เมื่อแชมป์โลกก็ยังต้องเริ่มนับหนึ่งใหม่
ลองจินตนาการดูว่าคุณเป็นนักเตะที่เคยยกถ้วยฟุตบอลโลกเหนือหัวเมื่อปี 2022 เคยเป็นตัวจริงในทีมที่เข้าชิงชนะเลิศฟุตบอลโลกอีกครั้งในปี 2026 แต่ในสโมสรกลับกลายเป็นเพียง “ตัวสำรองคนสำคัญ” ที่ได้ลงเป็นตัวจริงในลาลีกาแค่ 13 นัดตลอดทั้งฤดูกาลที่ผ่านมา นี่คือความจริงที่ นาอวล โมลีน่า แบ็กขวาทีมชาติอาร์เจนตินาวัย 28 ปี ต้องเผชิญในช่วงสองฤดูกาลสุดท้ายกับ แอตเลติโก มาดริด
และนี่คือเหตุผลที่ทำให้การประกาศอย่างเป็นทางการของสโมสร โรม่า เมื่อไม่กี่ชั่วโมงที่ผ่านมา กลายเป็นข่าวใหญ่ที่สั่นสะเทือนวงการฟุตบอลยุโรปทันที เมื่อ จัลโลรอสซี่ ยืนยันการคว้าตัวแบ็กขวาทีมชาติอาร์เจนตินารายนี้มาร่วมทีมแบบถาวร เป็นการปิดฉากการเดินทาง 4 ปีในสเปน และเปิดบทใหม่กลับสู่เซเรียอา ลีกที่เขาเคยฝากผลงานไว้กับ อูดิเนเซ่ มาก่อน
เรื่องนี้ไม่ใช่แค่ข่าวซื้อขายนักเตะธรรมดา แต่มันคือกรณีศึกษาที่สะท้อนหลายมิติของฟุตบอลยุคใหม่ ทั้งเรื่องวินัยในการรักษามาตรฐานตัวเอง การบริหารช่วงเวลาขาลงของอาชีพนักกีฬาให้กลายเป็นจุดเริ่มต้นใหม่ และกลไกธุรกิจเบื้องหลังตลาดซื้อขายนักเตะที่คนทั่วไปแทบไม่เคยรู้ วันนี้เราจะพาไปเจาะทุกมิติของดีลนี้แบบละเอียดยิบ
มิติที่หนึ่ง: เส้นทางจากบัวโนสไอเรสสู่กรุงโรม เมื่อวงกลมเดินทางมาบรรจบ
หากย้อนดูเส้นทางอาชีพของ โมลีน่า จะพบว่าเรื่องราวของเขาไม่ต่างจากบทละครที่มีจังหวะขึ้นลงชัดเจน จุดเริ่มต้นของเขาอยู่ที่ระบบเยาวชนของ โบก้า จูเนียร์ส สโมสรในตำนานของอาร์เจนตินาที่ปั้นนักเตะระดับโลกมาแล้วนับไม่ถ้วน ก่อนจะขยับมาสร้างชื่อในยุโรปกับ อูดิเนเซ่ ระหว่างปี 2020-2022 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เขาลงเล่นไป 68 นัดในทุกรายการ และแสดงให้เห็นถึงศักยภาพความเป็นแบ็กขวาสายบุกที่หาตัวจับยาก
ผลงานที่อูดิเนเซ่นี่เองที่ทำให้ แอตเลติโก มาดริด ทีมยักษ์ใหญ่แห่งกรุงมาดริด ตัดสินใจทุ่มเงินราว 20 ล้านยูโรคว้าตัวมาร่วมทีมในปี 2022 ซึ่งเป็นปีเดียวกับที่เขาเดินทางไปคว้าแชมป์ฟุตบอลโลกกับทีมชาติอาร์เจนตินาที่กาตาร์ ถือเป็นปีทองที่ทุกอย่างมาบรรจบกันพอดี ตลอด 4 ฤดูกาลกับ แอตเลติโก เขาลงสนามไปทั้งสิ้น 181 นัดในทุกรายการ กลายเป็นหนึ่งในเสาหลักของทีมภายใต้การคุมทีมของ ดิเอโก้ ซิเมโอเน่
แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ ตลอดช่วงเวลาที่แอตเลติโก โมลีน่ากลับไม่เคยได้สัมผัสถ้วยแชมป์ใดเลยกับสโมสร ทั้งที่ทีมเข้าถึงรอบลึกๆ ของรายการใหญ่แทบทุกฤดูกาล นี่คือความย้อนแย้งที่น่าสนใจ นักเตะที่ประสบความสำเร็จสูงสุดในระดับทีมชาติ กลับไม่มีถ้วยรางวัลระดับสโมสรติดตัวเลยแม้แต่ใบเดียว และในสองฤดูกาลหลังสุด บทบาทของเขาก็เริ่มลดลงเรื่อยๆ จนกลายเป็นเพียงตัวเลือกสำรอง
การย้ายมาโรม่าครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่การเปลี่ยนสโมสร แต่คือการปิดวงจรที่เริ่มต้นในเซเรียอา และวนกลับมาจบที่เซเรียอาอีกครั้ง เพียงแต่คราวนี้เขาไม่ได้เป็นนักเตะดาวรุ่งไร้ประสบการณ์เหมือนเมื่อ 6 ปีก่อน แต่เป็นแชมป์โลกที่ผ่านสมรภูมิใหญ่มาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน
ที่สำคัญ ดีลนี้ยังเป็นการเซ็นสัญญารายที่ 3 ของโรม่าในตลาดซื้อขายซัมเมอร์นี้ ต่อจาก ซานติอาโก้ กัสโตร กองหน้าดาวรุ่งชาวอาร์เจนตินาที่ย้ายมาจากโบโลญญาด้วยค่าตัวราว 35 ล้านยูโร และ คอนสตานตินอส คูลีราคิส เซ็นเตอร์แบ็กทีมชาติกรีซจากวุลฟ์สบวร์ก ด้วยค่าตัวราว 15-17 ล้านยูโร ทั้งนี้ยังไม่นับการเปลี่ยนสัญญายืมตัวเป็นถาวรของ โดเนียลล์ มาเลน กองหน้าชาวดัตช์ และ ดานิเอเล่ กิลาร์ดี้ กองหลังหนุ่มชาวอิตาเลียน สะท้อนให้เห็นว่าโรม่ากำลังเดินหน้าเสริมทัพอย่างเป็นระบบเพื่อกลับมาท้าชิงตำแหน่งสูงๆ ในเซเรียอาอีกครั้ง
มิติที่สอง: ทำไมแบ็กขวาสไตล์นี้ถึงเป็นที่ต้องการในฟุตบอลยุคใหม่
หากมองในมุมวิทยาศาสตร์การกีฬาและยุทธวิธี ตำแหน่งแบ็กขวาในฟุตบอลยุคปัจจุบันไม่ได้ทำหน้าที่แค่ “ป้องกัน” เหมือนในอดีตอีกต่อไป แต่กลายเป็นหนึ่งในตำแหน่งที่ต้องใช้พลังงานและความสามารถรอบด้านมากที่สุดในสนาม นักเตะตำแหน่งนี้ต้องวิ่งขึ้นลงตลอด 90 นาที ต้องมีความเร็วในการโอเวอร์แลปขึ้นไปช่วยเกมรุก ขณะเดียวกันก็ต้องกลับมาป้องกันปีกฝ่ายตรงข้ามให้ทัน
จุดแข็งของ โมลีน่า ที่ทำให้เขาแตกต่างจากแบ็กขวาทั่วไปคือ “สัญชาตญาณการทำประตู” ที่หาได้ยากในตำแหน่งนี้ ตลอด 181 นัดกับแอตเลติโก เขายิงไปทั้งหมด 9 ประตู รวมถึงลูกยิงระยะไกลที่สวยงามใส่ เกตาเฟ่ และ เรอัล มาดริด ในช่วงฤดูกาลที่ผ่านมา ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความสามารถในการอ่านจังหวะเข้าไปอยู่ในตำแหน่งทำประตูได้อย่างเป็นธรรมชาติ ไม่ใช่แค่การวิ่งขึ้นไปเป็นตัวสอดแทรกเฉยๆ
ที่น่าสนใจกว่านั้นคือ ระบบการเล่นของ โรม่า ภายใต้กุนซือ จาน ปิเอโร กัสเปรินี่ ขึ้นชื่อเรื่องการใช้แบ็กสามคนควบคู่กับวิงแบ็กที่ต้องบุกขึ้นไปสูงมากในแดนคู่แข่ง ระบบนี้เคยเปลี่ยนนักเตะแบ็กหลายคนให้กลายเป็นตัวทำเกมรุกชั้นดีมาแล้วในอดีต การได้แบ็กขวาที่มีทั้งความเร็ว ประสบการณ์ระดับโลก และสัญชาตญาณลูกจบสกอร์แบบโมลีน่าเข้ามา จึงถือเป็นการเติมชิ้นส่วนที่ขาดหายไปพอดีสำหรับระบบเกมรุกของทีม
อีกมิติหนึ่งที่น่าพูดถึงคือเรื่องการฟื้นฟูสภาพร่างกายและจิตใจของนักเตะวัย 28 ปี ในทางวิทยาศาสตร์การกีฬา ช่วงอายุนี้ถือเป็นจุดพีคของนักเตะตำแหน่งวิ่งเยอะอย่างแบ็ก เพราะร่างกายผ่านการฝึกฝนมาเต็มที่ แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องบริหารจัดการภาระงานให้ดี การที่โมลีน่าได้ลงเล่นน้อยลงในสองฤดูกาลหลังที่แอตเลติโก แม้จะดูเหมือนข่าวร้ายในแง่การพัฒนาฝีเท้า แต่ในมุมกลับกันมันอาจหมายถึงร่างกายที่ผ่านการพักฟื้นมามากพอที่จะกลับมาระเบิดฟอร์มเต็มที่ในสภาพแวดล้อมใหม่ก็เป็นได้
มิติที่สาม: บทเรียนเรื่องวินัยและการฮึดสู้ ที่คนวัยทำงานเอาไปปรับใช้ได้
สิ่งที่ทำให้เรื่องราวของ โมลีน่า น่าสนใจเกินกว่าจะเป็นแค่ข่าวกีฬา คือแง่มุมด้านจิตใจที่สะท้อนบทเรียนชีวิตได้อย่างชัดเจน ลองคิดดูว่าคนที่เคยยืนอยู่จุดสูงสุดของอาชีพ เคยเป็นแชมป์โลก เคยเป็นตัวจริงตลอดกาลของทีมชาติ แต่ในที่ทำงาน (สโมสร) กลับต้องนั่งม้านั่งสำรองบ่อยครั้งขึ้นเรื่อยๆ ความรู้สึกแบบนี้ไม่ต่างจากคนทำงานที่เคยเป็นดาวเด่นในบริษัท แต่จู่ๆ ก็ถูกลดบทบาทลงเพราะมีคนรุ่นใหม่เข้ามาแทนที่
สิ่งที่น่าชื่นชมคือ โมลีน่า ไม่เคยหยุดพัฒนาตัวเองแม้ในช่วงเวลาที่ไม่ได้เป็นตัวหลัก เขายังคงรักษาตำแหน่งแบ็กขวาเบอร์หนึ่งของทีมชาติอาร์เจนตินาอย่างเหนียวแน่น ลงเล่นให้ทัพ อัลบิเซเลสเต ไปแล้วมากถึง 65 นัดนับตั้งแต่ปี 2021 คว้าแชมป์ฟุตบอลโลก 2022 แชมป์โกปา อเมริกา ทั้งปี 2021 และ 2024 และยังคงติดทีมชุดที่เข้าถึงรอบชิงชนะเลิศฟุตบอลโลก 2026 ก่อนพ่ายให้กับสเปนในนัดตัดสิน แม้จะไม่ได้คว้าแชมป์สมัยที่สอง แต่การยืนหยัดอยู่ในทีมชาติระดับท็อปของโลกได้ตลอดหลายปี ท่ามกลางการแข่งขันในสโมสรที่สูงลิ่ว คือเครื่องพิสูจน์วินัยและความสม่ำเสมอที่แท้จริง
นี่คือบทเรียนสำคัญสำหรับคนวัยทำงานยุคนี้ที่ต้องเจอกับความไม่แน่นอนในสายอาชีพอยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นการปรับโครงสร้างองค์กร การแข่งขันจากคนรุ่นใหม่ หรือแม้แต่การถูกลดบทบาทโดยไม่มีสาเหตุชัดเจน สิ่งที่ทำได้คือการรักษามาตรฐานของตัวเองให้คงที่ ไม่ปล่อยให้สถานการณ์ภายนอกมากำหนดคุณค่าของตัวเอง และเมื่อโอกาสใหม่มาถึง ต้องพร้อมคว้าไว้ทันที เหมือนที่โมลีน่าตัดสินใจเลือกกลับมาเซเรียอาในจังหวะที่เหมาะสมที่สุด
อีกประเด็นที่น่าสนใจคือแรงบันดาลใจที่แฟนบอลอาร์เจนตินาและแฟนกีฬาทั่วโลกมีต่อนักเตะกลุ่มนี้ ความสำเร็จระดับทีมชาติของอาร์เจนตินาในช่วงปี 2021-2026 ไม่ได้เกิดจากผู้เล่นดาวเด่นเพียงคนเดียว แต่เกิดจากความร่วมแรงร่วมใจของนักเตะที่แต่ละคนมีบทบาทแตกต่างกัน โมลีน่า คือตัวอย่างของนักเตะ “ตัวรอง” ในสายตาสื่อ แต่กลับเป็นฟันเฟืองสำคัญที่ทำให้เครื่องจักรทีมชาติทำงานได้อย่างสมบูรณ์แบบ
มิติที่สี่: เบื้องหลังธุรกิจฟุตบอล เมื่อตัวเลขค่าตัวไม่ได้บอกทุกอย่าง
ในมุมธุรกิจ ดีลนี้เต็มไปด้วยรายละเอียดที่น่าสนใจไม่แพ้เรื่องในสนาม แม้สโมสรทั้งสองฝ่ายจะไม่เปิดเผยตัวเลขค่าตัวอย่างเป็นทางการ แต่สื่ออิตาลีอย่าง คอร์ริเอเร่ เดลโล่ สปอร์ต รายงานว่าดีลนี้มีมูลค่ารวมประมาณ 17 ล้านยูโร แบ่งเป็นค่าตัวหลัก 13 ล้านยูโร บวกกับโบนัสตามเงื่อนไขอีก 4 ล้านยูโร ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่ค่อนข้าง “คุ้มค่า” เมื่อเทียบกับโปรไฟล์ของนักเตะที่เพิ่งผ่านการเข้าชิงฟุตบอลโลกมาหมาดๆ
สิ่งที่น่าสนใจในมุมกลไกการเงินฟุตบอลคือ “ระบบเงินสมทบการพัฒนานักเตะ” หรือ Solidarity Mechanism ซึ่งเป็นกฎของสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติที่กำหนดให้สโมสรที่เคยปั้นนักเตะตั้งแต่เยาวชนได้รับส่วนแบ่งจากค่าตัวทุกครั้งที่นักเตะคนนั้นย้ายทีม แม้จะผ่านมาหลายปีแล้วก็ตาม ในกรณีของ โมลีน่า สโมสร โบก้า จูเนียร์ส ต้นสังกัดที่ปั้นเขามาตั้งแต่เด็ก จะได้รับเงินราว 5 แสนยูโรจากดีลนี้ผ่านกลไกดังกล่าว นี่คือตัวอย่างที่ดีของการสร้างรายได้แบบ “passive income” ในโลกฟุตบอล ที่สโมสรเล็กๆ สามารถได้รับผลตอบแทนระยะยาวจากการลงทุนพัฒนาเยาวชนตั้งแต่ต้น
หากมองภาพรวมของตลาดซื้อขายฤดูร้อนนี้ จะเห็นแนวโน้มที่ชัดเจนว่านักเตะระดับซูเปอร์สตาร์จากลาลีกาเริ่มไหลกลับเข้าสู่เซเรียอามากขึ้น สะท้อนให้เห็นว่าลีกอิตาลีกำลังฟื้นตัวทางเศรษฐกิจและกลับมามีกำลังซื้อในตลาดนักเตะระดับสูงอีกครั้ง หลังจากที่เคยเสียเปรียบพรีเมียร์ลีกและลาลีกาในการแย่งชิงนักเตะระดับท็อปมาหลายปี การที่โรม่ากล้าทุ่มเงินมหาศาลในซัมเมอร์เดียวถึง 3 ดีลใหญ่ (กัสโตร คูลีราคิส และโมลีน่า) รวมมูลค่ากว่า 70 ล้านยูโร คือสัญญาณของความทะเยอทะยานที่จะกลับมาแข่งขันในระดับยุโรปอย่างจริงจัง
นอกจากนี้ ฟุตบอลโลก 2026 ที่เพิ่งจบไปยังส่งผลโดยตรงต่อมูลค่าตลาดของนักเตะที่เข้าร่วมแข่งขัน นักเตะที่ผ่านเวทีระดับโลกมักจะมีมูลค่าทางการตลาดเพิ่มขึ้นทันที ไม่ว่าจะเป็นในแง่ค่าตัว ค่าเหนื่อย หรือมูลค่าด้านสปอนเซอร์และการตลาดดิจิทัล ซึ่งเป็นอีกปัจจัยที่ทำให้ดีลลักษณะนี้เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงหลังจบทัวร์นาเมนต์ใหญ่ เพราะทุกฝ่ายต้องการปิดดีลก่อนที่มูลค่าตลาดจะเปลี่ยนแปลงไปตามผลงานฤดูกาลถัดไป
สำหรับอนาคตของวงการนี้ เราน่าจะได้เห็นเทรนด์แบบนี้มากขึ้นเรื่อยๆ นั่นคือการที่สโมสรใหญ่ในเซเรียอาใช้กลยุทธ์ “ซื้อนักเตะประสบการณ์สูงในราคาสมเหตุสมผล” แทนที่จะทุ่มเงินมหาศาลกับดาวรุ่งที่ยังไม่ผ่านการพิสูจน์ตัวเอง เพราะนักเตะแบบโมลีน่าที่มีทั้งประสบการณ์ระดับโลกและยังอยู่ในวัยที่ร่างกายพร้อมเล่นได้อีกหลายปี คือการลงทุนที่มีความเสี่ยงต่ำแต่ให้ผลตอบแทนสูงทั้งในสนามและนอกสนาม
บทสรุป
การมาถึงของ นาอวล โมลีน่า ที่ โรม่า ไม่ใช่แค่ข่าวการย้ายทีมธรรมดา แต่เป็นภาพสะท้อนของฟุตบอลยุคใหม่ในหลายมิติ ทั้งเรื่องความยืดหยุ่นของยุทธวิธีสมัยใหม่ที่ต้องการแบ็กขวาแบบครบเครื่อง เรื่องวินัยและความสม่ำเสมอที่ทำให้นักเตะคนหนึ่งยังคงยืนหยัดในระดับท็อปของโลกได้แม้จะไม่ได้เป็นตัวหลักในสโมสร และเรื่องกลไกธุรกิจเบื้องหลังที่ซับซ้อนกว่าตัวเลขค่าตัวที่เราเห็นบนหน้าข่าว
คำถามที่น่าคิดต่อคือ เมื่อแชมป์โลกอย่างโมลีน่าได้พื้นที่ในการเล่นเต็มที่อีกครั้งภายใต้ระบบของ กัสเปรินี่ เขาจะกลับมาทวงคืนฟอร์มเก่งของตัวเองได้เร็วแค่ไหน และดีลนี้จะกลายเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้โรม่ากลับมาผงาดในเซเรียอาได้จริงหรือไม่ คำตอบคงต้องรอให้ฤดูกาลใหม่เริ่มต้นขึ้นเท่านั้น
สรุปประเด็นสำคัญ
- โรม่ายืนยันคว้าตัว นาอวล โมลีน่า แบ็กขวาทีมชาติอาร์เจนตินาวัย 28 ปี จากแอตเลติโก มาดริด แบบถาวร สวมเสื้อหมายเลข 20
- ค่าตัวไม่เปิดเผยอย่างเป็นทางการ แต่สื่ออิตาลีระบุมูลค่ารวมราว 17 ล้านยูโร แบ่งเป็นค่าตัวหลัก 13 ล้านยูโร บวกโบนัส 4 ล้านยูโร
- โมลีน่าเคยค้าแข้งกับอูดิเนเซ่ 68 นัด ก่อนย้ายไปแอตเลติโก มาดริด 4 ฤดูกาล ลงเล่น 181 นัด แต่ไม่เคยได้แชมป์สโมสรเลย
- ในทีมชาติอาร์เจนตินา เขาลงเล่นไปแล้ว 65 นัด คว้าแชมป์โลก 2022 แชมป์โกปา อเมริกา 2 สมัย และเป็นรองแชมป์โลก 2026
- ดีลนี้เป็นการเซ็นสัญญารายที่ 3 ของโรม่าในซัมเมอร์นี้ ต่อจาก ซานติอาโก้ กัสโตร และ คอนสตานตินอส คูลีราคิส
คำถามที่พบบ่อย
นาอวล โมลีน่า ย้ายจากแอตเลติโก มาดริด มาโรม่าด้วยค่าตัวเท่าไหร่ A: สโมสรไม่เปิดเผยตัวเลขอย่างเป็นทางการ แต่สื่ออิตาลีอย่างคอร์ริเอเร่ เดลโล่ สปอร์ต รายงานว่าดีลนี้มีมูลค่ารวมประมาณ 17 ล้านยูโร แบ่งเป็นค่าตัวหลัก 13 ล้านยูโร และโบนัสอีก 4 ล้านยูโร
โมลีน่าจะสวมเสื้อหมายเลขอะไรที่โรม่า A: เขาจะสวมเสื้อหมายเลข 20 ในฤดูกาลใหม่กับโรม่า
โมลีน่าเคยเล่นในเซเรียอามาก่อนหรือไม่ A: เคยเล่นให้กับสโมสรอูดิเนเซ่ระหว่างปี 2020-2022 ลงเล่นไปทั้งหมด 68 นัดในทุกรายการ ก่อนย้ายไปแอตเลติโก มาดริด
ทำไมโมลีน่าถึงตัดสินใจออกจากแอตเลติโก มาดริด A: ในช่วงสองฤดูกาลหลัง เขามีบทบาทลดลงในทีม โดยได้ลงเป็นตัวจริงในลาลีกาเพียง 13 นัดในฤดูกาลล่าสุด ทำให้การย้ายทีมเป็นโอกาสหาพื้นที่ลงเล่นที่มากขึ้น
โมลีน่าเคยคว้าแชมป์อะไรมาบ้างกับทีมชาติอาร์เจนตินา A: เขาคว้าแชมป์ฟุตบอลโลก 2022 และแชมป์โกปา อเมริกา ทั้งปี 2021 และ 2024 พร้อมทั้งเป็นส่วนหนึ่งของทีมชุดรองแชมป์โลก 2026
โมลีน่าเคยคว้าแชมป์สโมสรร่วมกับแอตเลติโก มาดริดหรือไม่ A: ไม่เคย แม้จะอยู่กับสโมสรถึง 4 ฤดูกาลและลงเล่นไป 181 นัด แต่เขายังไม่เคยได้ถ้วยแชมป์ระดับสโมสรร่วมกับแอตเลติโกเลย
โรม่าเซ็นสัญญานักเตะกี่คนแล้วในซัมเมอร์นี้ A: โมลีน่าคือการเซ็นสัญญารายที่ 3 ของโรม่าในตลาดซื้อขายซัมเมอร์นี้ ต่อจากซานติอาโก้ กัสโตร และคอนสตานตินอส คูลีราคิส ไม่นับการเปลี่ยนสัญญายืมเป็นถาวรของโดเนียลล์ มาเลน และดานิเอเล่ กิลาร์ดี้
โมลีน่าเล่นในตำแหน่งอะไรและมีจุดเด่นอะไร A: เขาเล่นตำแหน่งแบ็กขวา จุดเด่นคือความเร็วในการโอเวอร์แลปขึ้นเกมรุก และสัญชาตญาณการทำประตูที่ค่อนข้างโดดเด่นสำหรับตำแหน่งนี้ เคยยิงได้ 9 ประตูตลอดการค้าแข้งกับแอตเลติโก
โบก้า จูเนียร์ส ได้ประโยชน์อะไรจากการย้ายทีมครั้งนี้ A: ผ่านกลไกเงินสมทบการพัฒนานักเตะ (Solidarity Mechanism) ของฟีฟ่า โบก้า จูเนียร์ส ในฐานะสโมสรที่ปั้นโมลีน่าตั้งแต่เยาวชนจะได้รับส่วนแบ่งจากค่าตัวราว 5 แสนยูโร
ทำไมสไตล์การเล่นของโมลีน่าถึงเหมาะกับระบบของโรม่า A: โรม่าภายใต้กุนซือ จาน ปิเอโร กัสเปรินี่ มักใช้ระบบแบ็กสามคนที่ต้องการวิงแบ็กบุกขึ้นสูง ซึ่งตรงกับความสามารถด้านความเร็วและการทำเกมรุกของโมลีน่าพอดี
โมลีน่ามาจากสโมสรเยาวชนใดในอาร์เจนตินา A: เขาผ่านระบบเยาวชนของสโมสรโบก้า จูเนียร์ส สโมสรชื่อดังของอาร์เจนตินา ก่อนจะย้ายมาเล่นในยุโรปกับอูดิเนเซ่
สัญญาของโมลีน่ากับโรม่ามีระยะเวลากี่ปี A: รายละเอียดสัญญาอย่างเป็นทางการยังไม่มีการเปิดเผยจากสโมสร แต่คาดว่าจะเป็นสัญญาระยะยาวหลายปีตามมาตรฐานการเซ็นสัญญานักเตะระดับทีมชาติของสโมสรใหญ่