มูรินโญ่กลับเบร์นาเบว? เปเรซเดินหน้าเต็มสูบ แม้คนในไม่เห็นด้วย

13 ปีที่ห่างหาย และชายคนหนึ่งที่เรียกตัวเองว่า “เดอะ สเปเชียล วัน” อาจกำลังจะเดินกลับเข้าห้องแต่งตัวที่เขาเคยครองอำนาจมาแล้วครั้งหนึ่ง คำถามที่วงการลูกหนังยุโรปกำลังถามกันอยู่ตอนนี้คือ การกลับมาของ โชเซ่ มูรินโญ่ สู่ เรอัล มาดริด จะเป็นความฝันที่เสร็จสมบูรณ์ หรือเป็นความผิดพลาดที่แพงที่สุดในประวัติศาสตร์ของสโมสรราชันชุดขาว?


เปเรซลงมาคุมเกมนี้เอง ไม่ฟังเสียงใคร

เรื่องนี้ไม่ใช่แค่ข่าวลือจากสื่อบันเทิง แต่มาจากปากของ เดวิด ออร์นสตีน นักข่าวระดับเทียร์ 1 แห่ง ดิ แอธเลติก สื่อที่วงการฟุตบอลเชื่อถือที่สุดในโลก ว่าฟลอเรนติโน่ เปเรซ ประธานสโมสร เรอัล มาดริด ได้ตัดสินใจแล้วว่าอยากได้ มูรินโญ่ กลับมาคุมทีมในซัมเมอร์ปี 2026 นี้

สิ่งที่น่าสนใจกว่านั้นคือ เปเรซตัดสินใจคุมกระบวนการสรรหาเทรนเนอร์คนใหม่ด้วยตัวเองอย่างเต็มตัว ไม่ปล่อยให้เป็นการตัดสินใจผ่านคำแนะนำของคนรอบข้างเหมือนหลายครั้งที่ผ่านมา นั่นหมายความว่าน้ำหนักของการตัดสินใจครั้งนี้อยู่ในมือของชายคนเดียวล้วนๆ

ปัญหาคือ เปเรซไม่ได้คิดคนเดียว ภายในสโมสรมีเสียงคัดค้านจากบอร์ดบริหารหลายคนที่ไม่เห็นด้วยกับแนวคิดนี้ บางส่วนอยากให้ประธานทบทวนและมองหาตัวเลือกใหม่ที่มีความเป็นสมัยใหม่มากกว่า แต่เมื่อเปเรซเป็นผู้นำกระบวนการนี้โดยตรง มูรินโญ่จึงยังอยู่ในสถานะที่ได้เปรียบเหนือตัวเลือกอื่นอย่างชัดเจน


ฤดูกาลแห่งความหายนะที่บีบให้ต้องเปลี่ยนแปลง

เพื่อให้เข้าใจว่าทำไม เปเรซ ถึงต้องการมูรินโญ่กลับมา ต้องย้อนดูว่าฤดูกาล 2025-26 ของ เรอัล มาดริด มันเลวร้ายแค่ไหน

ฤดูกาลนี้ราชันชุดขาวผ่านการเปลี่ยนเทรนเนอร์ถึงสองครั้งในหนึ่งฤดูกาล เริ่มต้นด้วยการแต่งตั้ง ชาบี อลอนโซ่ กุนซือที่เคยสร้างตำนานกับ เลเวอร์คูเซ่น มาสานต่อพันธกิจจากยุค อันเชล็อตติ แต่ผลงานกลับไม่เป็นที่พึงพอใจ ก่อนจะมีการเปลี่ยนมือมาสู่ อัลบาโร่ อาร์เบลัว อดีตแบ็กขวาของทีมที่ถูกดึงขึ้นมาคุมทีมชุดใหญ่ในเดือนมกราคม ซึ่งผลลัพธ์กลับแย่ลงกว่าเดิม

สโมสรที่เคยกวาดแชมป์ราวกับเก็บฝรั่งตกพื้น กำลังเผชิญกับวิกฤตเอกลักษณ์ที่แท้จริง ไม่มีสไตล์การเล่นที่ชัดเจน ไม่มีระเบียบวินัยในห้องแต่งตัว และสิ่งที่สโมสรต้องการมากที่สุดตอนนี้คือมืออาชีพที่สามารถจัดการซูเปอร์สตาร์ในห้องแต่งตัวได้อย่างเด็ดขาด นั่นคือจุดแข็งที่ไม่มีใครทำได้ดีเท่ามูรินโญ่


13 ปีแห่งความทรงจำ ทั้งรุ่งโรจน์และบาดแผล

มูรินโญ่ เคยนำทัพ เรอัล มาดริด ในช่วงปี 2010-2013 ซึ่งถือเป็น 3 ปีที่ทั้งรุ่งโรจน์และวุ่นวายที่สุดช่วงหนึ่งในประวัติศาสตร์สโมสร เขาคว้าแชมป์ลาลีกาในฤดูกาลที่สองด้วยสถิติ 100 แต้มที่ยังยืนอยู่เป็นสถิติสโมสรที่น่าจดจำ และเพิ่งคว้าแชมป์โกปา เดล เรย์ ในปีแรกที่เข้ารับตำแหน่ง

แต่สิ่งที่ทำให้ยุคของมูรินโญ่ที่เบร์นาเบวถูกจดจำด้วยความรู้สึกหลากหลายคือความขัดแย้งในห้องแต่งตัวกับผู้เล่นหลายคน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับ อิเกร์ กาซียาส กัปตันทีมในตอนนั้น และสงครามเย็นกับ ปิแอร์ กีโรต์ ที่กลายเป็นตำนานเล่าขาน นอกจากนี้ตลอด 3 ปีที่คุมทีม เขาไม่สามารถคว้าแชมป์แชมเปี้ยนส์ลีกได้ ซึ่งถือเป็น “งานที่ยังไม่เสร็จ” ในสายตาของเขาเอง

ปัจจุบัน เปเรซ มีความเชื่อมั่นว่า มูรินโญ่ วัย 63 ปี จะสามารถพา เรอัล มาดริด คว้าแชมป์แชมเปี้ยนส์ลีก ซึ่งเป็นถ้วยเดียวที่เขาพลาดไปในสมัยแรก และนั่นคือแรงจูงใจสูงสุดที่ดึงทั้งสองฝ่ายเข้าหากัน


ปมสัญญากับเบนฟิก้า และโอกาสที่แทบฟรี

หนึ่งในข้อได้เปรียบที่ทำให้สถานการณ์นี้เป็นไปได้คือเงื่อนไขสัญญาของมูรินโญ่กับ เบนฟิก้า สโมสรโปรตุเกสที่เขาคุมอยู่ในปัจจุบัน แม้ว่าสัญญาจะมีกำหนดถึงเดือนมิถุนายน 2027 แต่มีค่าฉีกสัญญาอยู่เพียง 3 ล้านยูโร หรือประมาณ 117 ล้านบาทเท่านั้น

สำหรับสโมสรที่จ่ายค่าตัวนักเตะหลัก 100 กว่าล้านยูโรโดยไม่กะพริบตา จำนวนเงินนี้ถือเป็น “เงินทอน” ที่ไม่ใช่อุปสรรคแม้แต่น้อย นั่นหมายความว่าหากทุกอย่างลงตัว เรอัล มาดริด อาจได้เทรนเนอร์ที่มีประสบการณ์ระดับโลกในราคาที่ต่ำที่สุดในรอบหลายปี

นอกจากนี้ยังมีรายงานว่า มูรินโญ่ เองก็ปฏิเสธที่จะให้คำมั่นกับ เบนฟิก้า เรื่องอนาคตในฤดูกาล 2026-27 ซึ่งถือเป็นสัญญาณที่ชัดเจนพอสมควรว่าเขาเปิดรับโอกาสใหม่


สนามรบของตัวเลือก ระหว่างคล็อปป์ โปเช็ตติโน่ และเดอะ สเปเชียล วัน

แน่นอนว่ามูรินโญ่ไม่ใช่ตัวเลือกเดียวบนโต๊ะ ในช่วงที่ผ่านมา ราชันชุดขาวยังเล็งชื่อ เจอร์เก้น คล็อปป์ อดีตกุนซือ ลิเวอร์พูล ที่บอร์ดบริหารระดับสูงบางส่วนมองว่าเหมาะสมกับภาพลักษณ์สมัยใหม่ของสโมสร และ เมาริซิโอ โปเช็ตติโน่ ที่ยังอยู่ในเรดาร์ของ เปเรซ เช่นกัน

แต่ประเด็นสำคัญคือ เมื่อ เปเรซ เป็นคนคุมกระบวนการนี้โดยตรง และเขาชื่นชอบมูรินโญ่เป็นการส่วนตัว น้ำหนักของการตัดสินใจจึงหนักเอียงไปทางเดียวอย่างเห็นได้ชัด ในสโมสรที่ประธานมีอำนาจเบ็ดเสร็จขนาดนี้ เสียงคัดค้านจากบอร์ดจะสามารถต้านทานความต้องการของ เปเรซ ได้แค่ไหน คือคำถามที่ยังไม่มีคำตอบ


มูรินโญ่ในปี 2026 เขายังคนเดิมอยู่ไหม?

นี่คือคำถามที่แฟนบอลหัวคิดทุกคนต้องตั้ง มูรินโญ่ที่กำลังจะมีอายุครบ 64 ปีในปีนี้ ยังคงเป็นกุนซือที่สามารถขับเคลื่อนทีมระดับ เรอัล มาดริด ได้ดีแค่ไหน?

ผลงานที่ เบนฟิก้า แสดงให้เห็นว่าไฟในตัวเขายังคงลุกโชน เขายังคงมีความสามารถในการสร้างระบบการเล่นที่แข็งแกร่ง และที่สำคัญกว่านั้นคือความสามารถในการจัดการแรงกดดันสูงสุดในวงการลูกหนังโลก ซึ่งไม่มีที่ไหนสูงเท่า ซานติอาโก้ เบร์นาเบว

อย่างไรก็ตาม คำถามเรื่องสไตล์การคุมทีมที่อาจล้าสมัยในยุคที่ฟุตบอลเน้นการครองบอลและการกดดันสูง รวมถึงบุคลิกที่เข้มงวดของเขาในห้องแต่งตัวกับนักเตะรุ่นใหม่ที่เติบโตมาในยุคโซเชียลมีเดีย ยังคงเป็นประเด็นที่น่ากังวลสำหรับฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยกับการตัดสินใจครั้งนี้


ภาพใหญ่ที่ซ่อนอยู่ในดีล ประวัติศาสตร์กำลังจะซ้ำรอย?

ในโลกของฟุตบอลระดับสูง การตัดสินใจของประธานสโมสรมักมาจากอารมณ์และความผูกพันส่วนตัวพอๆ กับการวิเคราะห์เชิงยุทธศาสตร์ และ เปเรซ กับ มูรินโญ่ มีความผูกพันในแบบที่ยากจะอธิบายได้ด้วยตรรกะล้วนๆ

หากดีลนี้เกิดขึ้นจริง มันจะกลายเป็นหนึ่งในการกลับมาที่ถูกพูดถึงมากที่สุดในประวัติศาสตร์ฟุตบอลยุคใหม่ เทียบได้กับการที่ เฟอร์กูสัน กลับมา หรือ กวาร์ดิโอล่า รับงานทีมที่เขาเคยสร้างความยิ่งใหญ่ให้ แต่ในทางกลับกัน หากมันล้มเหลว ก็จะกลายเป็นบทเรียนราคาแพงที่พิสูจน์ว่าการย้อนกลับหาอดีตในวงการกีฬาไม่ใช่สิ่งที่ได้ผลเสมอ

สิ่งที่แน่นอนที่สุดในตอนนี้คือ ซัมเมอร์ปี 2026 ของ เรอัล มาดริด กำลังจะร้อนแรงกว่าที่ใครคิด และทุกอย่างขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของชายคนเดียวที่ชื่อ ฟลอเรนติโน่ เปเรซ


สรุป เรื่องนี้จบอย่างไร?

ณ ขณะนี้ ยังไม่มีการยืนยันอย่างเป็นทางการจากทั้งสองฝ่าย แต่ทุกสัญญาณชี้ไปในทิศทางเดียว เปเรซต้องการมูรินโญ่ มูรินโญ่ต้องการเบร์นาเบว และค่าฉีกสัญญาแค่ 3 ล้านยูโรไม่ใช่อุปสรรคสำหรับสโมสรที่ร่ำรวยที่สุดในโลก

คำถามที่เหลืออยู่จริงๆ คือ เสียงคัดค้านจากภายในสโมสรจะหนักแค่ไหน และ มูรินโญ่ เองพร้อมแล้วหรือยังที่จะแบกรับความคาดหวังของสโมสรที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกอีกครั้ง

ในฐานะแฟนบอล คุณอยากเห็น มูรินโญ่ กลับมายืนอยู่บนสนามหญ้าของ ซานติอาโก้ เบร์นาเบว อีกครั้งไหม? หรือคิดว่าถึงเวลาแล้วที่ เรอัล มาดริด ควรมองหายุคใหม่แทนที่จะย้อนหาอดีต?