เมื่อสโมสรที่เพิ่งเปลี่ยนเฮดโค้ชไปแล้ว 5 คนในรอบ 12 เดือนตัดสินใจทุ่มเงินก้อนใหญ่ที่สุดก้อนหนึ่งในประวัติศาสตร์สโมสรเพื่อซื้อนักเตะเพียงคนเดียว นั่นไม่ใช่การตัดสินใจที่เกิดขึ้นเพราะอารมณ์ชั่ววูบ แต่คือสัญญาณของแผนการที่ถูกวางมาอย่างรอบคอบ และนี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นกับ น็อตติงแฮม ฟอเรสต์ ในดีลการคว้าตัว อุสมาน ดิโอม็องเด้ เซนเตอร์แบ็กทีมชาติไอวอรี่โคสต์วัย 22 ปี จาก สปอร์ติ้ง ลิสบอน มาร่วมทีมด้วยสัญญา 4 ปี บวกออปชันขยายอีก 1 ปี ยาวไปจนถึงเดือนมิถุนายน 2030
ค่าตัวของดีลนี้อยู่ที่ประมาณ 40 ล้านยูโร หรือราว 34.3 ล้านปอนด์ ตามรายงานที่ได้รับการยืนยันจากหลายสำนักข่าวกีฬาชั้นนำ ถือเป็นหนึ่งในค่าตัวที่แพงที่สุดที่ฟอเรสต์เคยจ่ายมาในประวัติศาสตร์สโมสร คำถามที่น่าสนใจกว่าตัวเลขคือ ทำไมสโมสรที่เพิ่งจบฤดูกาลอันดับ 16 และปริ่มโซนตกชั้นถึงกล้าเดิมพันขนาดนี้กับกองหลังเพียงคนเดียว
จากมิดทิลลันด์ ผ่านลิสบอน สู่ City Ground เส้นทางของดาวรุ่งไอวอรี่โคสต์
ดิโอม็องเด้ เกิดวันที่ 4 ธันวาคม 2003 ที่เมืองอาบิดจาน ประเทศไอวอรี่โคสต์ สูง 1.90 เมตร เติบโตมาในระบบเยาวชนของ มิดทิลลันด์ สโมสรเดนมาร์กที่ขึ้นชื่อเรื่องการปั้นดาวรุ่งแอฟริกันส่งขายตลาดยุโรปมาแล้วหลายคน ก่อนจะถูกส่งไปยืมตัวเก็บประสบการณ์กับ มาฟรา สโมสรในลีกรองของโปรตุเกสช่วงกลางปี 2022 ซึ่งกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของอาชีพค้าแข้ง เพราะฟอร์มที่โดดเด่นในช่วงยืมตัวทำให้ สปอร์ติ้ง ลิสบอน ตัดสินใจทุ่มเงินราว 7.5 ล้านยูโร บวกโบนัสที่อาจดันตัวเลขไปแตะ 12.5 ล้านยูโร คว้าตัวเขามาร่วมทีมอย่างถาวรในเดือนมกราคม 2023
นับตั้งแต่วันนั้น ดิโอม็องเด้ กลายเป็นตัวหลักในแนวรับของสปอร์ติ้งแทบจะทันที ลงเล่นไปแล้ว 132 นัดในทุกรายการ ช่วยทีมคว้าแชมป์ พรีเมร่า ลีกา ติดต่อกัน 2 สมัยในฤดูกาล 2023-24 และ 2024-25 พร้อมทั้งแชมป์ฟุตบอลถ้วย ตาซ่า เดอ โปรตูกัล ในฤดูกาลหลัง และยังพาทีมเข้าสู่รอบน็อกเอาต์ของยูฟ่า แชมเปียนส์ลีกได้อีกด้วย ผลงานระดับนี้ทำให้มูลค่าตลาดของเขาพุ่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนสปอร์ติ้งต้องต่อสัญญาฉบับใหม่ให้เขาในเดือนมกราคม 2026 พร้อมฝังเงื่อนไขปล่อยตัว หรือ Release Clause ไว้สูงถึง 80 ล้านยูโร เพื่อป้องกันไม่ให้สโมสรใหญ่มาดึงตัวไปง่ายๆ
แต่สุดท้ายฟอเรสต์ก็ปิดดีลได้ที่ตัวเลขเพียงครึ่งเดียวของเงื่อนไขปล่อยตัว ซึ่งเป็นตัวเลขที่ทั้งสองสโมสรต่างพอใจ สปอร์ติ้งได้เงินก้อนโตกลับมาจากนักเตะที่ซื้อมาด้วยราคาเพียง 7.5 ล้านยูโร ส่วนฟอเรสต์ก็ได้กองหลังวัย 22 ปีที่ยังมีช่วงพีคของอาชีพรออยู่ข้างหน้าอีกยาวไกล
อ่านเกมกองหลัง ทำไมเกลสเนอร์ถึงยอมทุ่มเงินขนาดนี้
ในทางเทคนิค ดิโอม็องเด้ คือกองหลังที่ตอบโจทย์ปรัชญาการเล่นของ โอลิเวอร์ เกลสเนอร์ เฮดโค้ชคนใหม่ของฟอเรสต์ได้อย่างชัดเจน เกลสเนอร์ขึ้นชื่อเรื่องระบบแนวรับ 3 คน หรือ Back Three ที่เขาใช้จนประสบความสำเร็จมาแล้วทั้งที่ ไอน์ทรัค แฟร้งค์เฟิร์ต และ คริสตัล พาเลซ ระบบนี้ต้องการเซนเตอร์แบ็กที่มีร่างกายแข็งแกร่ง อ่านเกมได้ไว และที่สำคัญคือต้องเล่นบอลจากแดนหลังได้อย่างมั่นใจ ไม่ใช่แค่เตะบอลทิ้งเมื่อเจอแรงกดดัน
ความสูง 1.90 เมตรของดิโอม็องเด้ทำให้เขาได้เปรียบในเกมลูกกลางอากาศทั้งรุกและรับ ขณะเดียวกันสไตล์การเล่นของเขาที่สปอร์ติ้งก็แสดงให้เห็นว่าเป็นกองหลังที่ไม่กลัวการครองบอลใต้แรงกด สามารถไล่ต้อนคู่แข่งสูงในแดนของฝ่ายตรงข้ามได้ ซึ่งเข้ากันได้ดีกับแนวทางของเกลสเนอร์ที่เน้นเพรสซิ่งสูงและครองบอลเป็นเกม
สิ่งที่น่าสนใจยิ่งกว่าคือการที่ผู้บริหารฟอเรสต์มองว่าดิโอม็องเด้จะเข้ามาเสริมทัพให้กับคู่เซนเตอร์แบ็กเดิมอย่าง มูริลโล และ นิโคลา มิเลนโควิช ได้อย่างลงตัว โดยมิเลนโควิชนั้นโดดเด่นเรื่องภาวะผู้นำและพละกำลังในลูกกลางอากาศ ส่วนมูริลโลมีจุดแข็งเรื่องความเร็วและการไล่ขึ้นบอล การมีดิโอม็องเด้เพิ่มเข้ามาจะทำให้เกลสเนอร์มีตัวเลือกในการสลับใช้ระบบแนวรับได้หลากหลายมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นแบ็กโฟร์แบบดั้งเดิมหรือแบ็กทรีตามสไตล์ถนัดของตัวเอง
ดีลที่ตามมาสองปี เรื่องราวความเพียรพยายามของเกลสเนอร์
เบื้องหลังของดีลนี้มีเรื่องราวที่น่าสนใจไม่แพ้ตัวเลขค่าตัว เพราะนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เกลสเนอร์พยายามดึงตัวดิโอม็องเด้มาร่วมทีม ย้อนกลับไปในช่วงที่เขายังคุมทัพ คริสตัล พาเลซ เกลสเนอร์เคยพยายามเจรจาขอตัวดิโอม็องเด้มาแล้ว แต่ดีลไม่สำเร็จในตอนนั้น เมื่อเขาย้ายมาคุมฟอเรสต์ในช่วงกลางปี 2026 หนึ่งในภารกิจแรกที่เขาผลักดันคือการรื้อฟื้นความพยายามคว้าตัวนักเตะคนเดิมอีกครั้ง และครั้งนี้เขาทำสำเร็จ
เรื่องนี้สะท้อนแนวคิดที่น่าเรียนรู้สำหรับคนทำงานทุกวงการ ไม่ใช่แค่วงการฟุตบอล นั่นคือความเชื่อมั่นในวิสัยทัศน์ของตัวเองแม้จะเปลี่ยนสภาพแวดล้อมการทำงานไปแล้วก็ตาม เกลสเนอร์มองเห็นคุณค่าของดิโอม็องเด้มาตั้งแต่ก่อนที่โลกฟุตบอลจะให้ราคาเขาสูงขนาดนี้ และเมื่อมีโอกาสก็ไม่รอช้าที่จะเดินหน้าเจรจาอีกครั้ง
ในมุมของตัวดิโอม็องเด้เอง การเดินทางจากศูนย์ฝึกเยาวชนในเดนมาร์กสู่การเป็นเซนเตอร์แบ็กระดับ 40 ล้านยูโรของพรีเมียร์ลีกก็คือบทพิสูจน์ของนักเตะที่ไม่เคยหยุดพัฒนาตัวเอง เขาเป็นส่วนหนึ่งของทีมชาติไอวอรี่โคสต์ชุดที่คว้าแชมป์ แอฟริกา คัพ ออฟ เนชันส์ ปี 2023 ซึ่งเป็นแชมป์ทวีปแอฟริกาครั้งแรกของประเทศในรอบ 8 ปี และยังติดทีมชาติชุดลุยศึกฟุตบอลโลก 2026 ที่เพิ่งจบลง แม้ทีมชาติของเขาจะตกรอบ 32 ทีมสุดท้ายจากการพ่ายให้กับ นอร์เวย์ แต่ประสบการณ์ระดับมหกรรมโลกก็ยิ่งตอกย้ำว่าเขาพร้อมสำหรับเวทีที่ใหญ่ขึ้นอย่างพรีเมียร์ลีก
ดิโอม็องเด้ เปิดใจหลังเซ็นสัญญาว่า “ผมมีความสุขมากที่ได้มาอยู่ที่นี่ นี่คือสโมสรที่มีประวัติศาสตร์ และเป็นแรงกระตุ้นสำหรับผมที่ได้เข้าร่วมสโมสรแห่งนี้ ผมเชื่อว่าเราสามารถประสบความสำเร็จได้ในฤดูกาลนี้” คำพูดที่สะท้อนความมุ่งมั่นของนักเตะที่รู้ตัวว่ากำลังก้าวเข้าสู่บทใหม่ที่ท้าทายกว่าเดิม
มองมิติธุรกิจ ทำไม 40 ล้านยูโรถึงคุ้มค่าและอนาคตของฟอเรสต์
การจะเข้าใจดีลนี้อย่างถ่องแท้ ต้องมองย้อนไปดูสิ่งที่ฟอเรสต์เผชิญมาตลอดปีที่ผ่านมา สโมสรแห่งนี้ผ่านความปั่นป่วนบนเก้าอี้เฮดโค้ชอย่างหนักหน่วง เริ่มจากการปลด นูโน่ เอสปีรีตู ซานตู ในเดือนกันยายน 2025 หลังความสัมพันธ์กับเจ้าของสโมสร เอวานเจลอส มารินาคิส แตกหัก ทั้งที่ นูโน่ เพิ่งพาทีมจบอันดับ 7 ในฤดูกาลก่อนหน้า ซึ่งเป็นอันดับที่ดีที่สุดของฟอเรสต์นับตั้งแต่ฤดูกาล 1994-95 และพาทีมได้สิทธิ์เล่นยูโรป้าลีกเป็นครั้งแรกในรอบ 30 ปี จากนั้นสโมสรก็เปลี่ยนเฮดโค้ชต่อเนื่องผ่าน อองเก้ ปอสเตโคโกลู, ฌอน ไดช์ และ วิตอร์ เปเรร่า ที่ถูกปลดออกก่อนสัญญาหมดอายุเพียง 2 นาที ก่อนจะลงเอยที่การแต่งตั้ง โอลิเวอร์ เกลสเนอร์ ในเดือนกรกฎาคม 2026 ด้วยค่าเหนื่อยสูงสุดเป็นประวัติการณ์ของสโมสรที่ราว 13 ล้านปอนด์ต่อปี
เกลสเนอร์เดินทางมาพร้อมผลงานที่การันตีคุณภาพ เขาพา คริสตัล พาเลซ คว้าแชมป์ เอฟเอ คัพ, คอมมูนิตี้ ชิลด์ และ ยูฟ่า ยูโรป้า คอนเฟอเรนซ์ ลีก ได้สำเร็จในช่วงเวลาไม่ถึง 3 ปีที่คุมทีม ถือเป็นยุคที่ประสบความสำเร็จที่สุดในประวัติศาสตร์สโมสรพาเลซ การที่ฟอเรสต์ตัดสินใจทุ่มเงินก้อนใหญ่ให้เกลสเนอร์สร้างทีมใหม่ตามแนวทางของตัวเองจึงเป็นการลงทุนระยะยาวเพื่อยุติความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้นตลอดปีที่ผ่านมา
ในมุมธุรกิจ การจ่าย 40 ล้านยูโรเพื่อซื้อนักเตะที่มีเงื่อนไขปล่อยตัวสูงถึง 80 ล้านยูโรถือเป็นการต่อรองที่ชาญฉลาดมาก เพราะฟอเรสต์ได้นักเตะวัยเพียง 22 ปีในราคาเพียงครึ่งเดียวของมูลค่าตามสัญญา หากดิโอม็องเด้พัฒนาฝีเท้าต่อเนื่องในพรีเมียร์ลีกซึ่งเป็นลีกที่มีมูลค่าตลาดนักเตะสูงที่สุดในโลก มูลค่าของเขาก็มีโอกาสพุ่งสูงกว่าตัวเลขที่จ่ายไปในวันนี้อย่างมาก ดิโอม็องเด้เป็นนักเตะรายที่ 2 ที่ฟอเรสต์เสริมทัพในช่วงซัมเมอร์นี้ ต่อจากการดึงตัว ซาเวียร์ ชลาเกอร์ กองกลางทีมชาติออสเตรียมาแบบไร้ค่าตัวจาก RB ไลป์ซิก ซึ่งสะท้อนแนวทางการสร้างทีมของเกลสเนอร์ที่ผสมผสานทั้งการดึงตัวนักเตะฟรีเพื่อประหยัดงบ และทุ่มเงินก้อนใหญ่ในตำแหน่งที่เห็นว่าจำเป็นจริงๆ
สำหรับแฟนบอลฟอเรสต์ คำถามที่รอคำตอบคือดีลนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นของเสถียรภาพที่สโมสรขาดหายไปตลอดปีที่ผ่านมาหรือไม่ เพราะไม่ว่าจะเป็นนักเตะเก่งแค่ไหน หากทีมยังคงเปลี่ยนเฮดโค้ชทุกไม่กี่เดือน การสร้างเคมีและความต่อเนื่องในสนามก็ยังคงเป็นเรื่องยาก
การคว้าตัวดิโอม็องเด้จึงไม่ใช่แค่การซื้อกองหลังฝีเท้าดีมาเสริมทัพ แต่คือการประกาศจุดยืนของเกลสเนอร์ว่าเขาต้องการเวลาและทรัพยากรเพื่อสร้างทีมตามวิสัยทัศน์ของตัวเอง เหมือนที่เขาเคยทำสำเร็จมาแล้วที่พาเลซ คำถามคือฤดูกาลนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นของยุคใหม่ที่มั่นคงของ น็อตติงแฮม ฟอเรสต์ หรือจะเป็นเพียงอีกหนึ่งบทที่วุ่นวายในประวัติศาสตร์อันผันผวนของสโมสรภายใต้เจ้าของทีมชาวกรีกรายนี้
สรุปประเด็นสำคัญ
- น็อตติงแฮม ฟอเรสต์ เซ็นสัญญา อุสมาน ดิโอม็องเด้ จาก สปอร์ติ้ง ลิสบอน ด้วยค่าตัวราว 40 ล้านยูโร (34.3 ล้านปอนด์) สัญญา 4 ปีบวกออปชัน
- ดิโอม็องเด้ เคยลงเล่นให้สปอร์ติ้ง 132 นัด คว้าแชมป์พรีเมร่าลีกา 2 สมัย และตาซ่า เดอ โปรตูกัล 1 สมัย
- โอลิเวอร์ เกลสเนอร์ เคยพยายามดึงตัวเขาตั้งแต่สมัยคุมคริสตัล พาเลซ ก่อนสำเร็จหลังย้ายมาคุมฟอเรสต์
- ค่าตัวนี้อยู่ที่เพียงครึ่งเดียวของเงื่อนไขปล่อยตัว 80 ล้านยูโรที่สปอร์ติ้งฝังไว้ในสัญญาฉบับใหม่
- ดีลนี้เกิดขึ้นท่ามกลางความปั่นป่วนบนเก้าอี้โค้ชของฟอเรสต์ที่เปลี่ยนเฮดโค้ชมาแล้ว 5 คนในรอบ 1 ปี
คำถามที่พบบ่อย
ดิโอม็องเด้ ย้ายมาฟอเรสต์ด้วยค่าตัวเท่าไหร่ A: ค่าตัวอยู่ที่ประมาณ 40 ล้านยูโร หรือราว 34.3 ล้านปอนด์ ตามรายงานที่ได้รับการยืนยันจากหลายสำนักข่าว
ดิโอม็องเด้ เซ็นสัญญากับฟอเรสต์กี่ปี A: เซ็นสัญญา 4 ปี หรือจนถึงเดือนมิถุนายน 2030 พร้อมเงื่อนไขขยายสัญญาเพิ่มได้อีก 1 ปี
ทำไมสปอร์ติ้งยอมขายดิโอม็องเด้ทั้งที่มีเงื่อนไขปล่อยตัวสูงถึง 80 ล้านยูโร A: สปอร์ติ้งมองว่าตัวเลข 40 ล้านยูโรเป็นราคาที่คุ้มค่าเมื่อเทียบกับต้นทุนที่ซื้อมาเพียง 7.5 ล้านยูโร และยังได้กำไรก้อนโตแม้จะขายในราคาต่ำกว่าเงื่อนไขปล่อยตัว
ดิโอม็องเด้ เคยเล่นให้สโมสรไหนมาก่อนสปอร์ติ้ง A: เขาเติบโตจากระบบเยาวชนของมิดทิลลันด์ สโมสรเดนมาร์ก ก่อนถูกส่งไปยืมตัวเล่นกับมาฟราในโปรตุเกส แล้วจึงย้ายไปสปอร์ติ้งแบบถาวรในปี 2023
โอลิเวอร์ เกลสเนอร์ เคยพยายามดึงตัวดิโอม็องเด้มาก่อนหรือไม่ A: เคย เขาพยายามดึงตัวมาแล้วครั้งหนึ่งในช่วงที่ยังคุมคริสตัล พาเลซ แต่ดีลไม่สำเร็จ ก่อนจะปิดดีลได้สำเร็จหลังย้ายมาคุมฟอเรสต์
ดิโอม็องเด้ เคยได้แชมป์อะไรมาบ้างในระดับทีมชาติ A: เขาเป็นส่วนหนึ่งของทีมชาติไอวอรี่โคสต์ชุดคว้าแชมป์แอฟริกา คัพ ออฟ เนชันส์ ปี 2023 และยังติดทีมชาติชุดลุยฟุตบอลโลก 2026
ฟอเรสต์เปลี่ยนเฮดโค้ชมาแล้วกี่คนก่อนได้เกลสเนอร์ A: ฟอเรสต์เปลี่ยนเฮดโค้ชมาแล้ว 5 คนในรอบ 12 เดือน ได้แก่ นูโน่ เอสปีรีตู ซานตู, อองเก้ ปอสเตโคโกลู, ฌอน ไดช์, วิตอร์ เปเรร่า และล่าสุดคือ เกลสเนอร์
ดิโอม็องเด้ จะเล่นตำแหน่งไหนในทีมของเกลสเนอร์ A: คาดว่าจะเล่นเป็นเซนเตอร์แบ็กเสริมทัพให้กับ มูริลโล และ นิโคลา มิเลนโควิช โดยอาจใช้ในระบบแนวรับ 3 คนตามสไตล์ถนัดของเกลสเนอร์
