แลมพาร์ดเปิดยุทธการฮุบเชลซีรอบสอง! ล่า “อาเชียมปง” เสริมทัพโคเวนทรี ก่อนดีลนี้จะปิดตำนานเด็กปั้นสแตมฟอร์ด บริดจ์

52 ล้านปอนด์ คือตัวเลขที่เชลซีทุ่มลงไปเพื่อดึง มักซ็องส์ ลาครัวซ์ กองหลังจากคริสตัล พาเลซ เข้าสู่ทีม และตัวเลขก้อนนี้เองที่กำลังจะเขียนบทใหม่ให้กับอนาคตของ จอช อาเชียมปง กองหลังดาวรุ่งวัย 20 ปี ที่เพิ่งถูกยกให้เป็นหนึ่งใน “ผู้เล่นห้ามแตะต้อง” ของสโมสรเมื่อไม่กี่เดือนก่อน คำถามคือ ทำไมนักเตะที่เคยถูกวางตัวเป็นอนาคตของทีมชาติอังกฤษ ถึงต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่อาจต้องขนกระเป๋าออกจากลอนดอนตะวันตกก่อนตลาดซื้อขายนักเตะปิดตัวลง และทำไมคนที่มาทาบทามเขากลับเป็น แฟร้งค์ แลมพาร์ด อดีตตำนานของสโมสรเดียวกัน เรื่องราวนี้ไม่ได้เป็นแค่ข่าวซื้อขายนักเตะทั่วไป แต่มันคือภาพสะท้อนของโลกฟุตบอลยุคใหม่ ที่การแข่งขันในทีมใหญ่โหดร้ายขึ้นทุกวัน และนักเตะดาวรุ่งต้องเรียนรู้ที่จะตัดสินใจเรื่องเส้นทางอาชีพด้วยความเฉียบคมไม่ต่างจากนักธุรกิจ จุดเริ่มต้นของดีล: ทำไมแลมพาร์ดต้องเหลียวมองบ้านเก่า แฟร้งค์ แลมพาร์ด ต้องการดึงตัวจอช อาเชียมปง นักเตะดาวรุ่งของเชลซีมาร่วมทัพโคเวนทรี ซิตี้ โดยมีความเป็นไปได้ที่จะเป็นการยืมตัวก่อนตลาดซื้อขายนักเตะจะปิดฉากลง ตลอดเส้นทางการคุมทีมของแลมพาร์ด เขามีธรรมเนียมที่ชัดเจนอย่างหนึ่งคือการดึงคอนเนกชันจากเชลซี สโมสรที่เขาเคยรับใช้ทั้งในฐานะนักเตะและกุนซือ มาเสริมทัพให้กับทีมที่เขาคุมอยู่เสมอ และครั้งนี้ก็ไม่ต่างกัน มีรายงานจากทอล์คสปอร์ตระบุว่า โคเวนทรี ซิตี้ สนใจดึงตัวอาเชียมปงในช่วงตลาดซื้อขายนักเตะฤดูร้อนนี้ โดยฝั่งเชลซีก็เปิดทางให้เกิดการย้ายทีมได้ สิ่งที่น่าสนใจคือ อาเชียมปงเคยถูกมองว่าเป็นนักเตะ “ห้ามแตะต้อง” ในช่วงตลาดซื้อขายฤดูร้อนที่ผ่านมา แต่ตอนนี้อาจกลายเป็นผู้เล่นที่พร้อมออกจากสแตมฟอร์ด บริดจ์แล้ว โดย ก่อนหน้านี้เชลซีเคยปฏิเสธข้อเสนอหลายครั้งสำหรับกองหลังอเนกประสงค์รายนี้ … Read more

เมื่อ “สแตมฟอร์ด บริดจ์” อาจไม่ใช่บ้านของเชลซีอีกต่อไป: ทำไมทีมลี้ภัยสงครามอย่าง “ชัคตาร์ โดเนตส์ค” ถึงเล็งใช้สนามนี้เป็นบ้านหลังใหม่ในแชมเปี้ยนส์ลีก

เปิดเกม: 11 ปีที่ไม่มีบ้านเป็นของตัวเอง ลองจินตนาการดูว่า ถ้าทีมที่คุณเชียร์ต้องเล่นเกม “เหย้า” ในต่างแดนมาตลอด 11 ปีติดต่อกัน โดยไม่เคยได้กลิ่นหญ้าในสนามบ้านเกิดของตัวเองเลยแม้แต่นัดเดียว คุณจะยังรู้สึกถึงความเป็น “เจ้าบ้าน” อยู่หรือไม่ นี่ไม่ใช่สถานการณ์สมมติ แต่คือความจริงของ ชัคตาร์ โดเนตส์ค สโมสรแชมป์ยูเครนที่ต้องกลายเป็น “ทีมเร่ร่อน” นับตั้งแต่ปี 2014 เป็นต้นมา และล่าสุด สโมสรกำลังเจรจากับ เชลซี เพื่อขอยืมสนาม สแตมฟอร์ด บริดจ์ ความจุ 40,000 ที่นั่ง มาใช้เป็นสังเวียนเหย้าในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก ฤดูกาลนี้ เรื่องนี้ฟังดูเหมือนข่าวย้ายสนามธรรมดา แต่ถ้ามองลึกลงไป มันคือภาพสะท้อนของวงการฟุตบอลยุคใหม่ที่กีฬาไม่ได้แยกขาดจากภูมิรัฐศาสตร์โลกอีกต่อไป และยังเป็นบทเรียนเรื่องวินัย ความอดทน และการปรับตัว ที่คนทำงานยุคนี้สามารถหยิบไปใช้ได้ไม่ต่างจากนักฟุตบอลอาชีพ จากดอนบาส อารีน่า สู่ชีวิตพเนจร: รากเหง้าของปัญหาที่ยาวนานกว่าทศวรรษ จุดเริ่มต้นของการพลัดถิ่น ก่อนปี 2014 ชัคตาร์ โดเนตส์ค คือหนึ่งในสโมสรที่ทรงอิทธิพลที่สุดของยุโรปตะวันออก มีสนามเหย้าของตัวเองคือ ดอนบาส อารีน่า สนามฟุตบอลระดับมาตรฐานยูฟ่าที่สร้างขึ้นเพื่อรองรับศึกยูโร … Read more

แจ็คสันยอมเสียสละ! เปิดปมเปลี่ยนตัวปริศนา เชลซีพ่ายยูเวนตุส ที่แท้เป็นแผนลับปลุกชีพนักเตะที่หายไป 616 วัน

หากมีใครบอกว่านักฟุตบอลอาชีพคนหนึ่งต้องหายหน้าไปจากสนามแข่งขันนานถึง 616 วัน โดยที่ไม่ได้บาดเจ็บสาหัสหรือประสบอุบัติเหตุใด ๆ เลย คุณจะเชื่อไหม และหากบอกต่อว่าการกลับมาลงสนามครั้งแรกในรอบเกือบสองปีของเขา เกิดขึ้นได้เพราะเพื่อนร่วมทีมคนหนึ่งยอม “เสียสละ” ตำแหน่งในสนามให้ ทั้งที่ตัวเองเพิ่งลงเล่นไปไม่ถึงครึ่งเกม เรื่องราวนี้ฟังดูเหมือนบทละครดราม่า แต่มันคือเรื่องจริงที่เกิดขึ้นที่สนาม ไค ตั๊ก สเตเดียม ฮ่องกง ในเกมอุ่นเครื่องพรีซีซั่นระหว่าง เชลซี กับ ยูเวนตุส ผลการแข่งขันจบลงด้วยความพ่ายแพ้ 0-1 ของ “สิงห์บลูส์” จากประตูชัยของ เอดอน เซโกรว่า ปีกทีมชาติโคโซโว ในนาทีที่ 68 แต่สิ่งที่ทำให้แฟนบอลทั่วโลกจับตาไม่ใช่สกอร์บอร์ด หากแต่เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในนาทีที่ 82 เมื่อ นิโกล่าส์ แจ็คสัน กองหน้าทีมชาติเซเนกัล ถูกเปลี่ยนตัวออกทั้งที่เพิ่งลงสนามมาแทน แดนนี่ เวลเบ็ค ในครึ่งหลังเท่านั้น ก่อนที่ทุกอย่างจะกระจ่างเมื่อสื่อชื่อดังอย่าง ดิ แอธเลติก เปิดเผยเบื้องหลังว่า นี่คือการวางแผนล่วงหน้าเพื่อเปิดทางให้ มิไคโล มูดริค ปีกทีมชาติยูเครน ได้ลงสนามอย่างเป็นทางการอีกครั้งในรอบ 616 วัน เรื่องนี้ไม่ใช่แค่ข่าวลงสนามธรรมดา … Read more

615 วันในความมืด: มูดริค คืนสนามให้เชลซี แต่คำถามที่แท้จริงเพิ่งเริ่มต้น

ตัวเลขที่หลายคนอาจไม่รู้: มูดริคไม่ได้สัมผัสบอลในเกมทางการมานานถึง 615 วัน หรือเกือบ 2 ปีเต็ม นั่นคือระยะเวลาที่ยาวนานพอจะทำให้นักฟุตบอลอาชีพคนหนึ่งถูกลืมไปจากความทรงจำแฟนบอล แต่เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา ท่ามกลางเสียงเชียร์ของแฟนบอลกว่า 43,000 คนที่ไคตั๊ก สเตเดี้ยม ฮ่องกง ชื่อของ มิไคโล มูดริค ปีกทีมชาติยูเครนวัย 25 ปี กลับมาดังก้องสนามอีกครั้ง ในเกมที่เชลซีพ่ายให้กับยูเวนตุส 0-1 แต่คำถามที่แท้จริงไม่ใช่แค่ “เขากลับมาแล้วหรือยัง” เพราะคำตอบนั้นชัดเจนอยู่แล้วในนาทีที่ 82 ของเกมนัดนั้น คำถามที่สำคัญกว่าคือ เขาจะกลับมาเป็นนักเตะที่เชลซีทุ่มเงิน 88 ล้านปอนด์ซื้อมาได้อีกครั้งหรือไม่ และเรื่องราวทั้งหมดนี้สอนอะไรเราได้บ้างเกี่ยวกับวินัย ความอดทน และการล้มแล้วลุกในโลกกีฬาอาชีพยุคใหม่ ย้อนเส้นทาง 615 วัน: จากดาวรุ่งค่าตัวมหาศาล สู่ฝันร้ายที่ไม่มีใครอยากเจอ เรื่องราวของมูดริคเริ่มต้นด้วยความหวังอันยิ่งใหญ่ ในเดือนมกราคม ปี 2023 เชลซีทุ่มเงินก้อนโตย้ายเขามาจากสโมสรชัคตาร์ โดเนตส์ค แห่งยูเครน ท่ามกลางสงครามที่ยังคุกรุ่นในประเทศบ้านเกิด เขาถูกมองว่าเป็นหนึ่งในปีกดาวรุ่งที่มีพรสวรรค์สูงที่สุดในยุโรป ด้วยความเร็วและทักษะการเลี้ยงบอลที่โดดเด่น ทว่าฟอร์มการเล่นของเขาที่สแตมฟอร์ด บริดจ์กลับไม่สม่ำเสมออย่างที่ทุกคนคาดหวัง ตลอดระยะเวลาที่อยู่กับทีม เขาลงเล่นไป 73 … Read more

มูดริค กับ เส้นทางกู้ชีพนักเตะร้อยล้านยูโรผ่าน “สโมสรน้อง” สตราส์บูร์ก คือทางรอดสุดท้ายของเชลซีจริงหรือ?

เกือบ 700 วันที่ มิไคโล มูดริค ไม่ได้สัมผัสสนามแข่งขันจริง แต่ตอนนี้เขากำลังจะได้กลับมาลงเล่นอีกครั้ง — เพียงแต่คำถามคือ จะกลับมาในเสื้อเชลซี หรือจะต้องไปเริ่มต้นใหม่ที่ฝรั่งเศส ย้อนกลับไปเมื่อต้นปี 2023 เชลซีทุ่มเงินกว่า 100 ล้านยูโรคว้าตัว มิไคโล มูดริค ปีกดาวรุ่งชาวยูเครนจาก ชัคห์ตาร์ โดเนตส์ค มาด้วยสัญญายาวนานถึง 8 ปีครึ่ง ท่ามกลางความคาดหวังมหาศาลว่าเขาจะกลายเป็นดาวเด่นแห่งสแตมฟอร์ด บริดจ์ ยุคใหม่ แต่เส้นทางกลับไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ เมื่อฟอร์มการเล่นที่ไม่สม่ำเสมอ ตามมาด้วยคดีสารต้องห้ามที่ทำให้เขาต้องหายหน้าจากสนามแข่งขันตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2024 จนถึงตอนนี้ก็เกือบสองปีเต็ม ล่าสุดหลังคดีความคลี่คลาย มูดริคได้กลับมาซ้อมร่วมทีมชุดใหญ่และบินตามไปสมทบแคมป์ปรี-ซีซั่นที่ฮ่องกงแล้ว แต่สิ่งที่รอเขาอยู่ข้างหน้ากลับไม่ใช่โอกาสลงสนามในทีมของ ชาบี อลอนโซ่ หากแต่เป็นความเป็นไปได้ที่จะต้องออกไปยืมตัวเล่นกับ สตราส์บูร์ก สโมสรในลีก เอิง ฝรั่งเศส ที่มีเจ้าของเดียวกันกับเชลซี ทำไมต้องเป็น สตราส์บูร์ก: ที่มาของความสัมพันธ์ “สโมสรพี่น้อง” การที่ชื่อของสตราส์บูร์กถูกหยิบยกขึ้นมาไม่ใช่เรื่องบังเอิญ เพราะสโมสรแห่งนี้อยู่ภายใต้การถือครองของ BlueCo กลุ่มทุนเดียวกับที่เป็นเจ้าของเชลซี ความสัมพันธ์เชิงโครงสร้างแบบนี้ทำให้ทั้งสองสโมสรสามารถแชร์ทรัพยากรนักเตะระหว่างกันได้อย่างยืดหยุ่น โดยเฉพาะการส่งนักเตะดาวรุ่งหรือนักเตะที่ต้องการฟื้นฟูฟอร์มไปหาที่ทางในทีมชุดใหญ่ของสตราส์บูร์ก ซึ่งอยู่ในลีกที่มีมาตรฐานเพียงพอต่อการพัฒนาฝีเท้า แต่ก็ไม่ได้กดดันหนักเท่าพรีเมียร์ลีก … Read more

แลมพาร์ดขอกลับมาทำงานด้วยกันอีกครั้ง โคเวนทรี ซิตี้ จ่อทาบ “มูดริค” ปีกที่เชลซีอยากปล่อยหลังพ้นโทษแบนเกือบ 2 ปี

ในตลาดนักเตะซัมเมอร์ที่เต็มไปด้วยข่าวลือดีลใหญ่ระดับร้อยล้านปอนด์ กลับมีชื่อของทีมน้องใหม่พรีเมียร์ลีกอย่าง โคเวนทรี ซิตี้ โผล่มาเป็นหนึ่งในผู้เล่นสำคัญของฉากทัศน์ตลาดนักเตะโดยไม่มีใครคาดคิด เมื่อมีรายงานว่าสโมสรจากมิดแลนด์สแห่งนี้แสดงความสนใจอย่างจริงจังที่จะดึงตัว มิไคโล มูดริค ปีกทีมชาติยูเครนของเชลซี เข้าร่วมทัพ “ช้างกระทืบโรง” ภายใต้การนำของ แฟรงค์ แลมพาร์ด อดีตกุนซือเชลซีที่เพิ่งพาทีมคว้าแชมป์แชมเปี้ยนชิพและเลื่อนชั้นสู่ลีกสูงสุดเป็นครั้งแรกในรอบ 25 ปี คำถามที่น่าสนใจคือ ทำไมนักเตะที่เคยมีมูลค่าตัวสูงถึง 89 ล้านปอนด์ และเคยเป็นเป้าหมายที่อาร์เซนอลกับเชลซีแย่งชิงกันอย่างดุเดือดเมื่อปี 2023 ถึงกลายมาเป็นข่าวเชื่อมโยงกับทีมที่เพิ่งเลื่อนชั้นสู่ลีกสูงสุด และเรื่องราวเบื้องหลังการกลับมาของเขาครั้งนี้มีอะไรมากกว่าที่ตาเห็น จุดเริ่มต้นและเส้นทางที่ไม่ราบรื่นสู่สแตมฟอร์ด บริดจ์ มูดริค วัย 25 ปี เริ่มต้นเส้นทางฟุตบอลอาชีพกับสโมสรในประเทศยูเครน ก่อนจะเข้าสังกัด ชัคตาร์ โดเนตสก์ สโมสรยักษ์ใหญ่ของประเทศ ที่นั่นเขาพัฒนาฝีเท้าจนกลายเป็นหนึ่งในปีกดาวรุ่งที่น่าจับตามองที่สุดของยุโรป ด้วยความเร็วที่จัดว่าเป็นระดับท็อปของวงการ ทักษะการเลี้ยงบอลที่ฉับไว และความกล้าเข้าปะทะแบบตัวต่อตัว ช่วงต้นปี 2023 ท่ามกลางสถานการณ์สงครามในยูเครนที่ส่งผลกระทบต่อวงการฟุตบอลของประเทศอย่างหนัก มูดริคกลายเป็นเป้าหมายการแย่งชิงตัวที่ดุเดือดที่สุดรายหนึ่งของตลาดนักเตะฤดูหนาว โดยมีทั้งอาร์เซนอลและเชลซีเข้าชิงดวง สุดท้ายเชลซีเป็นฝ่ายชนะใจด้วยข้อเสนอที่ครอบคลุมมูลค่าราว 62 ล้านปอนด์ในส่วนของค่าตัวคงที่ บวกกับโบนัสตามเงื่อนไขที่อาจทำให้ยอดรวมพุ่งขึ้นไปแตะระดับ 89 ล้านปอนด์ พร้อมสัญญาระยะยาวถึง 8 ปีครึ่ง ซึ่งถือเป็นการันตีอนาคตระดับสโมสรที่ไม่ธรรมดา … Read more

มูดริคกลับมาแล้ว! เชลซีเปิดทางนักเตะพันล้านที่หายไปเกือบ 2 ปี แต่ทำไม อลอนโซ่ ถึงยังไม่กล้าพูดอะไรมาก?

เกือบ 20 เดือนเต็มที่ มิไคโล มูดริค ไม่ได้สัมผัสสนามแข่งขันอย่างเป็นทางการแม้แต่นัดเดียว นี่คือตัวเลขที่ฟังดูโหดร้ายสำหรับนักเตะที่เชลซีเคยทุ่มเงินกว่า 100 ล้านปอนด์ดึงตัวมาจาก ชัคตาร์ โดเนตสก์ เมื่อต้นปี 2023 ด้วยความหวังว่าเขาจะเป็นปีกดาวรุ่งที่พลิกโฉมเกมรุกของสโมสร แต่แล้วทุกอย่างต้องหยุดชะงักลงเพราะคดีสารต้องห้ามที่ลากยาวข้ามฤดูกาล วันนี้ประตูกลับมาเปิดอีกครั้งแล้ว หลังสมาคมฟุตบอลอังกฤษ (เอฟเอ) ปิดคดีของเขาอย่างเป็นทางการ และ ชาบี อลอนโซ่ กุนซือคนใหม่ของเชลซี ก็ยืนยันว่าปีกชาวยูเครนวัย 25 ปีจะบินไปสมทบทีมที่ฮ่องกงในทัวร์ปรีซีซั่น แต่คำพูดของอลอนโซ่กลับเต็มไปด้วยความระมัดระวัง ไม่ใช่ความตื่นเต้นแบบที่หลายคนคาดหวัง คำถามคือ ทำไม? ย้อนรอยคดีที่ทำให้นักเตะดาวรุ่งหายไปจากสนาม เรื่องราวทั้งหมดเริ่มต้นในเดือนพฤศจิกายน 2024 เมื่อผลตรวจสารต้องห้ามของ มูดริค ออกมาเป็นบวก โดยพบสารที่ชื่อว่า เมลโดเนียม (Meldonium) ซึ่งเป็นสารกระตุ้นที่ถูกขึ้นบัญชีห้ามใช้โดยหน่วยงานต่อต้านการใช้สารต้องห้ามโลก (WADA) มาตั้งแต่ปี 2016 หลังจากที่มีนักกีฬาระดับโลกหลายคนถูกจับได้ว่าใช้สารชนิดนี้เพื่อเพิ่มความอึดและการลำเลียงออกซิเจนไปยังกล้ามเนื้อ ผลตรวจดังกล่าวทำให้ มูดริค ถูกพักการแข่งขันชั่วคราวทันที และต้องอยู่ในกระบวนการสอบสวนที่ยาวนานเกือบสองปี ระหว่างนั้นเขาไม่สามารถลงเล่นให้เชลซีได้แม้แต่นัดเดียว ทั้งในพรีเมียร์ลีก ยุโรป หรือแม้กระทั่งเกมกระชับมิตร ล่าสุด เอฟเอ ได้ยุติกระบวนการทางวินัยอย่างเป็นทางการ … Read more

มูดริค รอดคุก! เอฟเอ ยกเลิกคดีแบน 4 ปี หลังพบ “หลักฐานวิทยาศาสตร์” พลิกทุกอย่าง

เกือบสองปีที่นักเตะระดับทีมชาติคนหนึ่งต้องนั่งมองเพื่อนร่วมทีมลงสนามจากข้างสนาม ท่ามกลางข้อกล่าวหาที่หนักหนาที่สุดในอาชีพนักฟุตบอล นั่นคือการใช้สารกระตุ้น เรื่องราวของ มิไคโล มูดริค ปีกทีมชาติยูเครนแห่งสโมสรเชลซี คือกรณีศึกษาที่สะเทือนวงการฟุตบอลอังกฤษ เมื่อสมาคมฟุตบอลอังกฤษ (เอฟเอ) ประกาศยุติกระบวนการทางวินัยที่มีต่อเขาอย่างเป็นทางการ พร้อมเปิดทางให้กลับมาลงสนามได้ทันที คำถามที่ตามมาคือ เกิดอะไรขึ้นกันแน่ และทำไมคดีที่เคยดูเหมือนจะจบด้วยโทษแบนสูงสุดถึง 4 ปี ถึงพลิกกลับมาในทิศทางตรงกันข้ามได้ขนาดนี้ บทความนี้จะพาไปเจาะลึกทุกมิติของเรื่องราวนี้ ตั้งแต่จุดเริ่มต้นของฝันร้าย ไปจนถึงวิทยาศาสตร์เบื้องหลังสารต้องห้ามที่เป็นต้นเหตุ และสิ่งที่รออยู่ข้างหน้าสำหรับนักเตะหนุ่มวัย 25 ปีคนนี้ จุดเริ่มต้นของฝันร้าย ย้อนไทม์ไลน์คดีที่ยืดเยื้อเกือบสองปี หากย้อนกลับไปในเดือนพฤศจิกายน ปี 2024 มูดริค ยังคงเป็นหนึ่งในปีกที่มีพรสวรรค์สูงที่สุดของพรีเมียร์ลีก ด้วยความเร็วและทักษะการเลี้ยงบอลที่ทำให้เชลซีทุ่มเงินก้อนโตดึงตัวมาจากชัคตาร์ โดเนตสค์ แต่ทุกอย่างพลิกผันในทันทีที่เขาถูกระงับการแข่งขันชั่วคราว หลังการตรวจสารกระตุ้นนอกการแข่งขันในเดือนตุลาคม ปี 2024 ระหว่างที่เขาเดินทางไปปฏิบัติหน้าที่กับทีมชาติยูเครน พบสารต้องห้ามที่มีชื่อว่า เมลโดเนียม กระบวนการหลังจากนั้นเต็มไปด้วยความเงียบและความล่าช้า เนื่องจากโครงการต่อต้านการใช้สารต้องห้ามของเอฟเอนั้นถือเป็นความลับอย่างเคร่งครัดในทุกขั้นตอน จนกระทั่งเดือนมิถุนายน ปี 2025 เขาจึงถูกตั้งข้อหาอย่างเป็นทางการ และในเดือนมกราคมที่ผ่านมา เอฟเอมีคำตัดสินลงโทษแบนเขาสูงสุดถึง 4 ปี ซึ่งถือเป็นบทลงโทษระดับที่สามารถทำลายอาชีพนักฟุตบอลของใครก็ตามให้จบลงกลางคัน แต่รายละเอียดทั้งหมดนี้เพิ่งถูกเปิดเผยต่อสาธารณะในเดือนเมษายน หลังจากที่มูดริคตัดสินใจยื่นอุทธรณ์คำตัดสินต่อศาลอนุญาโตตุลาการกีฬา หรือ ซีเอเอส … Read more