เด็กปัตตานีที่โลกต้องจับตา! “เจะฮานาฟี มามะ” กองหน้าเลือดใหม่ผู้พิสูจน์ตัวเองบนเวทีช้างศึก U23

ลองจินตนาการดูสักครั้ง ว่าต้องใช้ความกล้าขนาดไหน เมื่อเด็กหนุ่มจากอำเภอยะหริ่ง จังหวัดปัตตานี ก้าวขึ้นมายืนบนสนามในเสื้อทีมชาติไทย แล้วทำประตูใส่จีนด้วยการวอลเลย์ที่คมราวมีดโกน ในเกมระดับนานาชาติที่ถ่ายทอดสดไปทั่วประเทศ และนั่นไม่ใช่ความฝันอีกต่อไปสำหรับ เจะฮานาฟี มามะ วันนี้ กองหน้าดาวรุ่งจากสโมสรพีที ประจวบ เอฟซี รายนี้กำลังเตรียมพร้อมอีกครั้งในค่ายฝึกซ้อมของทีมชาติไทย U23 ก่อนอุ่นเครื่องพบคีร์กิซสถาน U23 ในวันที่ 3 มิถุนายน 2569 และสิ่งที่น่าจับตามองกว่าแค่ผลแพ้ชนะ คือเส้นทางการเติบโตของนักเตะวัยหนุ่มคนนี้ที่ยังไม่หยุดพัฒนาตัวเอง จากยะหริ่งถึงทีมชาติ: เส้นทางที่ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ ฟุตบอลในภาคใต้ของไทยไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่การที่นักเตะจากจังหวัดชายแดนใต้จะก้าวขึ้นมาติดทีมชาติได้นั้น ยังคงเป็นเรื่องที่ต้องใช้ความสามารถและความพยายามเกินกว่าคนทั่วไปหลายเท่า เจะฮานาฟี มามะ คือหนึ่งในนักเตะที่พิสูจน์ว่าภูมิลำเนาไม่ใช่เพดานของความฝัน การได้รับโอกาสติดทีมชาติไทย U23 เป็นครั้งแรก คือช่วงเวลาที่เขาบอกว่าตื้นตันใจมากที่สุดในชีวิตนักเตะ และเขาไม่ได้ปล่อยโอกาสนั้นผ่านไปเฉยๆ เพราะในศึก CFA Team China International Youth Tournament ที่เมืองซีอาน สาธารณรัฐประชาชนจีน เขาได้ลงสนามและทำประตูในเกมที่ทีมชาติไทยเสมอจีน 2-2 ด้วยการจับบอลแล้ววอลเลย์ทันทีในนาทีที่ 23 ซึ่งเขายอมรับเองว่า “ตอนแรกแอบคิดว่าบอลจะออกนอกสนาม แต่พอเป็นประตูก็ดีใจมาก” ประตูนั้นไม่ใช่แค่ตัวเลขในตาราง แต่มันคือสัญลักษณ์ของการพิสูจน์ตัวเองในระดับที่ใหญ่กว่าไทยลีก … Read more

ช้างศึกเรียก “เก่ง สุรชาติ” วัย 40 ปี แทนอิคลาสบาดเจ็บ เมื่อตำนานพิสูจน์ว่าอายุไม่ใช่ตัวเลขที่สำคัญที่สุด

นักเตะอายุ 40 ปีคนหนึ่งเพิ่งได้รับโทรศัพท์สายสำคัญที่สุดในชีวิต เมื่อ แอนโธนี ฮัดสัน หัวหน้าผู้ฝึกสอนทีมชาติไทย กดโทรหาเพื่อบอกว่า “เตรียมตัวมาร่วมทีมได้เลย” สายนั้นไปถึง ร้อยตำรวจตรี สุรชาติ สารีพิมพ์ หรือ “เก่ง” — ลูกครึ่งไทย-ลาว จากสโมสร บีจี ปทุม ยูไนเต็ด ผู้ที่เดินหน้าพิสูจน์ซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่า ในวงการฟุตบอล คุณภาพไม่มีวันหมดอายุ คำถามที่น่าสนใจคือ ทำไมนักเตะวัย 40 ถึงยังอยู่ในสายตาของกุนซือระดับนานาชาติ? และอะไรทำให้ สุรชาติ ยังโดดเด่นเหนือนักเตะรุ่นน้องในลีกไทย? เหตุการณ์ที่เปิดประตูให้ตำนาน — การบาดเจ็บของอิคลาส เรื่องนี้เริ่มต้นในคืนวันที่ 31 พฤษภาคม 2569 ระหว่างนัดชิงชนะเลิศ ช้าง เอฟเอ คัพ ซึ่ง พีที ประจวบ เอฟซี ต้องเผชิญหน้ากับ บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ในเกมที่แฟนบอลทั่วประเทศรอคอย อิคลาส สันหรน หนึ่งในรายชื่อ 23 คนของช้างศึก … Read more

“ใครไม่กระโดดเป็นมุสลิม” — เสียงตะโกนที่ทำให้ทั้งโลกอับอาย และทำไมสเปนต้องเผชิญกับปีศาจในบ้านตัวเอง

ฟุตบอลถูกสร้างมาเพื่อเชื่อมโยงผู้คน แต่คืนวันที่ 2 เมษายน 2569 ที่สนามอาร์ซีดีอี สเตเดี้ยม ในมหานครบาร์เซโลน่า เสียงตะโกนเพียงไม่กี่วินาทีกลับสั่นคลอนทุกอย่างที่ฟุตบอลควรจะยืนหยัด เกมอุ่นเครื่องระหว่างทีมชาติสเปนกับอียิปต์ที่ควรจะเป็นเพียงเกมทดสอบความพร้อมก่อนลุ้นแชมป์โลก กลับกลายเป็นพาดหัวข่าวในอีกแง่มุมที่ไม่มีใครอยากให้เกิด เมื่อแฟนบอลกลุ่มหนึ่งเลือกที่จะเปล่งคำพูดที่ไม่มีที่ยืนในสังคมศิวิไลซ์ คำถามคือ เกิดอะไรขึ้นกันแน่ในคืนนั้น และทำไมปัญหาการเหยียดเชื้อชาติในสนามฟุตบอลยุโรปถึงยังไม่หมดไปเสียที เมื่อเสียงตะโกนดังขึ้นกลางสนาม ช่วงครึ่งแรกของเกมดำเนินไปตามปกติ แฟนบอลชาวสเปนหลายพันคนนั่งอัดแน่นอยู่ในสนาม ภาพดูเป็นปกติทุกอย่าง จนกระทั่งมีเสียงตะโกนแว่วขึ้นมาจากกลุ่มผู้ชมบางส่วน “ใครไม่กระโดดเป็นมุสลิม” ห้าคำที่กลายเป็นระเบิดเวลา ประโยคดังกล่าวไม่ใช่เรื่องใหม่ในสังคมยุโรป มันถูกใช้เป็นเครื่องมือยั่วยุทางศาสนาและเชื้อชาติในหลายประเทศมาตลอด แต่การที่มันดังขึ้นในสนามฟุตบอลระดับนานาชาติที่มีสายตาจากทั่วโลกจับจ้องอยู่ ถือเป็นความอับอายที่หนักหน่วงกว่าเดิมหลายเท่า อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เกิดขึ้นถัดมาพิสูจน์ว่าแฟนบอลสเปนส่วนใหญ่ไม่ได้เห็นด้วยกับสิ่งนั้น เสียงโห่ดังขึ้นพร้อมกันจากหลายพื้นที่ในสนาม ผู้ชมที่อยู่รอบข้างกลุ่มที่ตะโกนแสดงออกอย่างชัดเจนว่าพวกเขาปฏิเสธพฤติกรรมนั้น ก่อนที่ผู้บริหารสนามจะขึ้นข้อความเตือนบนสกอร์บอร์ดในเวลาต่อมา เด ลา ฟวนเต้ พูดชัด ไม่มีที่ยืนสำหรับพวกนี้ หลุยส์ เด ลา ฟวนเต้ กุนซือทีมชาติสเปนผู้พาทีมคว้าแชมป์ยูโร 2024 มาแล้ว เลือกที่จะไม่เงียบ หลังจบเกม เขาออกมาให้สัมภาษณ์ด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่นและชัดเจน ไม่มีการอ้อมค้อม ไม่มีการใช้คำศัพท์ทางการทูตเพื่อหลีกเลี่ยงประเด็น “ทุกคนมีความเห็นเดียวกัน มันเป็นสิ่งที่ไม่สามารถยอมรับได้ เราปฏิเสธมันอย่างสิ้นเชิง” เด ลา ฟวนเต้ กล่าวต่อว่าเขาชื่นชมการตัดสินใจแสดงข้อความเตือนบนสกอร์บอร์ด … Read more