นี่ต้องเป็นจุดเริ่มต้น ไม่ใช่จุดจบ: อาร์เตต้าลั่นวาจา อาร์เซน่อลต้องกลายเป็นทีมที่ยิ่งใหญ่ตลอดกาล ไม่ใช่แค่แชมป์ชั่วคราว
22 ปี คือระยะเวลาที่แฟนบอลปืนใหญ่ต้องอดทนรอคอยความสำเร็จสูงสุดในเกมลูกหนังอังกฤษ ยาวนานพอที่เด็กทารกในวันที่อาร์เซน่อลคว้าแชมป์ครั้งล่าสุดจะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีครอบครัวของตัวเอง แต่เมื่อความฝันนั้นกลายเป็นจริงในที่สุด คำถามที่ตามมาไม่ใช่ “ยินดีด้วย” แต่เป็นคำถามที่หนักหน่วงกว่านั้นมาก นั่นคือ แล้วต่อไปจะทำอย่างไรให้ไม่ใช่แค่ช่วงเวลาสั้นๆ ของความสำเร็จ แต่เป็นจุดเริ่มต้นของยุคสมัยแห่งความยิ่งใหญ่ที่แท้จริง คำตอบจากมิเกล อาร์เตต้า เฮดโค้ชวัย 44 ปีนั้นชัดเจนและตรงไปตรงมาอย่างที่สุด เขาไม่ได้มองว่าถ้วยแชมป์พรีเมียร์ลีกที่เพิ่งได้มาคือปลายทาง แต่คือ “มาตรฐานขั้นต่ำ” ที่ทีมต้องรักษาไว้ให้ได้ในทุกฤดูกาลนับจากนี้ นี่คือเรื่องราวเบื้องหลังความคิดของกุนซือที่พลิกโฉมสโมสรจากทีมที่เคยถูกมองข้าม สู่ทีมที่ทุกคนในวงการต้องจับตามอง มิติประวัติศาสตร์: ยี่สิบสองปีแห่งการรอคอยและบทเรียนจากความเจ็บปวด เพื่อเข้าใจว่าทำไมคำพูดของอาร์เตต้าถึงมีน้ำหนักมากขนาดนี้ เราต้องย้อนกลับไปดูเส้นทางที่ผ่านมา อาร์เซน่อลเคยเป็นสโมสรที่ยิ่งใหญ่ที่สุดทีมหนึ่งของอังกฤษในยุคอาร์แซน เวนเกอร์ โดยเฉพาะฤดูกาล 2003-04 ที่ทีมชุด “อินวินซิเบิลส์” คว้าแชมป์ลีกสูงสุดด้วยสถิติไร้พ่ายตลอดทั้งฤดูกาล ซึ่งเป็นความสำเร็จที่ไม่มีทีมใดในยุคพรีเมียร์ลีกทำได้อีกเลยนับจากนั้น แต่หลังจากปีนั้น อาร์เซน่อลก็เข้าสู่ยุคแห่งความว่างเปล่าที่ยาวนาน สโมสรยังคงแข็งแกร่งในระดับการเข้าไปเล่นฟุตบอลยุโรป แต่ห่างหายจากถ้วยแชมป์สูงสุดของประเทศไปเรื่อยๆ จนกลายเป็นเรื่องตลกร้ายในหมู่แฟนบอลคู่แข่งที่มักเปรียบเทียบทุกฤดูกาลของทีมกับมาตรฐานในอดีตที่ไม่มีวันไปถึง เมื่ออาร์เตต้าเข้ามารับตำแหน่งปลายปี 2019 เขาต้องเริ่มต้นจากศูนย์แทบทุกอย่าง ทั้งการวางระบบการเล่น การสร้างวัฒนธรรมองค์กรใหม่ และการปรับโครงสร้างทีมทั้งหมด เฟสแรกของการทำงานให้ผลลัพธ์เป็นแชมป์เอฟเอ คัพในปี 2020 ซึ่งเป็นถ้วยรางวัลสำคัญแต่ยังไม่ใช่เป้าหมายสูงสุดที่แฟนบอลรอคอย จากนั้นทีมต้องเผชิญกับความผิดหวังซ้ำแล้วซ้ำเล่า จบอันดับสองของตารางติดต่อกันถึงสามฤดูกาล เสียแชมป์ให้กับแมนเชสเตอร์ ซิตี้สองครั้ง และหลุดห่างจากลิเวอร์พูลถึง … Read more