เคยสงสัยไหมว่า นักฟุตบอลทีมชาติไทยที่เราชื่นชมอยู่ทุกวันนี้ เริ่มต้นก้าวแรกจากที่ไหน? คำตอบไม่ใช่สนามหลักในกรุงเทพฯ ไม่ใช่สโมสรยักษ์ใหญ่ แต่คือสนามหญ้าในต่างจังหวัดที่เต็มไปด้วยเด็กอายุ 13-15 ปี ที่วิ่งสู้ฟัดกันอย่างเต็มที่ภายใต้แสงแดดภาคใต้ที่แผดเผา
วันที่ 26 เมษายน 2569 ณ จังหวัดสงขลา เหตุการณ์สำคัญหนึ่งในปฏิทินฟุตบอลเยาวชนไทยได้บันทึกหน้าใหม่ลงไปอย่างสง่างาม เมื่อการแข่งขัน GLO Cup 2026 รอบคัดเลือกโซนภาคใต้ ปิดฉากลงพร้อมกับการประกาศชื่อทีมแชมป์และนักเตะดาวรุ่งที่จะก้าวต่อไปบนเส้นทางฝันที่ยิ่งใหญ่กว่า
GLO Cup คืออะไร? ทำไมทั้งประเทศต้องจับตา
ก่อนจะพูดถึงผลการแข่งขัน ต้องทำความเข้าใจก่อนว่า GLO Cup ไม่ใช่แค่ทัวร์นาเมนต์ฟุตบอลธรรมดาสักแบบหนึ่ง แต่คือโครงการระดับชาติที่สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล (GLO) ผลักดันขึ้นมาเพื่อค้นหาเพชรในตมจากทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ
รายการนี้เปิดรับนักเตะในรุ่นอายุไม่เกิน 13 ปี (U13) และไม่เกิน 15 ปี (U15) ซึ่งเป็นช่วงอายุที่นักวิทยาศาสตร์การกีฬาระบุว่าเป็น “ช่วงทองของการพัฒนาทักษะ” หรือที่เรียกในภาษาวิชาการว่า Golden Age of Skill Development อายุระหว่าง 9-15 ปีคือช่วงที่สมองและร่างกายมีความยืดหยุ่นสูงสุดในการเรียนรู้ทักษะใหม่ การจับจังหวะนี้ได้ถูกเวลาจึงเป็นกุญแจสำคัญในการสร้างนักฟุตบอลระดับโลก
การแข่งขันใช้รูปแบบฟุตบอล 8 คน ซึ่งออกแบบมาเฉพาะสำหรับกลุ่มอายุนี้โดยเฉพาะ เพราะสนามที่เล็กลงหมายถึงการที่เด็กแต่ละคนได้สัมผัสบอลบ่อยขึ้น ตัดสินใจเร็วขึ้น และพัฒนาสัญชาตญาณในสนามได้อย่างเข้มข้นกว่าฟุตบอล 11 คนที่ยังเหมาะกับผู้ใหญ่มากกว่า
นาทีชี้ชะตา: ผลการแข่งขันรอบชิงชนะเลิศ
บรรยากาศในวันสุดท้ายของการแข่งขันโซนภาคใต้เต็มไปด้วยความตื่นเต้นและคึกคัก สนามกีฬาจังหวัดสงขลากลายเป็นเวทีที่ฝันของเด็กๆ จะเป็นจริงหรือสลาย
รุ่น U13 — ศึกเชือดคอกัน
นัดชิงชนะเลิศรุ่นอายุไม่เกิน 13 ปีเป็นเกมที่โหดหินและตึงเครียดที่สุด เมื่อ เทศบาลปลูกปัญญาในพระอุปถัมภ์ฯ ต้องเผชิญหน้ากับ โรงเรียนคัมภีร์วิทยา ในเกมที่ไม่มีใครยอมใครง่ายๆ สุดท้ายปลูกปัญญาฯ เฉือนเอาชนะไปด้วยสกอร์ 1-0 คว้าแชมป์ภาคใต้ไปครองสำเร็จ ชัยชนะแบบประตูเดียวบอกทุกอย่าง นั่นคือนักเตะทั้งสองทีมมีระดับที่ไม่ห่างกันนัก และทั้งคู่ต่างสมควรได้รับคำชม
รุ่น U15 — ความโดดเด่นที่ปฏิเสธไม่ได้
ในรุ่นอายุไม่เกิน 15 ปี พีระยา x บอหมัดสปอร์ต อคาเดมี่ แสดงให้เห็นความเหนือกว่าอย่างชัดเจน เอาชนะ โรงเรียนกีฬาจังหวัดยะลา ด้วยสกอร์ 2-0 ไม่เพียงแต่ผลการแข่งขันเท่านั้นที่น่าประทับใจ แต่การทำงานร่วมกันในสนามของพีระยาฯ บ่งบอกถึงระบบการฝึกซ้อมที่มีคุณภาพอยู่เบื้องหลัง
4 ทีมต่อรุ่นที่ผ่านเข้ารอบชิงแชมป์ประเทศไทย:
รุ่น U13 ได้แก่ โรงเรียนคัมภีร์วิทยา, เทศบาลปลูกปัญญาในพระอุปถัมภ์ฯ, พีระยา ฟุตบอล อคาเดมี่ และศูนย์ฝึกฟุตบอลยูโร เอฟซี
รุ่น U15 ได้แก่ พีระยา x บอหมัดสปอร์ต อคาเดมี่, สงขลา เอฟซี อคาเดมี่, โรงเรียนคัมภีร์วิทยา และโรงเรียนกีฬาจังหวัดยะลา
เบื้องหลังความสำเร็จ: ทำไมฟุตบอลภาคใต้ถึงพัฒนาอย่างก้าวกระโดด
หลายคนอาจสงสัยว่าทำไมทีมจากภาคใต้อย่าง พีระยา ฟุตบอล อคาเดมี่ และปลูกปัญญาฯ ถึงสามารถเฉิดฉายได้ในเวทีระดับชาติ คำตอบอยู่ที่ โครงสร้างพื้นฐานการพัฒนาฟุตบอลเยาวชน ที่ในช่วง 5-10 ปีที่ผ่านมา ภาคใต้ได้ลงทุนอย่างจริงจังทั้งในแง่ของสนามฝึกซ้อม คุณภาพโค้ช และระบบการค้นหานักเตะจากชุมชน
สิ่งที่น่าสนใจอย่างยิ่งคือภาคใต้มีความหลากหลายทางวัฒนธรรมที่สูงมาก เด็กจากชุมชนมลายู จากครอบครัวพุทธ จากชุมชนชาวประมง ต่างมารวมกันบนสนามหญ้าเพื่อจุดหมายเดียวกัน ฟุตบอลในแง่นี้คือมากกว่ากีฬา มันคือสะพานเชื่อมความแตกต่าง
พีระยา x บอหมัดสปอร์ต อคาเดมี่ เป็นตัวอย่างที่ดีของโมเดลความร่วมมือระหว่างสถาบันฝึกสอนฟุตบอลท้องถิ่นกับกลุ่มนักพัฒนาเยาวชน การผนึกกำลังแบบนี้คือสูตรที่ประเทศฟุตบอลชั้นนำอย่างญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ใช้มาหลายสิบปีแล้ว และผลลัพธ์ที่ได้ก็คือทีมที่ไม่ได้มีแค่นักเตะเก่งๆ แต่มีนักเตะที่เล่นเป็น “ทีม” อย่างแท้จริง
GLO STAR: ตั๋วใบเดียวที่เปลี่ยนชีวิตเด็กชายบ้านนอกได้
หากผลการแข่งขันคือไฮไลต์ของรายการ โครงการ GLO STAR ก็คือหัวใจที่ทำให้ทุกอย่างมีความหมายมากกว่าแค่ถ้วยรางวัล
GLO STAR คือโครงการคัดเลือกนักเตะดาวรุ่งที่มีศักยภาพสูงสุดจากแต่ละภูมิภาค เพื่อรับโอกาสที่เด็กส่วนใหญ่ฝันถึงแต่ไม่มีวันเอื้อมถึง นั่นคือการ เดินทางไปฝึกซ้อมฟุตบอลที่ประเทศญี่ปุ่น เป็นเวลา 6 เดือน
กระบวนการคัดเลือกเป็นไปอย่างรอบคอบและมีหลายขั้นตอน เริ่มจากการคัดเลือกระดับภูมิภาค จากนั้นรวมนักเตะจากครบทั้ง 7 ภูมิภาคทั่วประเทศเข้าสู่รอบชิงแชมป์ประเทศไทย ก่อนจะแคบลงเหลือรุ่นละ 15 คน เพื่อเข้าแคมป์เก็บตัว (GLO STAR Camp) และสุดท้ายคัดเลือกขั้นสุดท้ายให้เหลือรุ่นละเพียง 3 คน ที่จะได้รับโอกาสอันมีค่านั้น
สำหรับโซนภาคใต้ปีนี้ มีนักเตะที่ถูกเลือกเข้าโครงการ GLO STAR รวม 11 คน ได้แก่
GLO STAR รุ่น U13 จำนวน 5 คน: ณฐพัชร์ บุตรสา และ วรรณทกฤษ สุภาพ จากเทศบาลปลูกปัญญาในพระอุปถัมภ์ฯ, อัครเดช ศรีระสันต์ จากสวัสดิ์บวร อคาเดมี่, กิตติพงษ์ เจะมะซอ จากอบจ.สงขลา อคาเดมี่ และคาร์นิช บีฮิง จากโรงเรียนคัมภีร์วิทยา
GLO STAR รุ่น U15 จำนวน 6 คน: กิตติน เอียดวารี, สุรพศ อานนท์ และตาญุดดิน อารอมะ จากพีระยา x บอหมัดสปอร์ต อคาเดมี่, เพชรชระ รัตนพันธ์ จากเทศบาลปลูกปัญญาในพระอุปถัมภ์ฯ, กฤตยชญ์ รอบคอบ จากจันดี อคาเดมี่ และอัลฟาฮมี ยูนุ๊ จากโรงเรียนกีฬาจังหวัดยะลา
ชื่อเหล่านี้วันนี้อาจยังไม่มีใครรู้จัก แต่ถ้าพวกเขาพัฒนาต่อไปได้ตามศักยภาพ อีก 5-10 ปีข้างหน้า เราอาจได้ยินชื่อเหล่านี้จากปากนักบรรยายในทัวร์นาเมนต์ระดับนานาชาติก็เป็นได้
ทำไมญี่ปุ่น? บทเรียนจากชาติที่เคยอยู่ในระดับเดียวกับไทย
การส่งเด็กไทยไปฝึกที่ญี่ปุ่นไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่คือการเลือกที่ชาญฉลาดอย่างยิ่ง
ย้อนกลับไปในยุค 1970-1980 ฟุตบอลญี่ปุ่นอยู่ในระดับที่ไม่ต่างจากไทยมากนัก ทีมชาติญี่ปุ่นไม่เคยผ่านรอบแรกของฟุตบอลโลก แต่หลังจากลงทุนอย่างจริงจังในระบบพัฒนาเยาวชน การสร้างสนามฝึกซ้อมมาตรฐาน การจ้างโค้ชต่างชาติ และการส่งนักเตะรุ่นเยาว์ไปซึมซับวัฒนธรรมฟุตบอลยุโรป ในเวลาไม่ถึงสามทศวรรษ ญี่ปุ่นก็กลายเป็นชาติฟุตบอลชั้นนำของเอเชียที่ส่งนักเตะไปเล่นในลีกระดับสูงสุดของยุโรปได้อย่างต่อเนื่อง
บทเรียนจากญี่ปุ่นที่สำคัญที่สุดไม่ใช่เรื่องเทคนิคการเล่น แต่คือ วัฒนธรรมและวินัย ระบบฟุตบอลเยาวชนญี่ปุ่นเน้นย้ำเรื่องความเคารพ ความซื่อสัตย์ต่อตนเอง การฝึกฝนอย่างสม่ำเสมอ และการเล่นเป็นทีม ซึ่งเป็นคุณค่าที่ไม่มีตำราเรียนไหนสอนได้ แต่ต้องซึมซับจากสภาพแวดล้อม
เมื่อเด็กไทยได้ไปใช้ชีวิต 6 เดือนในสภาพแวดล้อมแบบนั้น สิ่งที่พวกเขาเอากลับมาไม่ใช่แค่ทักษะการเตะบอลที่ดีขึ้น แต่คือมุมมองของการเป็นนักกีฬาอาชีพที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง
วิสัยทัศน์ผู้นำ: GLO ไม่ได้สร้างแค่นักเตะ แต่สร้างคน
พันโท หนุน ศันสนาคม ผู้อำนวยการสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล ผู้ให้เกียรติเป็นประธานในพิธีมอบรางวัล ได้กล่าวถึงปรัชญาเบื้องหลังโครงการไว้อย่างน่าคิดว่า การจัดการแข่งขัน GLO Cup ไม่ได้มีเป้าหมายเพียงแค่การสร้างเวทีแข่งขันฟุตบอล แต่คือภารกิจในการคืนกำไรสู่สังคม โดยเฉพาะการเปิดพื้นที่ให้เยาวชนไทยได้แสดงศักยภาพอย่างสร้างสรรค์ผ่านกีฬา
ถ้อยคำนี้สะท้อนให้เห็นว่าผู้บริหารระดับสูงขององค์กรรัฐเริ่มมองฟุตบอลเยาวชนในแบบที่ถูกต้องแล้ว ไม่ใช่แค่กิจกรรมสันทนาการ แต่คือ นโยบายสาธารณะ ที่ส่งผลต่อการพัฒนาทุนมนุษย์ในระยะยาว
เด็กที่ได้รับการฝึกฝนผ่านระบบกีฬาที่ดีไม่เพียงแต่กลายเป็นนักกีฬาที่ดี แต่ยังเรียนรู้การทำงานเป็นทีม การรับมือกับความกดดัน การตัดสินใจในสภาวะที่ไม่มีเวลา และการยอมรับทั้งชัยชนะและความพ่ายแพ้อย่างมีวุฒิภาวะ ทักษะเหล่านี้คือสิ่งที่นายจ้างทุกที่ในโลกต้องการ ไม่ว่าเด็กคนนั้นจะเติบโตขึ้นมาเป็นนักฟุตบอลอาชีพหรือไม่ก็ตาม
สนามต่อไป: ภาคตะวันออกรอรับไม้ต่อ
GLO Cup 2026 ไม่ได้หยุดอยู่แค่ที่สงขลา รอบคัดเลือกยังคงเดินหน้าต่อไป โดย สนามที่ 3 จะจัดขึ้นที่โซนภาคตะวันออก จังหวัดฉะเชิงเทรา ระหว่างวันที่ 5-10 พฤษภาคม 2569
รุ่น U13 จะใช้สนามกีฬากลางจังหวัดฉะเชิงเทรา ขณะที่รุ่น U15 จะใช้สนามกีฬาเทศบาลเมืองฉะเชิงเทรา เพื่อค้นหาตัวแทนของภูมิภาคตะวันออกเข้าสู่รอบชิงแชมป์ประเทศไทยต่อไป ทั้ง 7 ภูมิภาคจะต้องผ่านกระบวนการเดียวกันนี้ก่อนที่ดาวรุ่งที่ดีที่สุดของประเทศจะมารวมตัวกันในศึกชิงแชมป์ระดับชาติ
บทสรุป: เมื่อฝันของเด็กกลายเป็นอนาคตของชาติ
GLO Cup 2026 รอบคัดเลือกโซนภาคใต้คือบทหนึ่งในเรื่องราวที่ใหญ่กว่าผลการแข่งขัน มันคือภาพสะท้อนของระบบนิเวศฟุตบอลเยาวชนที่กำลังเติบโตและแข็งแกร่งขึ้นทุกวัน เมื่อปลูกปัญญาฯ เชือดคัมภีร์วิทยา 1-0 และพีระยาฯ ถล่มโรงเรียนกีฬายะลา 2-0 สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่แค่ทีมหนึ่งชนะอีกทีมหนึ่ง แต่คือระบบที่ทำงาน โค้ชที่ทุ่มเท ครอบครัวที่เชื่อมั่น และเด็กๆ ที่กล้าฝัน
สำหรับ 11 นักเตะ GLO STAR จากโซนภาคใต้ที่ถูกเลือก ประตูบานหนึ่งได้เปิดออกแล้ว แต่ประตูนั้นจะนำพวกเขาไปที่ไหน ขึ้นอยู่กับสิ่งที่พวกเขาทำในวันพรุ่งนี้ และวันถัดๆ ไป
คำถามสำหรับคุณ: ถ้าคุณเป็นผู้ปกครองหรือโค้ชเยาวชน คุณคิดว่าอะไรคือสิ่งสำคัญที่สุดที่เด็กนักเตะไทยยังขาดอยู่ในการก้าวขึ้นสู่ระดับโลก? แชร์ความคิดเห็นของคุณไว้ในคอมเมนต์ด้านล่างได้เลย