ตีลังกาแลกอาชีพ: ทำไม โจ เชน ถึงยอมออกโรงเตือน แคม สแก็ตทีโบ ก่อนเปิดแคมป์ไจแอนท์ส

ในโลกกีฬาอาชีพ มีเส้นบางๆ เพียงเส้นเดียวที่แบ่งระหว่างคำว่า “ความมั่นใจ” กับ “ความประมาท” และเส้นนั้นเพิ่งถูกพิสูจน์ให้เห็นชัดเจนอีกครั้ง เมื่อ แคม สแก็ตทีโบ รันนิ่งแบ็กดาวรุ่งวัย 24 ปี ของทีม นิวยอร์ค ไจแอนท์ส เกือบต้องเจ็บตัวซ้ำสองเพียงเพราะท่าเซเลบเบรตที่เขาภาคภูมิใจที่สุด นั่นคือ การตีลังกาหลัง เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นที่งาน Fanatics Fest ซึ่งเป็นงานรวมตัวแฟนกีฬาและนักกีฬาระดับตำนานที่ยิ่งใหญ่ที่สุดงานหนึ่งของอเมริกา สแก็ตทีโบตัดสินใจโชว์ท่าตีลังกาหลังอันเป็นซิกเนเจอร์ของตัวเองต่อหน้าฝูงชน แต่ครั้งนี้จังหวะการลงพื้นผิดเพี้ยนไปจากที่เคยฝึกซ้อมมา แม้สุดท้ายแล้วเขาจะไม่ได้รับบาดเจ็บเพิ่มเติม แต่เหตุการณ์ดังกล่าวก็เพียงพอที่จะทำให้ผู้บริหารระดับสูงของทีมต้องออกมาแสดงความกังวลอย่างเปิดเผย โจ เชน ผู้จัดการทั่วไปของไจแอนท์ส ยอมรับตรงๆ ผ่านสื่ออย่างอีเอสพีเอ็นว่า เขาไม่อยากเห็นสแก็ตทีโบทำท่านี้อีกต่อไป โดยเฉพาะในช่วงเวลาสำคัญแบบนี้ที่ทีมกำลังจะเปิดเทรนนิ่งแคมป์ก่อนฤดูกาลใหม่ ย้อนดูเส้นทางบาดเจ็บที่ยังไม่จางหาย เพื่อให้เข้าใจว่าทำไมผู้บริหารทีมถึงกังวลมากขนาดนี้ เราต้องย้อนกลับไปดูสิ่งที่สแก็ตทีโบต้องเผชิญในช่วงกลางฤดูกาลที่ผ่านมา นักวิ่งหนุ่มรายนี้ประสบอาการบาดเจ็บร้ายแรงถึงสองจุดพร้อมกัน นั่นคือ กระดูกหน้าแข้งหัก และ ข้อเท้าขวาหลุด ซึ่งเป็นอาการบาดเจ็บระดับที่สามารถเปลี่ยนเส้นทางอาชีพนักกีฬาได้เลยทีเดียว ในทางการแพทย์กีฬา การบาดเจ็บลักษณะนี้มักต้องใช้เวลาฟื้นฟูอย่างน้อยหกถึงเก้าเดือน ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของการหลุดของข้อเท้าและตำแหน่งที่กระดูกหัก นักกีฬาที่ต้องพึ่งพาความเร็วและการเปลี่ยนทิศทางอย่างฉับพลันแบบรันนิ่งแบ็ก การกลับมาให้ได้ฟอร์มเดิมร้อยเปอร์เซ็นต์นั้นไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะข้อเท้าและกระดูกหน้าแข้งคือจุดรับแรงกระแทกหลักทุกครั้งที่มีการวิ่งเปลี่ยนทิศทางหรือถูกปะทะ นี่คือเหตุผลที่ทำให้การกระโดดตีลังกาหลัง ซึ่งเป็นการเคลื่อนไหวที่ต้องใช้แรงกระแทกจากขาทั้งสองข้างในการดีดตัวและรับน้ำหนักตอนลงพื้น กลายเป็นความเสี่ยงที่สูงเกินความจำเป็นสำหรับนักกีฬาที่เพิ่งผ่านการผ่าตัดหรือการรักษาอาการบาดเจ็บแบบนี้มา แม้จะดูเป็นเพียงท่าเซเลบเบรตธรรมดา แต่ในมุมมองของทีมแพทย์และผู้บริหารทีม มันคือการพนันกับอาชีพที่ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น … Read more