มิคกี้ ฟาน เดอ เฟน แฉเอง! สเปอร์สยุค “เด แซร์บี้” จะไม่ใช่ทีมบอลหนีตายอีกต่อไป เมื่อดีเอ็นเอลูกหนังของอิตาเลี่ยนกำลังเปลี่ยนสเปอร์สให้กลายเป็นทีมในฝันของแฟนบอล
ฤดูกาลที่ผ่านมาคือฝันร้ายที่แฟนบอลท็อตแน่ม ฮอตสเปอร์อยากลืมให้เร็วที่สุด ทีมที่เคยเข้ารอบสุดท้ายยูฟ่า ซูเปอร์คัพ กลับต้องมาลุ้นตกชั้นในบ้านตัวเองเป็นครั้งแรกในรอบกว่าสิบเจ็ดปี ก่อนจะรอดมาได้แบบเฉียดฉิวในวันสุดท้ายของฤดูกาล แต่คำถามที่ค้างคาใจแฟนบอลตลอดหน้าร้อนคือ สเปอร์สจะเดินหน้าต่อไปแบบไหน จะยังคงเป็นทีมที่เล่นเพื่อเอาตัวรอดไปวันๆ หรือจะกลับมาเป็นทีมที่แฟนบอลยิด อาร์มี่ ภาคภูมิใจอีกครั้ง คำตอบจากปากของ มิคกี้ ฟาน เดอ เฟน กองหลังตัวหลักที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมากับสเปอร์สในยุคที่มีเฮดโค้ชเปลี่ยนหน้ากันแทบทุกไตรมาส คือสัญญาณที่ชัดเจนที่สุดว่าฤดูกาลนี้จะแตกต่างออกไปโดยสิ้นเชิง จากบอลหนีตาย สู่ยุคใหม่ที่แฟนบอลรอคอย ต้องยอนกลับไปดูเส้นทางอันโหดร้ายของสเปอร์สในฤดูกาลก่อน เพื่อจะเข้าใจว่าทำไมคำพูดของ ฟาน เดอ เฟน ถึงมีน้ำหนักมากขนาดนี้ สเปอร์สเริ่มต้นฤดูกาลด้วย โธมัส แฟร้งค์ คุมทัพ แต่ผลงานที่ย่ำแย่ทำให้เขาต้องถูกปลดกลางฤดูกาล ก่อนที่ อิกอร์ ทูดอร์ จะเข้ามารับหน้าที่ชั่วคราว ทว่าเพียงสี่สิบสี่วันกับเจ็ดนัดในตำแหน่ง ทูดอร์ก็ไปไม่รอด หลังพาทีมพ่ายยับในบ้านให้กับนอตติงแฮม ฟอเรสต์ และดันสเปอร์สเข้าใกล้โซนตกชั้นมากที่สุดในรอบหลายปี นั่นคือจุดที่สเปอร์สตัดสินใจทุ่มทุกอย่างเพื่อดึงตัว โรแบร์โต้ เด แซร์บี้ อดีตกุนซือไบรท์ตัน และมาร์กเซย เข้ามากอบกู้สถานการณ์ในเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ท่ามกลางความกังขาว่าปรัชญาลูกบอลจัดจ้านแบบเฉพาะตัวของเขาจะปรับใช้ได้ทันเวลากับผู้เล่นชุดนี้หรือไม่ ในเวลาเพียงเจ็ดนัดที่เหลือของฤดูกาล แต่สุดท้ายเขาก็ทำสำเร็จ พาทีมรอดตกชั้นได้แบบเฉียดฉิวในนัดสุดท้าย และกลายเป็นหนึ่งในทีมที่ได้บอลคืนในสามส่วนสุดท้ายของสนามมากที่สุดในพรีเมียร์ลีกช่วงนั้น การรอดตกชั้นแบบหืดจับคือบทพิสูจน์แรก แต่ปรี-ซีซั่นเต็มรูปแบบครั้งนี้คือบทพิสูจน์ที่แท้จริงว่า … Read more