สเปนสมควรได้รอบชิงโลก 2030 จริงหรือ? เบื้องหลังศึกแย่งชิง “นัดที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก” ที่ร้อนแรงจนฟีฟ่าต้องออกโรงปฏิเสธ

เมื่อคำว่า “สมควร” กลายเป็นชนวนปัญหาระดับโลก มีคำพูดไม่กี่คำในโลกกีฬาที่จุดชนวนความขัดแย้งได้รุนแรงเท่ากับคำว่า “สมควร” และนั่นคือสิ่งที่ มิลาโกรส โตลอน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกีฬาของสเปน เลือกใช้เมื่อพูดถึงสิทธิ์เป็นเจ้าภาพรอบชิงชนะเลิศฟุตบอลโลก 2030 “เรามุ่งมั่นมาโดยตลอดที่จะให้มันเกิดขึ้นที่สเปน เราสมควรได้รับมัน” ประโยคนี้ไม่ใช่แค่การแสดงจุดยืนทางการทูต แต่มันคือการประกาศสงครามทางการทูตอย่างเปิดเผยว่า สเปนไม่พร้อมจะยืนหยัดเงียบ ในขณะที่โมร็อกโกกำลังรุกคืบเข้ามาในสมการที่ดูเหมือนจะถูกจัดเรียงไว้เรียบร้อยแล้ว คำถามที่ต้องถามจริงๆ คือ ในยุคที่ฟุตบอลโลกไม่ได้เป็นเรื่องของลูกหนังเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่เป็นเรื่องของอำนาจ เม็ดเงิน และอิทธิพลทางภูมิรัฐศาสตร์ระดับโลก ใครกันแน่ที่ “สมควร” ได้รับเกียรตินั้น? ปมปริศนา: อินฟานติโน่เสนอโมร็อกโกจริงหรือไม่? ก่อนจะเข้าใจว่าทำไมสเปนจึงต้องออกมาพูดแบบนี้ ต้องย้อนกลับไปดูจุดกำเนิดของเรื่องราวทั้งหมด รายงานจากสื่อหลายสำนักระบุตรงกันว่า จานนี่ อินฟานติโน่ ประธานฟีฟ่า อาจเสนอให้โมร็อกโกเป็นเจ้าภาพนัดชิงชนะเลิศฟุตบอลโลก 2030 โดยมีแรงจูงใจซ่อนเร้นอยู่เบื้องหลัง นั่นคือการสร้างฐานเสียงสนับสนุนจากประเทศในทวีปแอฟริกาเพื่อการลงสมัครชิงตำแหน่งประธานฟีฟ่าต่อไป ฟีฟ่าออกมาปฏิเสธรายงานดังกล่าวทันที และโตลอนก็เลือกใช้การปฏิเสธนั้นเป็นโล่กำบัง พร้อมกับย้ำชัดว่าสเปนยังคงเดินหน้าทำงานร่วมกับฟีฟ่าต่อไป โดยการประชุมรอบสำคัญถูกกำหนดไว้ในเดือนกันยายน แต่ไม่ว่าฟีฟ่าจะปฏิเสธหรือไม่ก็ตาม ประเด็นสำคัญที่เรื่องนี้สะท้อนให้เห็นชัดมากคือ การตัดสินใจเรื่องเจ้าภาพฟุตบอลโลกในยุคนี้ไม่ได้เป็นเรื่องของคุณภาพสนามแข่งหรือโครงสร้างพื้นฐานเพียงอย่างเดียวอีกต่อไปแล้ว แต่เป็นเรื่องของการเมืองในองค์กรกีฬาระดับโลกที่ซับซ้อนอย่างยิ่ง แชมป์โลกทั้งชายและหญิง: ไพ่ใบใหญ่ที่สุดของสเปน โตลอนไม่ได้พูดเรื่อง “สมควร” ลอยๆ เธอมีข้อมูลสนับสนุนที่หนักแน่นกว่าประเทศไหนในโลกจะโต้เถียงได้ ข้อเท็จจริงที่ทำให้ทั้งโลกต้องยอมรับ: สเปนคือประเทศเดียวบนโลกใบนี้ที่ครองตำแหน่งแชมป์ฟุตบอลโลกทั้งประเภทชายและหญิงไปพร้อมกัน ทีมหญิงสเปนพิสูจน์ตัวเองครั้งแรกบนเวทีโลกที่ซิดนีย์ในปี … Read more