เมื่อ “ตัวแทนอัจฉริยะ” เริ่มตัดสินใจซื้อโฆษณาแทนมนุษย์: กรณีศึกษาธุรกิจที่โตสวนกระแสด้วยกลยุทธ์ที่ใครๆ มองข้าม

ลองจินตนาการภาพนี้ดูสักครู่ — ในทุกๆ วินาทีที่คุณเปิดแอปพลิเคชันดูซีรีส์ผ่านกล่องรับสัญญาณอัจฉริยะ หรือเลื่อนหน้าจอโทรศัพท์ดูวิดีโอสั้นๆ เบื้องหลังฉากนั้นมีการประมูลเกิดขึ้นนับล้านครั้งภายในเสี้ยววินาที เพื่อตัดสินว่าโฆษณาชิ้นไหนจะปรากฏตรงหน้าคุณ และผู้ที่ตัดสินใจในสมรภูมิความเร็วแสงนี้ กำลังเปลี่ยนจาก “มนุษย์ที่นั่งหน้าคอมพิวเตอร์” ไปเป็น “ระบบตัวแทนอัตโนมัติที่ขับเคลื่อนด้วยปัญญาประดิษฐ์” มากขึ้นเรื่อยๆ

เรื่องนี้ไม่ใช่นิยายวิทยาศาสตร์ แต่เป็นสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นจริงในอุตสาหกรรมโฆษณาดิจิทัลระดับโลก และมีบริษัทหนึ่งที่ชื่อว่า พับเมติก (PubMatic) กำลังยืนอยู่แถวหน้าของการเปลี่ยนแปลงนี้ ล่าสุดบริษัทเพิ่งประกาศผลประกอบการไตรมาสที่สองของปีที่สร้างความประหลาดใจให้กับนักวิเคราะห์ในตลาดหุ้นสหรัฐฯ อย่างมาก และเรื่องราวเบื้องหลังตัวเลขเหล่านั้นแฝงไปด้วยบทเรียนทางธุรกิจที่คนทำงานยุคใหม่ ไม่ว่าจะเป็นมนุษย์เงินเดือน เจ้าของกิจการ หรือคนที่กำลังคิดจะเริ่มต้นธุรกิจของตัวเอง ควรทำความเข้าใจไว้

เปิดฉาก: ตัวเลขที่ทำให้ตลาดต้องหันกลับมามอง

ก่อนอื่นต้องเข้าใจก่อนว่า พับเมติก ไม่ใช่บริษัทที่ผลิตสินค้าโฆษณาให้ผู้บริโภคเห็นโดยตรง แต่เป็นเสมือน “นายหน้าเบื้องหลังจอ” ที่ทำหน้าที่เชื่อมโยงระหว่างเจ้าของสื่อ เช่น แอปพลิเคชัน เว็บไซต์ หรือแพลตฟอร์มสตรีมมิ่งต่างๆ กับฝั่งผู้ซื้อพื้นที่โฆษณา ผ่านระบบประมูลอัตโนมัติแบบเรียลไทม์ พูดง่ายๆ คือถ้าโฆษณาดิจิทัลเป็นตลาดนัด พับเมติกก็เปรียบเสมือนคนจัดการพื้นที่ตลาดที่คอยจับคู่ผู้ขายพื้นที่กับผู้ซื้อโฆษณาให้ได้ราคาที่ดีที่สุดในเวลาไม่ถึงวินาที

ในไตรมาสล่าสุดนี้ พับเมติกทำรายได้ไปทั้งสิ้นราว 78.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ที่ประมาณ 69.1 ล้านดอลลาร์ หรือเรียกได้ว่าเหนือความคาดหมายเกือบ 14% และเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน รายได้เติบโตขึ้นถึง 10.5% ซึ่งถือเป็นการกลับมาเติบโตแบบสองหลักอีกครั้งหลังจากที่ธุรกิจเผชิญความท้าทายมาระยะหนึ่ง ที่น่าสนใจยิ่งกว่าคือ กำไรต่อหุ้นที่ปรับปรุงแล้ว พลิกจากที่นักวิเคราะห์คาดว่าจะขาดทุนเล็กน้อย กลายเป็นกำไร และกำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย ก็ทะยานขึ้นไปสูงกว่าที่คาดการณ์ไว้กว่าสองเท่าตัว

ผลลัพธ์คือราคาหุ้นของบริษัทปรับตัวขึ้นจากระดับ 13.48 ดอลลาร์ ก่อนการประกาศผล มาอยู่ที่ 17.10 ดอลลาร์ สะท้อนความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่มีต่อทิศทางธุรกิจในระยะข้างหน้า แต่คำถามที่น่าสนใจกว่าตัวเลขคือ อะไรคือเบื้องหลังที่ทำให้ธุรกิจนี้กลับมาโตได้แบบก้าวกระโดด

หัวใจของเรื่องทั้งหมด: เมื่อ “ตัวแทนอัจฉริยะ” เข้ามาบริหารงบโฆษณาแทนคน

คำตอบที่ผู้บริหารระดับสูงของบริษัทให้ไว้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าในการประชุมนักวิเคราะห์คือ ระบบตัวแทนโฆษณาอัจฉริยะ หรือที่บริษัทเรียกผลิตภัณฑ์ของตัวเองว่า AgenticOS นี่ไม่ใช่แค่เครื่องมือช่วยแนะนำเหมือนโปรแกรมทั่วไป แต่เป็นระบบที่ได้รับมอบหมายอำนาจตัดสินใจบางส่วนแทนนักการตลาดมนุษย์ ตั้งแต่การเลือกว่าจะซื้อพื้นที่โฆษณาไหน ในราคาเท่าไร และปรับกลยุทธ์แบบอัตโนมัติตามผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริง

ลองเปรียบเทียบง่ายๆ กับการเทรดหุ้น สมัยก่อนนักลงทุนต้องนั่งเฝ้าหน้าจอ วิเคราะห์กราฟ แล้วกดซื้อขายด้วยตัวเอง แต่ปัจจุบันมีระบบซื้อขายอัตโนมัติที่ตั้งเงื่อนไขไว้แล้วปล่อยให้ระบบตัดสินใจแทน วงการโฆษณาดิจิทัลกำลังเดินไปในทิศทางเดียวกัน เพียงแต่แทนที่จะซื้อขายหุ้น สิ่งที่ระบบเหล่านี้ซื้อขายคือพื้นที่และความสนใจของผู้บริโภคหลายพันล้านครั้งต่อวัน

ประเด็นที่ทำให้เรื่องนี้น่าติดตามคือ ผู้บริหารระบุว่าขณะนี้ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นของการยอมรับเทคโนโลยีเท่านั้น แต่กลุ่มลูกค้าที่เคยทดลองใช้แล้วกลับมาใช้ซ้ำ กำลังขยายขนาดแคมเปญของตัวเองอย่างรวดเร็ว และมีการคาดการณ์ว่าภายในปี 2030 ระบบนิเวศโฆษณาเกือบครึ่งหนึ่งของทั้งอุตสาหกรรมอาจเปลี่ยนไปสู่รูปแบบที่ขับเคลื่อนด้วยตัวแทนอัจฉริยะแบบนี้ทั้งหมด

นี่คือบทเรียนแรกที่สำคัญ: ธุรกิจที่ประสบความสำเร็จมักไม่ได้รอให้เทรนด์ชัดเจนก่อนแล้วค่อยลงมือ แต่ลงทุนสร้างโครงสร้างพื้นฐานตั้งแต่ตอนที่ยังไม่มีใครแน่ใจว่ามันจะไปถึงจุดไหน การที่พับเมติกออกแบบระบบของตัวเองให้ “เกิดมาเพื่อปัญญาประดิษฐ์” ตั้งแต่ต้น แทนที่จะปะผุระบบเก่าให้รองรับเทคโนโลยีใหม่ในภายหลัง คือสิ่งที่ทำให้บริษัทได้เปรียบคู่แข่งในจังหวะที่ตลาดเริ่มเปลี่ยนทิศทางจริงๆ

คำถามที่นักวิเคราะห์อยากรู้จริงๆ

สิ่งที่น่าสนใจไม่แพ้ตัวเลขคือคำถามที่นักวิเคราะห์จากสถาบันการเงินหลายแห่งซักถามผู้บริหารในที่ประชุม เพราะคำถามเหล่านี้มักสะท้อนจุดที่ตลาดกังวลจริงๆ ไม่ใช่แค่คำถามเชิงพิธีการ

ความยั่งยืนของการเติบโต เป็นประเด็นแรกที่ถูกหยิบยกขึ้นมา เพราะการเติบโตแบบก้าวกระโดดในไตรมาสเดียวอาจเป็นเพียงปรากฏการณ์ชั่วคราว ผู้บริหารตอบด้วยการชี้ให้เห็นว่าการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้เป็นการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง ไม่ใช่กระแสฉาบฉวย เพราะโครงสร้างพื้นฐานที่ออกแบบมาเพื่อรองรับปัญญาประดิษฐ์โดยเฉพาะเป็นสินทรัพย์ที่สร้างได้ยากและใช้เวลานาน คู่แข่งที่จะตามทันจึงไม่ใช่เรื่องง่าย

รูปแบบการสร้างรายได้ จากระบบตัวแทนอัจฉริยะก็เป็นอีกประเด็นที่ถูกซักถามอย่างละเอียด ผู้บริหารฝ่ายการเงินอธิบายว่าระบบนี้สร้างรายได้ใหม่จากค่าธรรมเนียมการซื้อขาย และที่สำคัญกว่านั้นคือช่วยให้บริษัทรักษาสัดส่วนงบโฆษณาให้หมุนเวียนอยู่ภายในระบบนิเวศของตัวเองได้มากขึ้น แทนที่จะรั่วไหลออกไปยังคู่แข่งรายอื่น ซึ่งส่งผลบวกทั้งต่อรายได้และอัตรากำไรไปพร้อมกัน

อีกประเด็นที่นักวิเคราะห์จับตาคือการฟื้นตัวจากปัญหาความไม่แน่นอนของพันธมิตรฝั่งผู้ซื้อโฆษณาในอดีต และผลการดำเนินงานในแต่ละกลุ่มธุรกิจ ซึ่งผู้บริหารยืนยันว่าตอนนี้บริษัทมีความหลากหลายของพันธมิตรและกลุ่มอุตสาหกรรมที่แข็งแกร่งขึ้นมาก ทั้งกลุ่มแอปพลิเคชันมือถือ กลุ่มทีวีเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต และกลุ่มรายได้รูปแบบใหม่ ล้วนเติบโตเกินความคาดหมายเดิม

สูตรลับที่ซ่อนอยู่: กระจายไข่หลายใบ ไม่ใส่ตะกร้าเดียว

หากดูโครงสร้างรายได้ของบริษัทให้ลึกลงไปอีกชั้น จะพบว่าประมาณ 60% ของธุรกิจทั้งหมดมาจากสามกลุ่มหลัก ได้แก่ ทีวีเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต (การรับชมรายการโทรทัศน์ผ่านระบบอินเทอร์เน็ตแทนสัญญาณดั้งเดิม) แอปพลิเคชันบนมือถือ และ ช่องทางรายได้รูปแบบใหม่ที่เพิ่งเริ่มพัฒนา นี่ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นผลจากการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ที่จงใจกระจายความเสี่ยงออกจากช่องทางโฆษณาดั้งเดิมที่เริ่มอิ่มตัว

หลักการนี้ใช้ได้กับธุรกิจทุกขนาด ไม่ว่าคุณจะเป็นเจ้าของร้านค้าออนไลน์ที่พึ่งพาช่องทางขายเพียงช่องทางเดียว หรือฟรีแลนซ์ที่มีลูกค้าหลักเพียงรายเดียว การพึ่งพาแหล่งรายได้เดียวมากเกินไปคือความเสี่ยงเงียบที่มักไม่ถูกมองเห็นจนกว่าจะสายเกินแก้ พับเมติกเลือกที่จะขยายไปยังช่องทางที่กำลังเติบโต เช่น ทีวีสตรีมมิ่ง ตั้งแต่ก่อนที่ช่องทางนั้นจะกลายเป็นกระแสหลัก และผลลัพธ์ก็คือเมื่อช่องทางเดิมชะลอตัว ช่องทางใหม่กลับกลายเป็นเครื่องยนต์หลักที่ขับเคลื่อนการเติบโตแทน

จากระบบปิดสู่สนามเปิด: ทำไมพันธมิตรทางธุรกิจถึงสำคัญกว่าที่คิด

อีกหนึ่งประเด็นที่ถูกพูดถึงในที่ประชุมคือความร่วมมือกับผู้ให้บริการสตรีมมิ่งรายใหญ่อย่าง Roku รวมถึงข้อตกลงใหม่กับ Sony และ Channel 4 ซึ่งสะท้อนแนวโน้มที่กว้างกว่านั้นในอุตสาหกรรมสื่อ นั่นคือการเปลี่ยนผ่านจากระบบปิดที่ควบคุมข้อมูลอย่างเข้มงวด ไปสู่รูปแบบการสร้างรายได้แบบเปิดที่ยอมให้พันธมิตรภายนอกเข้ามามีส่วนร่วมมากขึ้น

ทำไมเรื่องนี้ถึงสำคัญ ลองนึกภาพบริษัทที่เก็บข้อมูลลูกค้าทั้งหมดไว้เองแบบปิดสนิท เมื่อเทียบกับบริษัทที่ยอมเปิดข้อมูลบางส่วนให้พันธมิตรทำงานร่วมกันได้ง่ายขึ้น ในระยะสั้นการปิดอาจดูปลอดภัยกว่า แต่ในระยะยาว ระบบเปิดมักดึงดูดพันธมิตรได้มากกว่า สร้างเครือข่ายความร่วมมือที่ขยายตัวเร็วกว่า และท้ายที่สุดสร้างมูลค่าให้ทุกฝ่ายในระบบนิเวศมากกว่าการยึดครองข้อมูลไว้คนเดียว นี่คือบทเรียนที่ใช้ได้กับธุรกิจทุกประเภท ตั้งแต่ธุรกิจเทคโนโลยีไปจนถึงธุรกิจบริการทั่วไป การเลือกเปิดพื้นที่ให้พันธมิตรเข้ามาสร้างมูลค่าร่วมกัน มักให้ผลตอบแทนที่ยั่งยืนกว่าการพยายามควบคุมทุกอย่างไว้เอง

บทเรียนธุรกิจที่คนรุ่นใหม่เอาไปใช้ได้จริง

เมื่อมองภาพรวมของกรณีศึกษานี้ทั้งหมด มีหลักคิดสำคัญอย่างน้อยสี่ประการที่สามารถนำไปปรับใช้ได้ ไม่ว่าคุณจะทำงานในองค์กรใหญ่ หรือกำลังสร้างธุรกิจของตัวเอง

ประการแรก อย่ารอให้แน่ใจ 100% ก่อนลงทุนในเทคโนโลยีใหม่ เพราะเมื่อถึงเวลานั้น คู่แข่งที่ลงมือก่อนอาจสร้างความได้เปรียบที่ตามไม่ทันแล้ว การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานตั้งแต่เนิ่นๆ แม้จะดูเสี่ยงในตอนนั้น มักเป็นสิ่งที่แยกผู้ชนะออกจากผู้ตามในระยะยาว

ประการที่สอง การกระจายแหล่งรายได้คือประกันความเสี่ยงที่ดีที่สุด ไม่ว่าจะเป็นระดับองค์กรหรือระดับบุคคล คนที่มีทักษะหรือรายได้จากหลายแหล่งมักรับมือกับความผันผวนได้ดีกว่าคนที่พึ่งพาแหล่งเดียว

ประการที่สาม ตัวเลขผลประกอบการที่ดีในไตรมาสเดียวไม่ได้บอกทุกอย่าง สิ่งที่นักลงทุนและผู้บริหารมืออาชีพให้ความสำคัญจริงๆ คือคำถามว่าการเติบโตนั้นมาจากปัจจัยเชิงโครงสร้างที่ยั่งยืน หรือเป็นเพียงจังหวะบังเอิญ การฝึกตั้งคำถามแบบนี้กับทุกความสำเร็จ ไม่ว่าจะเป็นความสำเร็จขององค์กรหรือของตัวเราเอง จะช่วยให้ตัดสินใจได้แม่นยำขึ้น

ประการสุดท้าย ความร่วมมือมักสร้างมูลค่าได้มากกว่าการแข่งขันเดี่ยว โดยเฉพาะในยุคที่เทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงเร็ว การเปิดรับพันธมิตรและสร้างระบบนิเวศร่วมกัน มักเป็นกลยุทธ์ที่ยั่งยืนกว่าการพยายามทำทุกอย่างด้วยตัวเองเพียงลำพัง

บทสรุป: อ่านสัญญาณให้ออกก่อนที่ตลาดจะเปลี่ยน

เรื่องราวของพับเมติกอาจดูเหมือนข่าวผลประกอบการของบริษัทเทคโนโลยีโฆษณาแห่งหนึ่งในตลาดหุ้นสหรัฐฯ แต่แท้จริงแล้วมันคือภาพสะท้อนของกฎเกณฑ์ทางธุรกิจที่ไม่เคยเปลี่ยน นั่นคือ ธุรกิจที่อยู่รอดในระยะยาวคือธุรกิจที่มองเห็นการเปลี่ยนแปลงก่อนที่มันจะกลายเป็นกระแสหลัก และกล้าลงทุนในทิศทางนั้นตั้งแต่ยังไม่มีใครแน่ใจ ไม่ว่าคุณจะอยู่ในอุตสาหกรรมโฆษณา การเงิน การศึกษา หรืออุตสาหกรรมใดก็ตาม คำถามที่ควรถามตัวเองอยู่เสมอคือ เรากำลังลงทุนเพื่ออนาคตที่กำลังจะมาถึง หรือกำลังปกป้องรูปแบบธุรกิจเดิมที่อาจไม่มีที่ยืนอีกต่อไป


สรุปประเด็นสำคัญ

  • พับเมติกทำรายได้ไตรมาสล่าสุดสูงกว่าคาดการณ์เกือบ 14% พร้อมพลิกจากขาดทุนเป็นกำไรตามที่นักวิเคราะห์ประเมิน
  • แรงขับเคลื่อนหลักมาจากระบบตัวแทนโฆษณาอัจฉริยะที่ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นของการยอมรับ แต่เติบโตเร็วในกลุ่มลูกค้าที่ใช้ซ้ำ
  • การกระจายรายได้ไปยังทีวีเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตและแอปพลิเคชันมือถือ ช่วยลดการพึ่งพาช่องทางโฆษณาดั้งเดิม
  • ความร่วมมือกับพันธมิตรสตรีมมิ่งรายใหญ่สะท้อนแนวโน้มการเปลี่ยนจากระบบปิดสู่การสร้างรายได้แบบเปิด
  • บทเรียนสำคัญคือการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานและการกระจายความเสี่ยงตั้งแต่เนิ่นๆ มักสร้างความได้เปรียบระยะยาว

คำถามที่พบบ่อย

พับเมติก (PubMatic) คือบริษัทประเภทไหน เป็นบริษัทเทคโนโลยีโฆษณาที่ทำหน้าที่เชื่อมโยงเจ้าของสื่อกับผู้ซื้อพื้นที่โฆษณาผ่านระบบประมูลอัตโนมัติแบบเรียลไทม์ ไม่ใช่บริษัทที่ผลิตหรือแสดงโฆษณาให้ผู้บริโภคเห็นโดยตรง

ระบบตัวแทนโฆษณาอัจฉริยะ (AgenticOS) ทำงานอย่างไร เป็นระบบที่ได้รับมอบหมายให้ตัดสินใจซื้อพื้นที่โฆษณาแทนนักการตลาด ทั้งการเลือกช่องทาง ราคาประมูล และการปรับกลยุทธ์แบบอัตโนมัติตามผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริง

โฆษณาแบบตัวแทนอัจฉริยะต่างจากโฆษณาดิจิทัลรูปแบบเดิมอย่างไร รูปแบบเดิมต้องอาศัยนักการตลาดตั้งค่าและปรับแคมเปญเอง ขณะที่ระบบตัวแทนอัจฉริยะสามารถตัดสินใจและปรับตัวได้เองแบบอัตโนมัติในระดับที่ละเอียดและรวดเร็วกว่ามาก

ทีวีเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตคืออะไร ทำไมถึงสำคัญกับธุรกิจโฆษณา คือการรับชมเนื้อหาโทรทัศน์ผ่านระบบอินเทอร์เน็ตแทนสัญญาณดั้งเดิม ซึ่งกำลังเป็นช่องทางที่งบโฆษณาไหลเข้าไปมากขึ้น เพราะสามารถวัดผลและกำหนดกลุ่มเป้าหมายได้แม่นยำกว่าโทรทัศน์แบบดั้งเดิม

ทำไมรายได้ของพับเมติกถึงเติบโตเกินคาดในไตรมาสนี้ ปัจจัยหลักมาจากการยอมรับระบบตัวแทนโฆษณาอัจฉริยะที่เพิ่มขึ้น ประกอบกับการกระจายรายได้ไปยังกลุ่มทีวีเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตและแอปพลิเคชันมือถือที่เติบโตเกินความคาดหมาย

ระบบปิดในวงการโฆษณาหมายถึงอะไร หมายถึงแพลตฟอร์มที่ควบคุมข้อมูลและช่องทางการซื้อขายโฆษณาไว้อย่างเข้มงวด ไม่เปิดให้พันธมิตรภายนอกเข้าถึงได้ง่าย ซึ่งตรงข้ามกับแนวโน้มการเปิดระบบที่กำลังเกิดขึ้นในปัจจุบัน

เหตุใดการมีพันธมิตรทางธุรกิจหลายราย เช่น ผู้ให้บริการสตรีมมิ่ง จึงสำคัญ เพราะช่วยกระจายความเสี่ยงและขยายโอกาสสร้างรายได้ แทนที่จะพึ่งพาพันธมิตรรายเดียวซึ่งเสี่ยงต่อการหยุดชะงักหากความสัมพันธ์นั้นเปลี่ยนแปลง

ธุรกิจขนาดเล็กหรือฟรีแลนซ์เรียนรู้อะไรจากกรณีนี้ได้บ้าง บทเรียนหลักคือการกระจายแหล่งรายได้และการกล้าลงทุนในทักษะหรือช่องทางใหม่ตั้งแต่เนิ่นๆ แทนที่จะพึ่งพาลูกค้าหรือช่องทางเดียวจนกระทั่งมันเริ่มลดความสำคัญลง

กำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา (EBITDA) สำคัญอย่างไรกับการประเมินธุรกิจ เป็นตัวชี้วัดที่สะท้อนความสามารถในการทำกำไรจากการดำเนินงานหลัก โดยตัดปัจจัยทางบัญชีบางส่วนออกไป ช่วยให้เปรียบเทียบประสิทธิภาพการดำเนินงานระหว่างช่วงเวลาหรือระหว่างบริษัทได้ชัดเจนขึ้น

นักลงทุนควรพิจารณาอะไรก่อนตัดสินใจเกี่ยวกับหุ้นในกลุ่มเทคโนโลยีโฆษณา ควรพิจารณาความยั่งยืนของปัจจัยขับเคลื่อนการเติบโต ความหลากหลายของแหล่งรายได้ และความเสี่ยงจากการพึ่งพาพันธมิตรรายใหญ่เพียงไม่กี่ราย โดยควรศึกษาข้อมูลรอบด้านหรือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุนก่อนตัดสินใจ เนื่องจากบทความนี้เป็นการวิเคราะห์เชิงกลยุทธ์ ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน

ภายในปี 2030 อุตสาหกรรมโฆษณาจะเปลี่ยนไปมากแค่ไหนตามที่ผู้บริหารคาดการณ์ ผู้บริหารของบริษัทคาดการณ์ว่าระบบนิเวศโฆษณาเกือบครึ่งหนึ่งอาจเปลี่ยนไปสู่รูปแบบที่ขับเคลื่อนด้วยระบบตัวแทนอัจฉริยะทั้งหมด ซึ่งเป็นตัวเลขที่สะท้อนความเชื่อมั่นของบริษัทต่อทิศทางของอุตสาหกรรม

คนทำงานสายการตลาดดิจิทัลควรเตรียมตัวรับมือกับการเปลี่ยนแปลงนี้อย่างไร ควรเรียนรู้การทำงานร่วมกับระบบอัตโนมัติแทนที่จะมองเป็นคู่แข่ง พัฒนาทักษะด้านการวางกลยุทธ์และการตีความข้อมูล ซึ่งเป็นทักษะที่ระบบอัตโนมัติยังต้องอาศัยการกำกับดูแลจากมนุษย์