นาโปลีร้อนรน! เด เลาเรนติส โทรหาประธานมิลานเองเลย หลังดีลอัลเลกรีติดหล่มค่าชดเชย 5 ล้านยูโร

เมื่อคนอยากได้แต่ดันติดสัญญา นี่คือบทเรียนโลกฟุตบอลที่ซับซ้อนกว่าที่คิด


เมื่อประธานต้องหยิบโทรศัพท์โทรเองเลย

ในโลกของฟุตบอลระดับสูง การเจรจาผู้จัดการทีมไม่ต่างอะไรกับการซื้อขายผู้เล่น ต้องใช้ทั้งเงิน เวลา และความอดทนอย่างมาก และนั่นคือสิ่งที่ เอาเรลิโอ เด เลาเรนติส ประธานสโมสรนาโปลีกำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้

ตามรายงานของ อิล มัตติโน่ สื่อชื่อดังจากอิตาลี เด เลาเรนติส ตัดสินใจหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาติดต่อ เปาโล สกาโรนี่ ประธานสโมสรเอซี มิลาน ด้วยตัวเองโดยตรง เพื่อสอบถามความคืบหน้าในเรื่องของ มัสซิมิเลียโน่ อัลเลกรี กุนซือดังที่นาโปลีต้องการตัวมาเป็นเทรนเนอร์คนใหม่

การที่ประธานสโมสรต้องโทรหาอีกสโมสรเองเลย สะท้อนให้เห็นว่าสถานการณ์เริ่มตึงเครียดและไม่คืบหน้าตามที่คาดหวัง นาโปลีรอมานานพอสมควรแล้ว และความอดทนกำลังใกล้ถึงขีดจำกัด


ดีลที่เกือบสำเร็จ แต่ติดหล่มตรงจุดนี้

สถานการณ์น่าสนใจมากเพราะ อัลเลกรีบรรลุข้อตกลงกับนาโปลีเรียบร้อยแล้ว โดยสัญญาระยะเวลา 2 ปี รับค่าตอบแทน 4.5 ล้านยูโรต่อปี ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่สมเหตุสมผลสำหรับกุนซือระดับนี้

ปัญหาอยู่ที่ว่า อัลเลกรี ยังมีสัญญากับ เอซี มิลาน เหลืออยู่อีกหนึ่งปี และการจะออกมาก่อนหมดสัญญาต้องผ่านกระบวนการยกเลิกสัญญาโดยสมบูรณ์ก่อน

ตัวเลขที่ทำให้ทุกอย่างหยุดชะงักคือ 5 ล้านยูโร ซึ่งคาดว่าอัลเลกรีเรียกร้องเป็นค่าชดเชยจากมิลาน รวมถึงทีมงานของเขาด้วย แต่ฝั่งมิลานไม่เต็มใจจ่าย ทำให้การเจรจาติดขัดและยืดเยื้อมาจนถึงทุกวันนี้


ทำไมเด เลาเรนติสถึงไม่อยากยุ่งเรื่องเงินชดเชย

ประเด็นที่น่าสนใจคือ เด เลาเรนติส ระบุชัดเจนว่าเขาไม่ต้องการเข้าไปเกี่ยวข้องกับเรื่องการเจรจาค่าชดเชยระหว่างอัลเลกรีกับมิลาน ซึ่งเป็นท่าทีที่เข้าใจได้ในเชิงธุรกิจ

เหตุผลหลักๆ มีอยู่สองส่วน คือ

ส่วนแรก — ไม่ใช่หน้าที่: ในทางปฏิบัติ นาโปลีไม่ได้อยู่ในฐานะที่ต้องจ่ายเงินให้มิลานเพื่อปลดล็อกสัญญาของอัลเลกรี ปกติแล้วการยกเลิกสัญญาเป็นเรื่องระหว่างผู้เล่น/กุนซือกับต้นสังกัดเดิม

ส่วนที่สอง — บรรทัดฐาน: หากนาโปลียอมเข้าไปช่วยจ่ายค่าชดเชย อาจสร้างบรรทัดฐานที่ไม่ดีสำหรับการเจรจาในอนาคต และอาจถูกมองว่าอ่อนแอในการเจรจา


อัลเลกรี — มีดีอะไรที่นาโปลีต้องการมาก

เหตุใดนาโปลีถึงอดทนรอและยอมให้ประธานโทรหาอีกสโมสรเองเลย? คำตอบอยู่ที่ประวัติงานของอัลเลกรีเอง

กุนซือวัย 57 ปีรายนี้เป็นหนึ่งในผู้จัดการทีมที่ประสบความสำเร็จสูงสุดในอิตาลี เขาคุมยูเวนตุสคว้าแชมป์เซเรีย อา ได้ถึง 5 สมัยติดต่อกัน ตั้งแต่ปี 2558 ถึง 2562 รวมถึงพาทีมเข้ารอบชิงชนะเลิศแชมเปียนส์ลีกถึง 2 ครั้ง แม้จะไม่ได้แชมป์ก็ตาม

สิ่งที่อัลเลกรีถนัดคือการสร้างความมั่นคงและวินัยในทีม เขาเป็นกุนซือแนว “ผลลัพธ์เหนือสิ่งอื่นใด” ไม่ยึดติดกับปรัชญาการเล่นที่สวยงามเสมอไป แต่ทีมของเขามักชนะในเกมสำคัญ

สำหรับนาโปลีที่ต้องการกลับมาแข่งขันในระดับสูงหลังจากผ่านช่วงเวลาที่ไม่สม่ำเสมอ อัลเลกรีจึงเป็นตัวเลือกที่ดูสมเหตุสมผลมาก


ภาพรวมของมิลานในช่วงนี้

ฝั่งมิลานเองก็ไม่ได้อยู่ในสถานะที่ง่ายนัก การที่อัลเลกรีต้องการออกจากสโมสรก่อนหมดสัญญาอาจเป็นสัญญาณว่าความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองฝ่ายไม่ได้ราบรื่นนัก

อย่างไรก็ตาม มิลานก็ไม่มีเหตุผลจะยอมปล่อยอัลเลกรีออกไปโดยไม่ได้รับค่าชดเชยที่เหมาะสม เพราะการยอมปล่อยออกง่ายๆ อาจดูเหมือนสโมสรยอมสูญเสียอำนาจต่อรอง

ดังนั้นสถานการณ์จึงกลายเป็นเกมรอดูว่าฝ่ายไหนจะยอมถอยก่อน ระหว่างอัลเลกรีที่ต้องการเงินชดเชยและมิลานที่ไม่ยอมจ่าย


ความตึงเครียดที่กำลังเพิ่มขึ้น

แหล่งข่าวระบุว่าสถานการณ์กำลัง “ตึงเครียด” ซึ่งเป็นคำที่สื่อสารได้ชัดเจนว่าทุกฝ่ายกำลังอยู่ในโหมดกดดัน

นาโปลีต้องการปิดดีลนี้ให้เร็วที่สุดเพื่อเริ่มเตรียมทีมสำหรับฤดูกาลใหม่ ยิ่งเวลาผ่านไปโดยไม่มีผู้จัดการทีม ยิ่งส่งผลเสียต่อการวางแผน ทั้งเรื่องการซื้อขายนักเตะและการเตรียมความพร้อมด้านยุทธวิธี

อัลเลกรีเองก็คงอยากเริ่มงานใหม่เร็วๆ เพราะยิ่งช้า ยิ่งสูญเสียเวลาเตรียมทีม

ส่วนมิลานต้องชั่งน้ำหนักระหว่างการยืนหยัดในหลักการกับการปล่อยให้ความขัดแย้งนี้ยืดเยื้อต่อไปโดยไม่จำเป็น


บทสรุป: ดีลนี้จะจบอย่างไร?

จากสถานการณ์ปัจจุบัน มีโอกาสเป็นไปได้หลายแนวทาง

แนวทางแรก — มิลานยอมลดข้อเรียกร้องลง และอัลเลกรีก็ยอมลดจำนวนเงินชดเชยที่เรียกร้อง เพื่อให้ดีลเดินหน้าต่อได้

แนวทางที่สอง — การเจรจายืดเยื้อจนนาโปลีเริ่มมองหาตัวเลือกสำรอง ซึ่งจะทำให้ทุกฝ่ายเสียประโยชน์

แนวทางที่สาม — มีคนกลางเข้ามาช่วยประสานงานและหาทางออกที่ทุกฝ่ายยอมรับได้

การที่เด เลาเรนติสโทรหาสกาโรนี่โดยตรงแสดงให้เห็นว่านาโปลีกำลังผลักดันอย่างจริงจัง ความเคลื่อนไหวครั้งต่อไปอยู่ที่ฝั่งมิลานว่าจะตอบสนองอย่างไร

โลกฟุตบอลไม่ได้ซับซ้อนแค่ในสนาม แต่เบื้องหลังก็เต็มไปด้วยการต่อสู้ทางธุรกิจที่น่าติดตามไม่แพ้กัน คุณคิดว่าดีลนี้จะสำเร็จหรือล้มเหลว? และถ้าล้มเหลว นาโปลีควรหันไปหาใครแทน?