เมื่อ 3 นัดในทีมชุดใหญ่ กลายเป็นค่าตัวหลักล้านยูโรภายในไม่กี่ปี
ลองจินตนาการดูว่า นักเตะดาวรุ่งคนหนึ่งลงเล่นให้ทีมชุดใหญ่ของสโมสรต้นสังกัดเพียงไม่กี่นัด ก่อนจะถูกปล่อยตัวออกไปแบบไร้ค่าตัว แล้วอีกไม่ถึง 3 ปีให้หลัง เขากลับกลายเป็นหัวหอกที่สโมสรระดับลาลีกาต้องทุ่มเงินกว่า 6.5 ล้านยูโรเพื่อดึงตัวมาร่วมทีม นี่ไม่ใช่พล็อตหนัง แต่คือเรื่องจริงของ ร็อบบี้ ยูเร่ กองหน้าชาวสกอตวัย 22 ปี ที่เพิ่งเซ็นสัญญากับ เซบีย่า สโมสรดังแห่งแคว้นอันดาลูเซีย ประเทศสเปน จนถึงปี 2031
ดีลนี้ปิดจบด้วยค่าตัวเบื้องต้น 6.5 ล้านยูโร บวกโบนัสเพิ่มเติมอีกสูงสุด 2.5 ล้านยูโร จากการย้ายทีมของยูเร่จากสโมสร ซิริอุส ในลีกสวีเดน ออลสเวนส์คาน มาสู่สนามรามอน ซานเชซ ปิซคว่าน เรื่องราวของเขาไม่ใช่แค่ข่าวตลาดซื้อขายนักเตะทั่วไป แต่มันคือกรณีศึกษาที่สะท้อนถึงหลักคิดเรื่องวินัย ความอดทน และการเลือกเส้นทางที่ “ใช่” มากกว่าเส้นทางที่ “ดูดี” ซึ่งเป็นบทเรียนที่คนวัยทำงานทุกสายอาชีพสามารถหยิบไปปรับใช้ได้ไม่ต่างจากในสนามฟุตบอล
มิติประวัติศาสตร์: เส้นทางที่ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ จาก Rangers สู่ Anderlecht ก่อนเจอ “จุดเปลี่ยน” ที่สวีเดน
หลายคนอาจคิดว่านักเตะที่ค่าตัวพุ่งขึ้นเป็นหลักล้านยูโรแบบนี้ ต้องเป็นดาวรุ่งที่เก่งกาจโดดเด่นมาตั้งแต่วัยเยาว์ แต่เรื่องราวของยูเร่กลับสอนให้เห็นมุมกลับ
ร็อบบี้ ฟิลิป โทมัส ยูเร่ เกิดเมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2004 ที่เมืองกลาสโกว์ ประเทศสกอตแลนด์ สูง 1.89 เมตร เล่นในตำแหน่งกองหน้า เขาเติบโตมาในระบบเยาวชนของสโมสรใหญ่อย่าง เรนเจอร์ส หนึ่งในสองยักษ์ใหญ่แห่งวงการฟุตบอลสกอตแลนด์ และแม้จะเคยทำประตูได้ตั้งแต่นาทีแรกๆ ที่ได้ลงสนามให้ทีมชุดใหญ่ แต่หลังจากนั้นเขากลับหาโอกาสลงเล่นได้ยากในเมืองกลาสโกว์
นี่คือจุดที่น่าสนใจ เพราะแทนที่จะได้รับความไว้วางใจให้เติบโตในบ้านเกิด ยูเร่กลับต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่นักเตะดาวรุ่งจำนวนมากประสบพบเจอ นั่นคือการติดอยู่ในคิวของทีมใหญ่โดยไม่มีพื้นที่ให้แสดงฝีเท้า ปี 2023 เขาตัดสินใจย้ายไปร่วมทีม RSCA Futures ทีมสำรองของ อันเดอร์เลชท์ สโมสรดังแห่งเบลเยียมที่เล่นในลีกระดับสอง แต่ก็ยังคงลงเล่นให้ทีมชุดใหญ่ของสโมสรเบลเยียมเพียงนัดเดียวเท่านั้น
จุดเปลี่ยนที่แท้จริงเกิดขึ้นในเดือนมีนาคมปี 2025 เมื่อยูเร่ตัดสินใจย้ายไปเล่นให้ ซิริอุส สโมสรในลีก ออลสเวนส์คาน ของสวีเดน ด้วยค่าตัวเพียง750,000 ยูโร ซึ่งในสายตาคนนอกอาจดูเหมือนเป็นการ “ถอยหลัง” จากเส้นทางสโมสรใหญ่ในลีกท็อป 5 ของยุโรป แต่สำหรับยูเร่เอง มันคือการเลือกที่จะไปอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เขาจะได้เป็นตัวจริงตัวหลักอย่างแท้จริง ซึ่งพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องที่สุดครั้งหนึ่งในอาชีพค้าแข้งของเขา
มิติเทคนิคและวิทยาศาสตร์การกีฬา: ตัวเลขที่บอกว่าทำไมเซบีย่าถึงยอมทุ่มเงินขนาดนี้
ตัวเลขสถิติของยูเร่ในช่วงเวลาที่อยู่กับซิริอุสคือสิ่งที่ทำให้สโมสรใหญ่ทั่วยุโรปต้องหันมาจับตามอง ตลอดระยะเวลาที่ค้าแข้งอยู่กับสโมสรสวีเดน เขาทำได้ 31 ประตู และแอสซิสต์อีก 7 ครั้ง จากการลงสนาม 50 นัด ส่วนในฤดูกาลล่าสุดเพียงฤดูกาลเดียว เขายิงได้ 20 ประตู และแอสซิสต์ 3 ครั้ง จากการลงเล่น 20 นัดในทุกรายการ โดยเฉพาะในลีกออลสเวนส์คาน ยูเร่ทำได้ถึง 15 ประตูจากการลงเล่น 15 นัด และยิงเพิ่มอีก 5 ประตูจากการลงเล่น 5 นัดในถ้วยภายในประเทศ อัตราการทำประตูแบบเกือบ 1 ประตูต่อ 1 นัดแบบนี้ ถือเป็นระดับที่หาได้ยากในวงการฟุตบอลยุโรป และผลงานอันร้อนแรงของเขายังพาซิริอุสขึ้นเป็นจ่าฝูงตารางคะแนนด้วยคะแนนนำห่างถึง 12 คะแนน
แต่สิ่งที่น่าสนใจยิ่งกว่าตัวเลขดิบ คือมิติของ “รูปแบบการเล่น” ที่สอดคล้องกับปรัชญาของเซบีย่าอย่างพอดิบพอดี จากการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกพบว่าเกมรุกของเซบีย่ามักมาจากประตูที่ยิงด้วยเท้าซ้ายหรือขวามากกว่าการโหม่งทำประตู และส่วนใหญ่เกิดขึ้นภายในกรอบเขตโทษ ซึ่งตรงกับสไตล์ธรรมชาติของยูเร่พอดี นอกจากนี้ทีมยังเน้นเกมสวนกลับที่รวดเร็ว โดยฤดูกาลก่อนสร้างสถานการณ์เปลี่ยนบอลเร็วได้ถึง 41 ครั้งและจบด้วยประตู 6 ลูก รายละเอียดเล็กๆ อีกอย่างที่บ่งบอกถึงวินัยในการเล่นของยูเร่ก็คือเขาโดนจับล้ำหน้าเพียง 4 ครั้งจากการลงเล่น 15 นัดในลีก ซึ่งสะท้อนถึงการอ่านจังหวะการวิ่งตัดแนวรับที่แม่นยำ นี่คือสิ่งที่โค้ชทุกคนต้องการจากกองหน้าตัวเป้า เพราะการวิ่งล้ำหน้าบ่อยครั้งหมายถึงโอกาสทำประตูที่เสียเปล่าไปโดยเปล่าประโยชน์
ในทางวิทยาศาสตร์การกีฬา การที่นักเตะคนหนึ่งสามารถรักษาอัตราการทำประตูสูงได้อย่างสม่ำเสมอในหลายบริบทของเกม ทั้งในลีกและถ้วย สะท้อนถึงการอ่านเกมที่ดี ความสามารถในการจบสกอร์ด้วยทั้งสองเท้า และที่สำคัญคือการควบคุมจังหวะภายใต้แรงกดดัน ซึ่งเป็นทักษะที่ไม่สามารถฝึกฝนได้เพียงชั่วข้ามคืน แต่ต้องผ่านการสั่งสมประสบการณ์จากการลงสนามซ้ำแล้วซ้ำเล่า
มิติจิตใจและแรงบันดาลใจ: ทำไมการ “เลือกความกดดัน” ถึงเป็นกุญแจสำคัญ
สิ่งที่ทำให้เรื่องราวของยูเร่โดนใจคนรุ่นใหม่ที่กำลังต่อสู้ในสายอาชีพของตัวเองไม่ว่าจะสายไหนก็ตาม คือมุมมองเรื่องการเลือกเส้นทางชีวิต เมื่อครั้งที่ตัดสินใจย้ายจากอันเดอร์เลชท์ไปซิริอุส เขาเคยเปิดใจว่ามีทางเลือกที่จะกลับไปเล่นในบ้านเกิดที่สกอตแลนด์ แต่เขากลับเลือกที่จะแบกรับความกดดันในฐานะกองหน้าตัวหลักของทีมแทน เพราะรู้ดีว่าทุกสโมสรทั่วยุโรปต่างมีข้อมูลของนักเตะทุกคนอยู่ในมือ นี่คือแนวคิดที่ตรงกับหลักการพัฒนาตัวเองในโลกการทำงานยุคปัจจุบันอย่างชัดเจน นั่นคือการเลือกสภาพแวดล้อมที่ผลักดันให้ตัวเองต้องแสดงศักยภาพเต็มที่ แทนที่จะเลือกความสบายและความปลอดภัยในกรอบเดิม
การให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับสูตรความสำเร็จในการทำประตูของเขาก็สะท้อนแนวคิดแบบเดียวกัน กองหน้าชาวสกอตอธิบายว่าหัวใจของการทำประตูคือการมีสติและใจเย็น มุ่งความสนใจไปที่ตัวเองกับลูกบอลเท่านั้นในจังหวะสำคัญ ไม่ปล่อยให้ความกดดันหรือสิ่งรบกวนรอบข้างมาบั่นทอนสมาธิ ซึ่งเป็นทักษะทางจิตวิทยาการกีฬาที่นักกีฬาระดับโลกทุกคนต้องฝึกฝน การควบคุมอารมณ์ในโมเมนต์ชี้ขาดคือสิ่งที่แยกนักกีฬาธรรมดาออกจากนักกีฬาระดับซูเปอร์สตาร์
อีกแง่มุมที่น่าประทับใจคือการที่ยูเร่ยังคงแสดงความกตัญญูต่อสโมสรที่ให้โอกาสเขา ก่อนออกจากซิริอุสเขาได้ฝากข้อความขอบคุณแฟนบอลสำหรับการสนับสนุนที่ได้รับตลอดช่วงเวลาที่อยู่กับสโมสร สิ่งนี้สะท้อนบุคลิกของนักเตะที่มองการย้ายทีมเป็นเพียงก้าวต่อไปของเส้นทางอาชีพ ไม่ใช่การตัดขาดจากรากฐานที่เคยหล่อหลอมตัวเอง เป็นบทเรียนสำคัญเรื่องความสัมพันธ์และการรักษามารยาททางวิชาชีพที่คนทำงานยุคใหม่ควรให้ความสำคัญไม่แพ้เรื่องผลงาน
นอกจากนี้ ยังมีมิติที่น่าสนใจเกี่ยวกับตัวตนของยูเร่ ในแง่ของสายเลือดและทางเลือกในระดับทีมชาติ แม้ยูเร่จะมีเชื้อสายยูเครนผ่านทางคุณปู่ ซึ่งทำให้เขามีสิทธิ์ลงเล่นให้ทีมชาติยูเครนได้ในระดับซีเนียร์ แต่เขายืนยันจุดยืนชัดเจนว่าต้องการรอโอกาสในการติดทีมชาติสกอตแลนด์ชุดใหญ่มากกว่า การเลือกที่จะรอคอยโอกาสในสิ่งที่ตัวเองผูกพันมากกว่า แทนที่จะรีบคว้าเส้นทางที่ง่ายกว่า คือภาพสะท้อนของความเชื่อมั่นในตัวเองและอัตลักษณ์ที่ชัดเจน
มิติธุรกิจและอนาคต: กำไรมหาศาลของซิริอุส และก้าวต่อไปในโลกฟุตบอลยุคดิจิทัล
ในมุมของธุรกิจฟุตบอล ดีลนี้ถือเป็นตำราเรียนชั้นดีเรื่องการบริหารจัดการนักเตะดาวรุ่ง ซิริอุสซื้อยูเร่มาด้วยราคาเพียง 750,000 ยูโร และขายออกไปด้วยราคาสูงถึง 6.5 ล้านยูโรบวกโบนัสอีก 2.5 ล้านยูโร นี่คือกำไรที่ชัดเจนซึ่งสโมสรสามารถนำไปลงทุนต่อในการเสริมทัพ และดีลนี้ยังกลายเป็นการขายนักเตะที่แพงที่สุดในประวัติศาสตร์ของสโมสรสวีเดนแห่งนี้
สำหรับฝั่งเซบีย่า การดึงตัวยูเร่มาไม่ได้เป็นเพียงแค่การเสริมแนวรุก แต่ยังมีมิติทางประวัติศาสตร์และการสร้างเรื่องราวทางการตลาดที่น่าสนใจสายสัมพันธ์ระหว่างเซบีย่ากับสกอตแลนด์นั้นย้อนกลับไปได้ถึงการก่อตั้งสโมสรในปี 1890 ซึ่งมีประธานคนแรก เอ็ดเวิร์ด ฟาร์ควาร์สัน จอห์นสตัน และกัปตันทีมคนแรก ฮิวโก แม็คคอลล์ เป็นชาวสกอต รวมถึงอดีตผู้จัดการทีมในยุค 1980s อย่าง จ็อก วอลเลซ ก็เป็นชาวสกอตเช่นกัน การมาถึงของยูเร่ทำให้เขากลายเป็นนักเตะเกิดในสกอตแลนด์คนที่สามที่ได้สวมเสื้อเซบีย่าอย่างเป็นทางการ ต่อจาก เท็ด แม็คมินน์ ในยุค 1980s และ ดันแคน แม็คเวน ทอมสัน ในฤดูกาล 1915-16 เรื่องราวเหล่านี้คือสิ่งที่ทีมการตลาดของสโมสรสามารถนำไปต่อยอดสร้างคอนเทนต์ดึงดูดแฟนบอลรุ่นใหม่ได้อย่างมีมิติ ไม่ใช่แค่การประกาศตัวเลขค่าตัวเพียงอย่างเดียว
ในมุมสนามทีมพันธมิตรจากสกอตแลนด์อย่างเรนเจอร์สเองก็เคยสนใจดึงตัวยูเร่กลับบ้านเช่นกัน พร้อมกับสโมสรอื่นๆ อย่างกาลาตาซาราย และเจนัว แต่สุดท้ายเขาเลือกเส้นทางลาลีกา ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าตลาดซื้อขายนักเตะยุคปัจจุบันไม่ได้ผูกติดกับความรู้สึกเรื่องบ้านเกิดเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่นักเตะยุคใหม่คำนวณเส้นทางอาชีพด้วยข้อมูลและโอกาสในการพัฒนาตัวเองเป็นหลัก
ยูเร่มีกำหนดจะเปิดตัวในนามเซบีย่าอย่างเป็นทางการในเกมลาลีกานัดแรกของฤดูกาล ซึ่งทีมจะพบกับ ราโย บาเยกาโน โดยมี หลุยส์ การ์เซีย ปลาซ่า กุนซือชาวสเปนที่เพิ่งเข้ามาคุมทีมเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา เป็นผู้กุมบังเหียน หลังเซบีย่าจบฤดูกาลก่อนหน้าด้วยอันดับที่ 13 เป้าหมายของทั้งทีมและตัวยูเร่เองในฤดูกาลนี้ จึงไม่ใช่แค่การพิสูจน์ตัวเองในลีกที่แข็งแกร่งที่สุดแห่งหนึ่งของโลก แต่ยังรวมถึงการพาทีมกลับไปสู่อันดับที่ดีขึ้นในตารางคะแนนอีกด้วย
ในแง่ของอนาคตวงการฟุตบอลยุคดิจิทัล เคสของยูเร่ยังสะท้อนเทรนด์ที่กำลังเกิดขึ้นทั่วยุโรป นั่นคือการที่สโมสรใหญ่หันมาให้ความสำคัญกับข้อมูลสถิติเชิงลึก (Data Analytics) มากขึ้นในการสอดส่องหาผู้เล่นจากลีกรองที่หลายคนอาจมองข้าม แทนที่จะพึ่งพาเพียงชื่อเสียงหรือระดับลีกที่นักเตะสังกัดอยู่ ลีกอย่างออลสเวนส์คานของสวีเดนซึ่งเคยถูกมองเป็นเพียงทางผ่าน กำลังกลายเป็นแหล่งขุดทองของสโมสรใหญ่ในยุโรปมากขึ้นเรื่อยๆ และเรื่องนี้ก็เป็นสัญญาณที่ดีสำหรับนักเตะรุ่นใหม่ทั่วโลกว่า พรสวรรค์และผลงานที่แท้จริงจะไม่มีวันถูกมองข้าม ไม่ว่าจะอยู่ในลีกไหนก็ตาม
บทสรุป: บทเรียนที่มากกว่าฟุตบอล
เรื่องราวของ ร็อบบี้ ยูเร่ ไม่ได้เป็นเพียงข่าวการย้ายทีมธรรมดาในตลาดซื้อขายนักเตะฤดูร้อน แต่มันคือกรณีศึกษาที่ทรงพลังเกี่ยวกับความอดทน การกล้าเลือกเส้นทางที่ท้าทายแทนความสบาย และการรักษาวินัยทั้งในสนามและในชีวิต จาก 3 นัดที่ไร้ที่ยืนในทีมชุดใหญ่เรนเจอร์ส สู่การเป็นดาวซัลโวของออลสเวนส์คาน และวันนี้คือกองหน้าความหวังใหม่ของเซบีย่าในลาลีกา เส้นทางของเขาเตือนใจเราว่าความสำเร็จไม่ได้มาจากจุดเริ่มต้นที่สมบูรณ์แบบ แต่มาจากการเลือกลงมือทำในจังหวะที่ใช่ต่างหาก
คำถามที่น่าคิดต่อคือ ท่ามกลางแรงกดดันมหาศาลของการเป็นความหวังใหม่ในลาลีกา ยูเร่จะสามารถรักษาฟอร์มการทำประตูที่ร้อนแรงจากสวีเดนให้ต่อเนื่องมาสู่เวทีที่ใหญ่และแข็งแกร่งกว่าได้หรือไม่ และเขาจะกลายเป็นอีกหนึ่งตำนานนักเตะสกอตของเซบีย่าเหมือนรุ่นพี่ในอดีตได้จริงหรือเปล่า คำตอบคงต้องรอพิสูจน์กันในสนามจริงตลอดฤดูกาลนี้
สรุปประเด็นสำคัญ
- เซบีย่าเซ็นสัญญากับ ร็อบบี้ ยูเร่ กองหน้าชาวสกอตวัย 22 ปี จากซิริอุส สวีเดน ด้วยค่าตัว 6.5 ล้านยูโร บวกโบนัสสูงสุด 2.5 ล้านยูโร สัญญายาวถึงปี 2031
- ยูเร่เคยลงเล่นให้ทีมชุดใหญ่เรนเจอร์สเพียง 3 นัด และอันเดอร์เลชท์เพียง 1 นัด ก่อนย้ายไปปลุกปั้นฝีเท้าที่ซิริอุสด้วยค่าตัวแค่ 750,000 ยูโร
- ที่ซิริอุส เขายิงรวม 31 ประตูใน 50 นัด และซัดไป 20 ประตูในฤดูกาลเดียว ช่วยพาทีมขึ้นจ่าฝูงตารางออลสเวนส์คาน
- ดีลนี้เชื่อมโยงกับประวัติศาสตร์สายสัมพันธ์สกอต-เซบีย่าที่ย้อนไปถึงปี 1890 และทำให้ยูเร่เป็นนักเตะสกอตคนที่สามในประวัติศาสตร์สโมสร
- แม้มีสิทธิ์เล่นให้ทีมชาติยูเครนผ่านสายเลือด แต่ยูเร่ยืนยันเลือกรอโอกาสติดทีมชาติสกอตแลนด์ชุดใหญ่
คำถามที่พบบ่อย
Q: ร็อบบี้ ยูเร่ ย้ายมาเซบีย่าด้วยค่าตัวเท่าไหร่ A: ค่าตัวเบื้องต้นอยู่ที่ 6.5 ล้านยูโร บวกโบนัสเพิ่มเติมที่อาจสูงถึง 2.5 ล้านยูโร ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขในสัญญา
Q: ยูเร่เซ็นสัญญากับเซบีย่ากี่ปี A: เขาเซ็นสัญญาฉบับใหม่ระยะยาว 5 ปี ซึ่งจะทำให้เขาอยู่กับสโมสรจนถึงปี 2031
Q: ก่อนมาเซบีย่า ยูเร่เล่นให้สโมสรไหนมาก่อน A: เขาย้ายมาจากสโมสร ซิริอุส ในลีกออลสเวนส์คานของสวีเดน หลังจากก่อนหน้านั้นผ่านทีมเยาวชนเรนเจอร์สและอันเดอร์เลชท์มาก่อน
Q: ยูเร่ทำผลงานอย่างไรตอนอยู่ซิริอุส A: เขายิงรวม 31 ประตูและแอสซิสต์ 7 ครั้งจาก 50 นัดทุกรายการ และในฤดูกาลสุดท้ายทำได้ 20 ประตูจาก 20 นัด ช่วยพาทีมขึ้นจ่าฝูงตาราง
Q: ยูเร่เป็นนักเตะชาติอะไร A: เขาเป็นนักเตะชาวสกอตแลนด์ เกิดที่เมืองกลาสโกว์ แต่มีสิทธิ์เล่นให้ทีมชาติยูเครนได้ด้วยเนื่องจากมีเชื้อสายยูเครนผ่านทางคุณปู่
Q: ยูเร่เลือกเล่นให้ทีมชาติไหน A: เขายืนยันความต้องการที่จะรอโอกาสติดทีมชาติสกอตแลนด์ชุดใหญ่ แม้จะมีสิทธิ์เลือกเล่นให้ยูเครนก็ตาม
Q: ทำไมเซบีย่าถึงสนใจดึงตัวยูเร่ A: สไตล์การทำประตูของเขาที่เน้นเท้าซ้ายขวาในกรอบเขตโทษ ประกอบกับวินัยการวิ่งตัดแนวรับที่แม่นยำ สอดคล้องกับรูปแบบเกมรุกของเซบีย่าอย่างพอดี
Q: ยูเร่จะลงเล่นนัดแรกให้เซบีย่าเมื่อไหร่ A: เขามีกำหนดลงสนามให้เซบีย่าในนัดเปิดฤดูกาลลาลีกา ที่ทีมจะพบกับราโย บาเยกาโน
Q: ใครคือโค้ชของเซบีย่าตอนนี้ A: หลุยส์ การ์เซีย ปลาซ่า กุนซือชาวสเปน ที่เข้ามารับตำแหน่งตั้งแต่เดือนมีนาคม 2026
Q: ซิริอุสได้กำไรจากการขายยูเร่เท่าไหร่ A: ซิริอุสซื้อยูเร่มาด้วยราคาเพียง 750,000 ยูโร และขายไปในราคา 6.5 ล้านยูโรบวกโบนัส ถือเป็นการขายนักเตะที่แพงที่สุดในประวัติศาสตร์สโมสร
Q: ยูเร่มีความเกี่ยวข้องทางประวัติศาสตร์กับเซบีย่าอย่างไร A: เซบีย่ามีสายสัมพันธ์กับสกอตแลนด์มาตั้งแต่ก่อตั้งสโมสรในปี 1890 และยูเร่กลายเป็นนักเตะเกิดในสกอตแลนด์คนที่สามที่ได้เล่นให้สโมสรนี้
Q: เซบีย่าจบอันดับเท่าไหร่ในฤดูกาลก่อน A: เซบีย่าจบฤดูกาลที่แล้วในอันดับที่ 13 ของตารางลาลีกา