แห่แจ้งความดำเนินคดี “อาจารย์มิ้น” ร่างทรงพญานาค หลอกขายวัตถุมงคล-เครื่องรางของขลัง ผู้เสียหายสูญเงินรวมกว่า 20 ล้านบาท

เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2568 ที่ศูนย์รับแจ้งความ กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) นายรณณรงค์ แก้วเพ็ชร์ ประธานมูลนิธิรณรงค์ทวงคืนความยุติธรรมในสังคม พร้อมด้วยนายรภัสสิทธิ์ ภัทรสิริชัยสิน รองประธานมูลนิธิฯ และนางสาวชฎาภรณ์ พงศ์ทองเมือง ที่ปรึกษามูลนิธิฯ ได้นำผู้เสียหายจำนวน 20 ราย เข้ามายื่นหนังสือแจ้งความเพื่อดำเนินคดีกับผู้ต้องหาที่อ้างตนเป็นร่างทรงพญานาครายนี้ ซึ่งมูลค่าความเสียหายที่เกิดขึ้นมีมากกว่า 20 ล้านบาท และยังมีแนวโน้มว่าจะมีผู้เสียหายเพิ่มขึ้นอีกเป็นจำนวนมาก

รูปแบบการหลอกลวงที่ซับซ้อนและมีระบบ

จากการสอบถามข้อมูลเบื้องต้นกับทางมูลนิธิรณรงค์ทวงคืนความยุติธรรมในสังคม พบว่ากลุ่มผู้เสียหายถูกหลอกลวงผ่านรูปแบบที่ดูมีความน่าเชื่อถือและเป็นระบบมาก โดยผู้ต้องหาจะเริ่มต้นจากการสร้างภาพลักษณ์ของตนเองว่าเป็นผู้ที่มีจิตใจดี มีเมตตา และเป็นผู้ใฝ่ธรรม มีการเปิดเพจสอนธรรมะเพื่อดึงดูดผู้คนที่มีจิตใจศรัทธาในพระพุทธศาสนาและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เมื่อมีผู้ติดตามและเริ่มให้ความเชื่อถือแล้ว จึงค่อยๆ ชักชวนให้เข้าร่วมพิธีกรรมต่างๆ และเสนอให้เช่าบูชาหรือซื้อวัตถุมงคลและเครื่องรางของขลัง

สิ่งที่น่าสนใจคือการอ้างว่าวัตถุมงคลเหล่านี้เป็นของเฉพาะบุคคล ที่เทวดาหรือพญานาคเลือกเองให้ผู้มีบุญเท่านั้นจะได้ครอบครอง ซึ่งเป็นกลยุทธ์ทางจิตวิทยาที่ทำให้ผู้ถูกหลอกรู้สึกว่าตนเองเป็นคนพิเศษและโชคดี จึงยินดีที่จะจ่ายเงินจำนวนมากเพื่อให้ได้วัตถุมงคลเหล่านั้นมา นอกจากนี้ยังมีการเปิดให้ “ผ่อนชำระ” วัตถุมงคล ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่เคยปรากฏในวงการพระเครื่องหรือของขลังทั่วไปมาก่อน แต่กลับเป็นกลยุทธ์ที่ทำให้ผู้เสียหายติดกับดักหนี้สินได้ง่ายขึ้น

คำให้การของผู้เสียหายที่สะเทือนใจ

คุณตี้ (ขอสงวนนามสกุล) อายุ 46 ปี ประกอบอาชีพเป็นเจ้าของคลินิกทันตแพทย์ ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้เสียหายที่กล้าออกมาเปิดเผยข้อมูล ได้เล่าถึงประสบการณ์ที่ผ่านมาว่า ตนเริ่มรู้จักกับ “อาจารย์มิ้น” ผู้ที่อ้างตนเป็นร่างทรงหญิงของพญานาค ผ่านทางเพจที่สอนธรรมะและเผยแพร่เนื้อหาเกี่ยวกับพระพุทธศาสนา ในช่วงแรกๆ รู้สึกประทับใจมากเพราะอาจารย์พูดจาดี สอนธรรมะได้น่าฟัง และแสดงความเมตตาต่อผู้คน จึงเกิดความศรัทธาและเชื่อถือ

จากนั้นจึงถูกชักชวนให้เข้าร่วมพิธีกรรมต่างๆ และมีการเสนอให้ผ่อนชำระเพื่อบูชาวัตถุมงคลที่มีราคาแพง โดยอ้างว่าเป็นของเฉพาะที่เทวดาเลือกให้โดยเฉพาะ และมีเพียงผู้ที่มีบุญบารมีเท่านั้นที่จะได้รับโอกาสครอบครองวัตถุมงคลเหล่านี้ ในช่วงแรกคุณตี้เชื่อและยอมจ่ายเงินไปตามที่ถูกเสนอ แต่เมื่อเวลาผ่านไปและได้ติดตามเรื่องราวอย่างใกล้ชิด จึงเริ่มสังเกตเห็นความผิดปกติหลายประการ

คุณตี้บอกว่า เริ่มสังเกตว่ามีการเรียกให้คนกลุ่มเดิมๆ บูชาวัตถุมงคลซ้ำแล้วซ้ำอีก โดยใช้เหตุผลต่างๆ กัน บ้างบอกว่าต้องเปลี่ยนตามช่วงเวลา บ้างบอกว่าดวงชะตากำลังจะเปลี่ยนต้องมีของใหม่รองรับ เมื่อเริ่มสงสัยและตรวจสอบข้อมูลอย่างละเอียด จึงค้นพบความจริงที่น่าตกใจว่า วัตถุมงคลที่ถูกบอกว่าศักดิ์สิทธิ์และหายากนั้น จริงๆ แล้วมีต้นทุนที่ถูกมาก เช่น ดวงแก้วที่อ้างว่ามีความศักดิ์สิทธิ์สูง มีราคาต้นทุนเพียงหลักร้อยบาท แต่ถูกขายในราคาหลักหมื่นถึงสี่หมื่นบาท

สิ่งที่ทำให้คุณตี้รู้สึกผิดหวังและเสียใจมากที่สุดคือ หลังจากที่มีข่าวเรื่องการหลอกลวงเริ่มเผยแพร่ออกไป อาจารย์มิ้นกลับบล็อกการติดต่อทั้งหมด และปฏิเสธที่จะคืนเงินให้กับผู้เสียหาย ซึ่งแสดงให้เห็นถึงเจตนาที่ไม่สุจริตอย่างชัดเจน คุณตี้บอกว่าตนเองไม่ได้เสียดายแค่เงินที่สูญไป แต่เสียดายความเชื่อและศรัทธาที่ถูกหลอกใช้ไปในทางที่ผิด

ผู้เสียหายรายอื่นๆ ก็มีเรื่องราวคล้ายคลึงกัน

นอกจากคุณตี้แล้ว ยังมีผู้เสียหายหญิงอีกรายหนึ่งที่ออกมาให้สัมภาษณ์ โดยเล่าว่าตนพบอาจารย์คนนี้ผ่านทางเพจที่สอนธรรมะเช่นกัน เห็นว่าเป็นผู้ใฝ่ธรรมและมีจิตใจดี จึงเชื่อถือและยินดีที่จะร่วมบูชาอัญมณีตามคำแนะนำ โดยคิดว่าเงินที่โอนไปจะถูกนำไปใช้ในทางที่ดี เช่น การช่วยเหลือวัด หรือการทำบุญต่างๆ

แต่เมื่อตรวจสอบในภายหลัง กลับพบว่าเงินที่โอนไปไม่ได้ถูกนำไปใช้เพื่อการกุศลตามที่เข้าใจ นอกจากนี้ยังพบว่ามีการใช้ภาพถ่ายร่วมกับพระสงฆ์ชื่อดังในการโฆษณาและสร้างความน่าเชื่อถือ โดยที่พระสงฆ์เหล่านั้นไม่ได้ทราบเรื่องหรือให้ความยินยอม ซึ่งเป็นการแอบอ้างที่ไม่เหมาะสม และอาจทำให้พระสงฆ์เหล่านั้นได้รับความเสียหายต่อชื่อเสียงด้วย

ผู้เสียหายรายนี้บอกว่า สิ่งที่ทำให้รู้สึกเจ็บปวดมากที่สุดคือการที่ความศรัทธาของตนถูกนำไปใช้ในทางที่ผิด ตนเชื่อมาตลอดว่ากำลังทำสิ่งที่ดีและสร้างบุญกุศล แต่กลับกลายเป็นว่าถูกหลอกให้จ่ายเงินเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัวของผู้อื่น

ทนายรณณรงค์เปิดเผยรายละเอียดและท้าทายให้พิสูจน์

นายรณณรงค์ แก้วเพ็ชร์ ประธานมูลนิธิรณรงค์ทวงคืนความยุติธรรมในสังคม ในฐานะทนายความที่รับผิดชอบคดีนี้ ได้เปิดเผยข้อมูลเพิ่มเติมว่า ผู้ถูกกล่าวหาที่ใช้นามว่า “อาจารย์มิ้น” มีพฤติการณ์หลอกลวงให้ประชาชนเชื่อในอิทธิฤทธิ์ของวัตถุมงคลอย่างเป็นระบบ โดยวัตถุมงคลที่นำมาขายนั้นมีต้นทุนจริงที่ราคาต่ำมาก แต่กลับขายในราคาที่สูงลิ่ว ตั้งแต่หลักหมื่นไปจนถึงหลักแสนบาท

นายรณณรงค์ได้ท้าทายอย่างชัดเจนว่า หากอาจารย์มิ้นอ้างว่าตนเองศักดิ์สิทธิ์จริงและวัตถุมงคลที่ขายมีพลังอำนาจจริง ก็ขอเชิญให้นำวัตถุมงคลของผู้เสียหายทุกรายมาพิสูจน์ที่กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค ว่าวัตถุมงคลเหล่านั้นมีความศักดิ์สิทธิ์จริงหรือไม่ มีพลังอำนาจตามที่อ้างจริงหรือเป็นเพียงการหลอกลวง

นอกจากนี้ นายรณณรงค์ยังได้ฝากข้อความถึงกลุ่มร่างทรงทั้งหลายที่อาจมีพฤติการณ์คล้ายคลึงกันว่า “ธรรมะของพระพุทธเจ้าไม่ต้องผ่อน” ทุกคนสามารถศึกษาและปฏิบัติธรรมด้วยตนเองได้ ไม่จำเป็นต้องพึ่งพาวัตถุมงคลหรือเครื่องรางของขลังราคาแพง และไม่ใช่ว่าต้องถือของขลังถึงจะได้บุญหรือมีชีวิตที่ดีขึ้น การปฏิบัติธรรมที่แท้จริงอยู่ที่จิตใจและการกระทำของแต่ละคน ไม่ใช่อยู่ที่วัตถุภายนอก

พบบัญชีเงินต้องสงสัย 18 บัญชี ส่งตรวจสอบกรมสรรพากร

นายรภัสสิทธิ์ ภัทรสิริชัยสิน รองประธานมูลนิธิรณรงค์ทวงคืนความยุติธรรมในสังคม ได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมที่น่าสนใจว่า จากการตรวจสอบข้อมูลเบื้องต้น พบว่ามีบัญชีธนาคารที่เกี่ยวข้องกับคดีนี้ประมาณ 18 บัญชี ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชื่อของบุคคลในครอบครัวและเครือญาติของผู้ถูกกล่าวหา การใช้บัญชีของบุคคลหลายคนในลักษณะนี้อาจเป็นการพยายามกระจายเงินเพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจสอบ

ทางมูลนิธิฯ จะส่งข้อมูลบัญชีเหล่านี้ให้กับกรมสรรพากรตรวจสอบว่า ผู้ถูกกล่าวหามีการยื่นแบบแสดงรายการภาษีอย่างถูกต้องหรือไม่ หรือมีการปกปิดรายได้ที่ได้จากการจำหน่ายวัตถุมงคลเหล่านี้ เบื้องต้นพบว่ามีมูลค่าการหมุนเวียนเงินในบัญชีเหล่านี้จำนวนมาก และอาจเชื่อมโยงกับการฟอกเงิน ซึ่งหากพิสูจน์ได้ก็จะเป็นความผิดเพิ่มเติมอีกหลายข้อหา

นายรภัสสิทธิ์ยังเน้นย้ำว่า จากจำนวนเงินที่หมุนเวียนในบัญชีเหล่านี้ แสดงให้เห็นว่าธุรกิจนี้มีรายได้สูงมาก และมีผู้เสียหายอาจมากกว่าที่มาแจ้งความในวันนี้ ทางมูลนิธิฯ จึงเชื่อว่าหากมีการประชาสัมพันธ์ออกไปอย่างกว้างขวาง คงจะมีผู้เสียหายเพิ่มเติมอีกเป็นจำนวนมากที่จะออกมาแจ้งความ

หลักฐานที่นำมาแสดง ครบถ้วนและชัดเจน

ในการแจ้งความครั้งนี้ ทางมูลนิธิรณรงค์ทวงคืนความยุติธรรมในสังคมและผู้เสียหายได้เตรียมหลักฐานมาอย่างครบถ้วน ประกอบด้วย ใบโอนเงินที่แสดงให้เห็นการโอนเงินไปยังบัญชีต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ข้อความสนทนาผ่านแอปพลิเคชันต่างๆ ที่แสดงให้เห็นถึงการชักชวนและการให้คำมั่นสัญญาต่างๆ คลิปวิดีโอที่บันทึกการชักชวนและการอธิบายเกี่ยวกับวัตถุมงคล รวมถึงสื่อโฆษณาต่างๆ ที่ใช้ในการประชาสัมพันธ์

หลักฐานเหล่านี้ได้ถูกจัดเตรียมมาอย่างเป็นระบบและมอบให้กับพนักงานสอบสวนเพื่อประกอบการดำเนินคดี นอกจากนี้ ทางมูลนิธิฯ ยังได้ขอให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบเส้นทางการเงินในบัญชีทั้ง 18 บัญชีที่เกี่ยวข้อง เพื่อติดตามว่าเงินเหล่านี้ถูกนำไปใช้อย่างไร มีการโอนย้ายไปยังที่ใดบ้าง และมีผู้เกี่ยวข้องอีกกี่คน

ตั้งข้อสังเกตการใช้ดาราและศิลปินสร้างความน่าเชื่อถือ

อีกประเด็นที่ทางมูลนิธิฯ ตั้งข้อสังเกตและขอให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบคือ การที่ผู้ถูกกล่าวหามีการใช้ภาพของดาราและศิลปินในการโปรโมตสินค้าและวัตถุมงคล โดยมีภาพที่แสดงให้เห็นว่าดาราหรือศิลปินเหล่านั้นถือหรือพูดถึงวัตถุมงคลที่จำหน่าย ซึ่งการใช้ภาพเหล่านี้อาจสร้างความเข้าใจผิดให้กับประชาชนคิดว่าบุคคลที่มีชื่อเสียงเหล่านี้สนับสนุนหรือรับรองวัตถุมงคลดังกล่าว

ทางมูลนิธิฯ จึงขอให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบว่า บุคคลเหล่านั้นมีส่วนเกี่ยวข้องหรือให้ความยินยอมในการใช้ภาพของตนหรือไม่ หากไม่ได้ให้ความยินยอม ก็อาจเป็นการละเมิดสิทธิ์ในภาพและชื่อเสียงของบุคคลเหล่านั้น และหากบุคคลเหล่านั้นมีส่วนร่วมในการหลอกลวง ก็ควรจะต้องถูกดำเนินคดีด้วยเช่นกัน

ข้อหาที่อาจต้องรับโทษ

จากพฤติการณ์และหลักฐานที่มี ทางมูลนิธิฯ เห็นว่าผู้ถูกกล่าวหาน่าจะเข้าข่ายความผิดหลายข้อหา ได้แก่ ความผิดฐานฉ้อโกงประชาชน ตามประมวลกฎหมายอาญา ซึ่งเป็นความผิดที่มีโทษจำคุกและปรับ ความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ กรณีนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ปลอมที่อาจก่อให้เกิดความเสียหายแก่ประชาชน และความผิดตามกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภค กรณีโฆษณาเกินความจริงและหลอกลวงผู้บริโภค

นอกจากนี้ หากการตรวจสอบพบว่ามีการปกปิดรายได้และไม่ยื่นแบบแสดงรายการภาษี ก็อาจมีความผิดเกี่ยวกับการเสียภาษีอีกด้วย และหากพบว่ามีการฟอกเงิน ก็จะมีความผิดตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินด้วย

เตรียมเสนอรัฐสภาออกมาตรการควบคุม

นายรณณรงค์ แก้วเพ็ชร์ ได้กล่าวทิ้งท้ายว่า นอกจากการดำเนินคดีนี้แล้ว ทางมูลนิธิฯ จะรวบรวมข้อมูลจากผู้เสียหายเพิ่มเติม และจะนำเรื่องนี้เสนอต่อรัฐสภาเพื่อพิจารณาออกมาตรการหรือกฎหมายที่เข้มงวดในการควบคุมกลุ่มที่อ้างตนเป็นร่างทรงหรือผู้มีบารมีทางศาสนา เพื่อหาผลประโยชน์จากประชาชน ซึ่งเป็นปัญหาที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในสังคมไทย

นายรณณรงค์กล่าวว่า “เราไม่ได้กล่าวหาว่าร่างทรงเป็นผู้กระทำผิดทันที แต่อยากให้กระบวนการยุติธรรมเป็นผู้วินิจฉัยว่าเข้าข่ายผิดกฎหมายข้อใดบ้าง เพื่อป้องกันไม่ให้ความศรัทธาของประชาชนถูกนำไปใช้หาผลประโยชน์อีก” ซึ่งแสดงให้เห็นว่าทางมูลนิธิฯ ไม่ได้มีเจตนาที่จะทำร้ายหรือดูถูกความเชื่อของใคร แต่ต้องการให้มีกระบวนการที่เป็นธรรมในการตรวจสอบและคุ้มครองผู้บริโภค

ปัญหานี้เป็นปัญหาที่สำคัญและอาจมีผู้เสียหายอีกจำนวนมากที่ยังไม่กล้าออกมาแจ้งความ ทางมูลนิธิฯ จึงหวังว่าการออกมาของผู้เสียหายกลุ่มนี้จะเป็นกำลังใจให้ผู้ที่ตกเป็นเหยื่อรายอื่นๆ กล้าที่จะออกมาเรียกร้องความยุติธรรม และเป็นการเตือนสติให้สังคมไทยตระหนักถึงปัญหานี้

ข้อความจากผู้เสียหาย ไม่ใช่เพราะหมดศรัทธา แต่เพื่อป้องกันเหยื่อรายต่อไป

ผู้เสียหายทั้งหมดที่มาแจ้งความในวันนี้ได้ยืนยันพร้อมเพรียงกันว่า การที่ตนออกมาแจ้งความและเปิดเผยข้อมูลไม่ได้เป็นเพราะหมดศรัทธาในสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในพระพุทธศาสนา หรือไม่เชื่อในพลังของวัตถุมงคล แต่ออกมาเพราะรู้สึกว่าความเชื่อและศรัทธาอันบริสุทธิ์ของตนถูกนำไปหากินโดยมิชอบ

พวกเขาต้องการให้กรณีนี้เป็นอุทาหรณ์ทางศรัทธาสำหรับคนในสังคม เพื่อไม่ให้มีใครต้องตกเป็นเหยื่อของการหลอกลวงในลักษณะเดียวกันนี้อีก ทั้งยังหวังว่าความกล้าหาญของตนในการออกมาเปิดเผยเรื่องราวจะเป็นแรงผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในสังคม ทำให้มีการตรวจสอบและควบคุมการประกอบกิจการที่อ้างอิงความเชื่อทางศาสนาและไสยศาสตร์ให้มีมาตรฐานและความโปร่งใสมากขึ้น

บทเรียนสำหรับสังคมไทย

คดีนี้เป็นอีกหนึ่งบทเรียนสำคัญที่สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาในสังคมไทย คือการที่มีผู้ไม่หวังดีใช้ความเชื่อและศรัทธาของประชาชนเป็นเครื่องมือในการหาผลประโยชน์ ซึ่งไม่เพียงแต่ทำให้ผู้เสียหายสูญเสียเงินทองเท่านั้น แต่ยังทำลายความเชื่อมั่นในสถาบันศาสนาและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ด้วย

สังคมไทยควรตระหนักว่า การมีศรัทธาเป็นสิ่งดี แต่ควรมีสติและใช้วิจารณญาณในการพิจารณาด้วย ไม่ควรเชื่อคำกล่าวอ้างใดๆ โดยปราศจากการตรวจสอบ โดยเฉพาะเมื่อเกี่ยวข้องกับเงินทองจำนวนมาก และควรศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับหลักธรรมคำสอนที่แท้จริง ซึ่งไม่ได้สอนให้ผูกติดกับวัตถุภายนอก แต่สอนให้พัฒนาจิตใจและปฏิบัติธรรมด้วยตนเอง

ขณะเดียวกัน หน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็ควรเร่งออกมาตรการในการควบคุมและตรวจสอบการประกอบกิจการที่เกี่ยวข้องกับความเชื่อทางศาสนาและไสยศาสตร์ เพื่อป้องกันไม่ให้ประชาชนตกเป็นเหยื่อของการหลอกลวงในลักษณะนี้อีก และเพื่อรักษาความบริสุทธิ์ของศาสนาและความเชื่อที่ดีงามในสังคม

การแจ้งความในครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่เรื่องของผู้เสียหาย 20 รายเท่านั้น แต่เป็นเรื่องของสังคมทั้งหมดที่ต้องร่วมกันติดตาม และหวังว่ากระบวนการยุติธรรมจะดำเนินไปอย่างรวดเร็วและเป็นธรรม เพื่อเป็นบทเรียนและเป็นการป้องปรามมิให้มีการกระทำที่คล้ายคลึงกันเกิดขึ้นอีกในอนาคต