส ที่กลายเป็นส่วนสำคัญของสโมสร

แต่ยุคหลังของเขาที่มิลานไม่ได้ราบรื่นทั้งหมด การก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายเทคนิค ซึ่งรับช่วงต่อจากบทบาทที่ ปาโอโล มัลดินี เคยทำ ทำให้เขาต้องออกจากพื้นที่ที่ถนัดที่สุดของตัวเองนั่นคือการค้นหานักเตะ


แนวคิดสคาวติ้งของมอนคาดา — วิทยาศาสตร์และสัญชาตญาณ

สิ่งที่ทำให้มอนคาดาแตกต่างจากผู้อำนวยการกีฬาทั่วไปคือปรัชญาในการเลือกนักเตะที่ผสมผสานระหว่างข้อมูลสถิติและสัญชาตญาณเฉพาะตัว

เขาเชื่อว่าสโมสรสำคัญกว่าตัวบุคคลเสมอ “ผมอยากเห็นว่าพวกเขาพูดถึงมิลานอย่างไร พูดถึงตัวเองอย่างไร ผมอยากเข้าใจสิ่งเหล่านี้เพราะเราต้องพานักเตะคนนั้นเข้าไปอยู่ในห้องแต่งตัวที่มีผู้เล่น 25 คน เราต้องสร้างวัฒนธรรมร่วมกัน” เขาพูดถึงปรัชญาในการสรรหานักเตะที่ให้ความสำคัญกับทัศนคติและความเป็นทีมเหนือกว่าพรสวรรค์ส่วนตัว

มอนคาดาเริ่มต้นเส้นทางอาชีพในฐานะนักวิเคราะห์ที่โมนาโก ก่อนจะไต่เต้าขึ้นมาเป็นหัวหน้าสคาวต์ในวัยเพียง 29 ปี — สิ่งนี้บอกให้รู้ว่าเขาคือคนที่ทำงานจากล่างขึ้นบนอย่างแท้จริง ไม่ใช่คนที่ได้ตำแหน่งมาจากความสัมพันธ์

ก่อนที่จะรับข้อเสนอจากฟอเรสต์ มีรายงานว่าเขาเกือบจะเดินหน้าสู่ตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายกีฬาของนีซ แต่ตัดสินใจปฏิเสธในนาทีสุดท้ายด้วยเหตุผลส่วนตัว นั่นแสดงว่าเขาไม่ใช่คนที่ตัดสินใจตามเงินหรือชื่อเสียง แต่ตัดสินใจตามโครงการที่ใช่


ฟอเรสต์ในยุคใหม่ — ต้องการอะไรจากมอนคาดา

น็อตติ้งแฮม ฟอเรสต์ ภายใต้การนำของ อีวานเจลอส มารินากิส คือหนึ่งในสโมสรที่เติบโตเร็วที่สุดในวงการฟุตบอลอังกฤษ แต่ก็เป็นหนึ่งในทีมที่ขาดเสถียรภาพมากที่สุดเช่นกัน

ปัจจุบันสโมสรต้องการผู้อำนวยการฝ่ายกีฬาที่มีความสามารถในการสร้างระบบสรรหานักเตะระยะยาว ไม่ใช่แค่ซื้อนักเตะตามกระแส ฟอเรสต์ยังคงแสดงความสนใจในการดึงตัว อุสมาน ดิอัวมันเด จากสปอร์ติ้ง ลิสบอน แต่ดีลยังไม่คืบหน้า การมีผู้อำนวยการฝ่ายกีฬาที่มีประสบการณ์จะช่วยนำพาการเจรจาเหล่านี้ไปสู่ข้อสรุปได้

มอนคาดามีสิ่งที่ฟอเรสต์ขาดอย่างชัดเจน นั่นคือเครือข่ายความสัมพันธ์ที่กว้างขวางในแวดวงฟุตบอลยุโรป ความเข้าใจในตลาดนักเตะฝรั่งเศส, อิตาลี และโปรตุเกส รวมถึงสายตาที่สามารถมองเห็นอัจฉริยะในยุคที่ยังยาก


ดีลนี้จะเกิดขึ้นหรือไม่?

นักวิเคราะห์ในแวดวงฟุตบอลยุโรปมองว่าการจับคู่ระหว่างมอนคาดากับฟอเรสต์มีทั้งโอกาสและความเสี่ยง

ในแง่โอกาส มอนคาดาเป็นคนที่ทำงานได้ดีที่สุดเมื่อมีอำนาจในการตัดสินใจด้านการสรรหาอย่างชัดเจน และถ้าหากมารินากิสให้อิสระนั้นแก่เขา ผลลัพธ์ที่ได้อาจเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของสโมสร

แต่ในแง่ความเสี่ยง ประวัติของฟอเรสต์ในการเปลี่ยนผู้นำบ่อยครั้ง และวัฒนธรรมองค์กรที่ขาดความอดทนต่อกระบวนการระยะยาว อาจเป็นอุปสรรคสำคัญสำหรับชายคนหนึ่งที่เชื่อว่า “โครงการที่ดีต้องใช้เวลาสามถึงสี่ปี”

มอนคาดาเองก็รู้ดีว่าเขากำลังเลือกอะไร การปฏิเสธข้อเสนอจากนีซด้วยเหตุผลส่วนตัวบอกว่าเขาไม่ใช่คนที่จะเดินเข้าหาโครงการที่ไม่ตรงใจเพียงเพราะค่าตอบแทนที่สูงกว่า

สิ่งที่น่าจับตามองที่สุดในช่วงสัปดาห์หน้าคือ มอนคาดาจะมองฟอเรสต์เป็น “โครงการที่ใช่” หรือเพียงแค่ทางเลือกสำรอง


บทสรุป — สคาวต์ในตำนานกับโอกาสที่รออยู่

เจฟฟรี่ย์ มอนคาดา ไม่ใช่ผู้อำนวยการกีฬาธรรมดา เขาคือนักสืบพรสวรรค์ที่สร้างตำนานมาแล้วสองสถานที่ และกำลังจะเริ่มบทที่สามในชีวิต

ถ้าเขาตัดสินใจรับข้อเสนอจากน็อตติ้งแฮม ฟอเรสต์ สิ่งที่ทั้งวงการฟุตบอลอังกฤษและโลกจะได้เห็นคือการต่อสู้ระหว่างปรัชญาการสร้างระบบระยะยาวของเขา กับความใจร้อนที่เป็นส่วนหนึ่งของ ดีเอ็นเอ ของสโมสรริมฝั่งแม่น้ำเทรนท์

แต่ถ้าเขาประสบความสำเร็จ ฟอเรสต์อาจกลายเป็นสโมสรที่น่าจับตามองที่สุดในยุโรปภายในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า

คำถามไม่ใช่ว่ามอนคาดาจะไหวไหมกับงานนี้ คำถามคือ น็อตติ้งแฮม ฟอเรสต์ พร้อมจะอดทนรอให้เขาทำงานหรือเปล่า