กิเลนผยองปล่อยของ! เปิดเกมอุ่นนัดสองยิงรัว 3-0 ใน 15 นาทีแรก ก่อนโค่นบางกะปิ 3-1 ส่งสัญญาณอะไรถึงเส้นทางเลื่อนชั้น

เมื่อ “ทีมที่เพิ่งตกชั้น” เริ่มยิงประตูราวกับไม่มีวันหยุด

ลองจินตนาการภาพนี้ดู ทีมฟุตบอลทีมหนึ่งเพิ่งเจ็บปวดกับการตกชั้นจากลีกสูงสุดเมื่อไม่กี่เดือนก่อน แต่กลับมาลงสนามอุ่นเครื่องสามนัดติดต่อกันในเวลาไม่ถึงสองสัปดาห์ และทำประตูรวมกันไปถึง 13 ลูก โดยเสียเพียงหยิบมือ นี่ไม่ใช่ตัวเลขที่เกิดขึ้นโดยบังเอิญ แต่คือสัญญาณของแผนการที่ถูกวางไว้อย่างเป็นระบบ

เมืองทอง ยูไนเต็ด สโมสรที่คนไทยคุ้นเคยกันดีในนาม “กิเลนผยอง” เพิ่งประสบกับฤดูกาลที่เจ็บปวดที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์สโมสร ด้วยการหล่นชั้นจากไทยลีก 1 สู่ไทยลีก 2 แต่แทนที่จะซึมเศร้ากับความพ่ายแพ้ สโมสรกลับใช้ช่วงพรีซีซั่นนี้เป็น “ห้องทดลอง” ขนานใหญ่ ผสมผสานนักเตะเลือดใหม่เข้ากับประสบการณ์ระดับบุนเดสลีกาจากเยอรมนี ล่าสุดในเกมอุ่นเครื่องวันที่สองติดต่อกัน กิเลนผยองจัดชุดผสมนักเตะดาวรุ่งลงสนามพบกับ บางกะปิ เอฟซี และปิดเกมด้วยชัยชนะ 3-1 ได้อย่างสบายๆ

คำถามคือ เบื้องหลังตัวเลขและผลการแข่งขันเหล่านี้ ซ่อนกลยุทธ์อะไรไว้บ้าง และทำไมแฟนบอลถึงควรจับตาดูทีมนี้เป็นพิเศษก่อนเปิดฤดูกาลไทยลีก 2 ที่กำลังจะมาถึง

จากยักษ์ใหญ่สู่จุดเริ่มต้นใหม่: ทำความเข้าใจสถานการณ์ของเมืองทอง

ก่อนจะเจาะลึกเกมอุ่นเครื่องนัดล่าสุด ต้องย้อนกลับไปทำความเข้าใจบริบทกันก่อน เมืองทอง ยูไนเต็ด คือหนึ่งในสโมสรที่มีฐานแฟนคลับเหนียวแน่นและประวัติศาสตร์ยาวนานที่สุดของวงการลูกหนังไทย เคยเป็นเจ้าของถ้วยแชมป์ไทยลีกหลายสมัย และเป็นทีมที่บุกเบิกวัฒนธรรมการเชียร์ฟุตบอลสมัยใหม่ในประเทศไทย แต่ฤดูกาล 2025/26 ที่ผ่านมากลับจบลงอย่างขมขื่น เมื่อบุรีรัมย์ ยูไนเต็ดคว้าแชมป์ไทยลีกสูงสุดไปครองอีกสมัย ขณะที่เมืองทอง ยูไนเต็ด ต้องหล่นชั้นลงไปเล่นในไทยลีก 2

การตกชั้นไม่ใช่แค่ตัวเลขในตารางคะแนน แต่หมายถึงการต้องรื้อโครงสร้างทีมใหม่ทั้งหมด ทั้งเรื่องงบประมาณ นักเตะที่อาจต้องปล่อยตัวเพราะค่าเหนื่อยเกินกำลังของลีกรอง และที่สำคัญที่สุดคือ “ขวัญกำลังใจ” ของทั้งองค์กร นี่คือจุดที่ทำให้ช่วงพรีซีซั่นของเมืองทองในปีนี้มีความหมายมากกว่าทีมทั่วไป เพราะไม่ใช่แค่การเตรียมทีมให้ฟิต แต่คือการ “สร้างทีมใหม่จากศูนย์” เพื่อภารกิจเดียวคือกลับสู่ลีกสูงสุดให้เร็วที่สุด

สโมสรจึงเลือกใช้กลยุทธ์คู่ขนาน หนึ่งคือดึงนักเตะต่างชาติที่มีคุณภาพและประสบการณ์สูงเข้ามาเสริมความคมในแดนหน้า และสองคือเปิดโอกาสให้นักเตะดาวรุ่งในทีมได้ลงเล่นสะสมประสบการณ์แบบเข้มข้น เกมอุ่นเครื่องกับบางกะปิ เอฟซี คือภาพสะท้อนของกลยุทธ์ทั้งสองด้านนี้อย่างชัดเจน

ผ่าเกม: อุ่นเครื่องวันที่สองติดต่อกัน กิเลนผยองอัดบางกะปิ 3-1

ในเกมที่จัดขึ้นเป็นวันที่สองติดต่อกัน เมืองทอง ยูไนเต็ด เลือกส่งชุดผสมนักเตะเลือดใหม่ลงสนามเป็นตัวจริง และผลลัพธ์ก็ออกมาน่าประทับใจ ทีมทำประตูขึ้นนำไปถึง 3-0 ตั้งแต่นาทีที่ 15 ก่อนจบเกมด้วยชัยชนะ 3-1

การไล่ยิงเริ่มต้นตั้งแต่นาทีที่ 2 โดย เจริญศักดิ์ วงษ์กรณ์ เปิดบัญชีนำก่อน ตามมาด้วย นนทวัชษ์ อ้นสืบสาย ที่ซ้ำในนาทีที่ 5 ทำให้ทีมขึ้นนำ 2-0 ภายในเวลาไม่ถึง 5 นาทีแรกของเกม ก่อนที่ สเตรลี่ แมมบ้า กองหน้าดาวเด่นจากเยอรมนีจะสังหารจุดโทษปิดสกอร์ 3-0 ในนาทีที่ 15 ส่วนประตูที่บางกะปิไล่ตีไข่แตกกลับมานั้นเกิดขึ้นในช่วงที่เหลือของเกม

สิ่งที่น่าสนใจคือรายชื่อผู้เล่นชุดแรกที่ลงสนาม ประกอบด้วย คณพศ กาดี เฝ้าเสาประตู, แนวรับที่มี กิติพัฒน์ บุญด้วง, ธีร์กวิน จันทร์ศรี, ทรงวุฒิ ใคร่ครวญ และไมเคิล เคมป์เตอร์, แดนกลางที่ขับเคลื่อนเกมโดย สิรดนัย โพธิ์ศรี และธีรภัทร นันทโกวัฒน์ ผนวกกับแนวรุกที่คมกริบทั้ง เจริญศักดิ์ วงษ์กรณ์, ปกรณ์ เปรมภักดิ์ และนนทวัชษ์ อ้นสืบสาย ขณะที่ในช่วงครึ่งหลังสโมสรยังส่ง เจมส์ ปกรณ์ ฟอลคอเนอร์, ดนุพล บุบผา, เจษฎากร น้อยศรี และศรายุทธ อยู่สืบเชื้อ ลงมาสะสมนาทีลงสนามเพิ่มเติม

นี่ไม่ใช่ทีมชุดใหญ่ที่คุ้นหน้าคุ้นตากันทั้งหมด แต่เป็นการผสมผสานระหว่างนักเตะที่โค้ชกำลังให้โอกาสพิสูจน์ตัวเอง กับผู้เล่นตัวหลักบางส่วน สะท้อนแนวคิดการบริหารทีมยุคใหม่ที่ไม่ยึดติดกับ “ทีมชุดเดียว” อีกต่อไป

เกมอุ่นเครื่องคือห้องทดลองทางวิทยาศาสตร์การกีฬา

หลายคนอาจมองว่าเกมกระชับมิตรก่อนเปิดฤดูกาลเป็นเพียงพิธีกรรมที่ต้องทำตามธรรมเนียม แต่ในความเป็นจริง นี่คือกระบวนการทางวิทยาศาสตร์การกีฬาที่ซับซ้อนกว่าที่คิด

ประการแรก การจัดการภาระงาน (Load Management) การลงเล่นสองวันติดต่อกันโดยสลับตัวผู้เล่นเป็นชุดๆ ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นวิธีที่ทีมงานสตาฟฟ์โค้ชและฝ่ายวิทยาศาสตร์การกีฬาใช้เพื่อค่อยๆ เพิ่มปริมาณงาน (Training Load) ให้กับร่างกายนักเตะแต่ละคนอย่างเป็นระบบ แทนที่จะอัดโปรแกรมหนักให้ทั้งทีมพร้อมกัน วิธีนี้ช่วยลดความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บของกล้ามเนื้อ ซึ่งมักเกิดขึ้นบ่อยในช่วงต้นพรีซีซั่นที่ร่างกายยังปรับตัวไม่ทัน

ประการที่สอง การทดสอบรูปแบบเกม (Tactical Testing) การจัดผู้เล่นเป็น “ชุดผสม” ระหว่างตัวจริงเก่าและนักเตะใหม่ ทำให้โค้ชสามารถสังเกตเคมีการเล่นระหว่างผู้เล่นแต่ละคู่ได้อย่างละเอียด เช่น การจับคู่กองหน้าอย่างสเตรลี่ แมมบ้า กับกองกลางตัวรุกอย่างเจริญศักดิ์และนนทวัชษ์ เพื่อดูว่าใครสร้างสรรค์โอกาสให้ใครได้ดีที่สุด ข้อมูลเหล่านี้จะถูกนำไปวิเคราะห์ต่อเพื่อวางตัวจริงชุดแรกในเกมทางการนัดเปิดฤดูกาล

ประการที่สาม การสะสมข้อมูลเชิงลึก (Data-Driven Decision) ในยุคปัจจุบัน สโมสรฟุตบอลอาชีพแทบทุกทีมใช้ระบบ GPS Tracking ติดตามระยะทางวิ่ง ความเร็วสูงสุด และอัตราการเร่งความเร็วของนักเตะระหว่างการแข่งขัน แม้แต่เกมอุ่นเครื่องก็ไม่มีข้อยกเว้น ตัวเลขเหล่านี้ช่วยให้ทีมงานประเมินได้ว่านักเตะคนไหนพร้อมสำหรับความเข้มข้นของเกมจริง และคนไหนยังต้องการเวลาปรับสภาพร่างกายเพิ่มเติม

ยิ่งไปกว่านั้น ผลงานยิงประตูรัวๆ ตั้งแต่นาทีต้นเกมยังสะท้อนถึงการเน้นซ้อม “เกมบุกเร็ว” (Fast Transition) ซึ่งเป็นเทรนด์ยุทธวิธีที่ทีมฟุตบอลสมัยใหม่นิยมใช้ นั่นคือการเปลี่ยนจากเกมรับสู่เกมรุกให้เร็วที่สุดหลังได้ครองบอล เพื่อจู่โจมก่อนที่แนวรับฝ่ายตรงข้ามจะจัดระเบียบทัน การที่เมืองทองทำประตูได้ตั้งแต่นาทีที่ 2 และ 5 ในเกมนี้ คือหลักฐานว่าแนวคิดนี้ถูกฝึกซ้อมมาอย่างจริงจัง

เพชรเม็ดงามจากบุนเดสลีกา: เรื่องราวของสเตรลี่ แมมบ้า

หากพูดถึงมิติด้านจิตใจและแรงบันดาลใจ ไม่มีเรื่องราวใดในทีมชุดนี้ที่ทรงพลังไปกว่าเส้นทางชีวิตของ สเตรลี่ แมมบ้า กองหน้าลูกครึ่งเยอรมัน-คองโกวัย 32 ปี ที่เพิ่งเซ็นสัญญาร่วมทัพกิเลนผยองด้วยสัญญา 1 ปี พร้อมออปชั่นขยายเพิ่ม โดยสโมสรหวังใช้ประสบการณ์ของเขาช่วยพาทีมกลับคืนสู่ไทยลีกให้ได้ภายในฤดูกาลเดียว

สิ่งที่ทำให้เรื่องราวของแมมบ้าน่าสนใจไม่ใช่แค่สถิติในสนาม แต่คือเส้นทางชีวิตที่ผ่านจุดต่ำสุดมาก่อน มีรายงานว่าก่อนจะโด่งดังในบุนเดสลีกา เขาเคยเป็นนักเตะไร้ชื่อเสียงในลีกสมัครเล่นและเกือบตัดสินใจแขวนสตั๊ดตั้งแต่อายุเพียง 25 ปี ก่อนที่ชะตาชีวิตจะพลิกผันจนกลายเป็นฮีโร่ที่เคยยิงประตูใส่โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ ต่อหน้าแฟนบอลกว่า 8 หมื่นคนในสังเวียนบุนเดสลีกา ตลอดเส้นทางค้าแข้งในเยอรมนีเขาเคยฝากผลงานยิงประตูใส่ทีมชั้นนำอย่างไบเออร์ เลเวอร์คูเซ่น, โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ และแอร์เบ ไลป์ซิก มาแล้ว

เรื่องราวแบบนี้คือสิ่งที่แฟนบอลไทยยุคใหม่โดยเฉพาะกลุ่มวัยทำงานเชื่อมโยงได้ง่าย เพราะมันสะท้อนแนวคิดเรื่อง “การพัฒนาตัวเอง” และ “ความไม่ยอมแพ้” ที่คนหนุ่มสาวยุคนี้ให้ความสำคัญ นักเตะที่เกือบเลิกเล่นฟุตบอลตอนอายุ 25 แต่กลับมายืนอยู่บนเวทีลีกสูงสุดของเยอรมนีได้ และวันนี้เลือกที่จะมาช่วยทีมไทยไล่ล่าความฝันอีกครั้ง คือแรงบันดาลใจที่ไม่ต่างจากเรื่องราวการฝ่าฟันอุปสรรคในโลกการทำงานจริง

ในทางกลับกัน นักเตะดาวรุ่งอย่างเจริญศักดิ์ วงษ์กรณ์ และนนทวัชษ์ อ้นสืบสาย ที่ยิงประตูได้ตั้งแต่ 5 นาทีแรกของเกมนี้ ก็กำลังเขียนบทของตัวเองในแบบเดียวกัน การได้ลงเล่นเคียงข้างนักเตะระดับบุนเดสลีกาไม่ใช่แค่โอกาสแสดงฝีเท้า แต่คือ “ห้องเรียนภาคสนาม” ที่หาไม่ได้จากการฝึกซ้อมทั่วไป การเห็นวิธีการเคลื่อนที่ การอ่านเกม และวินัยในการฝึกซ้อมของนักเตะระดับอาชีพยุโรป คือบทเรียนที่จะติดตัวนักเตะรุ่นใหม่เหล่านี้ไปตลอดอาชีพค้าแข้ง

ธุรกิจลูกหนังยุคดิจิทัล: ทำไมทีมใหญ่ต้องอุ่นเครื่องถี่ยิบ

มิติสุดท้ายที่ไม่ควรมองข้ามคือมิติด้านธุรกิจ เพราะการที่เมืองทองจัดโปรแกรมอุ่นเครื่องหลายนัดติดต่อกันในช่วงเวลาสั้นๆ ไม่ได้มีเป้าหมายแค่เรื่องฟิตเนสหรือแทคติกเพียงอย่างเดียว

ก่อนหน้าเกมกับบางกะปิ เมืองทองเพิ่งลงอุ่นเครื่องเอาชนะพิจิตร เอฟซี ไปด้วยสกอร์ 5-0 โดยศรายุทธ อยู่สืบเชื้อทำแฮตทริก ขณะที่ปกรณ์ เปรมภักดิ์ยิงประตูแรกจากลูกจุดโทษ และก่อนหน้านั้นยังเคยถล่มอ่างทอง เอฟซี 5-0 โดยขึ้นนำไปก่อนถึง 3-0 ตั้งแต่ครึ่งแรก ก่อนบวกเพิ่มอีก 2 ประตูในครึ่งหลัง รวมแล้วในเวลาไม่กี่วัน กิเลนผยองลงเล่นอุ่นเครื่องไปแล้วอย่างน้อย 3 นัด ทำประตูรวมกัน 13 ลูก

ความถี่ของโปรแกรมแบบนี้สะท้อนโมเดลธุรกิจฟุตบอลยุคใหม่ที่นิยมใช้เกมกระชับมิตรเป็นเครื่องมือหลายด้าน ทั้งการสร้างรายได้จากตั๋วเข้าชม การกระตุ้นยอดขายสินค้าที่ระลึก และที่สำคัญไม่แพ้กันคือการสร้างคอนเทนต์ป้อนโซเชียลมีเดียอย่างต่อเนื่อง ในยุคที่แฟนบอลติดตามข่าวสารผ่านคลิปสั้นและไลฟ์สตรีมมากกว่าการไปสนามจริง การมีแมตช์ให้พูดถึงทุกสัปดาห์คือกลยุทธ์รักษาการมองเห็นแบรนด์ (Brand Visibility) ที่มีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ เมืองทองยังใช้ช่วงเวลานี้ทำกิจกรรมเชิงสังคมควบคู่ไปด้วย โดยสโมสรเตรียมจัดการแข่งขันการกุศล Charity Football Match ร่วมกับโปลิศ เทโร ซึ่งเดินหน้าต่อเนื่องมาเป็นปีที่ 5 แล้ว การผสมผสานระหว่างกิจกรรมเชิงพาณิชย์และเชิงสังคมแบบนี้ ช่วยสร้างภาพลักษณ์สโมสรให้มีมิติมากกว่าแค่ผลการแข่งขัน และตอกย้ำความสัมพันธ์กับฐานแฟนคลับในช่วงเวลาที่ทีมกำลังต้องการกำลังใจมากที่สุด

มองไปข้างหน้า หากเมืองทองสามารถรักษาฟอร์มการเล่นและผลงานแบบนี้ต่อเนื่องไปจนถึงฤดูกาลไทยลีก 2 ที่กำลังจะเปิดฉาก โอกาสที่จะได้เห็นสโมสรระดับตำนานทีมนี้กลับคืนสู่ลีกสูงสุดภายในซีซั่นเดียวก็ไม่ใช่เรื่องเพ้อฝัน แต่สิ่งที่ต้องจับตาคือความสม่ำเสมอ เพราะเกมอุ่นเครื่องกับทีมเล็กหรือทีมสมัครเล่นย่อมแตกต่างจากเกมการแข่งขันจริงที่ทุกทีมในไทยลีก 2 ต่างก็มีเป้าหมายเดียวกันคือการเลื่อนชั้น

บทสรุป

จากตัวเลข 13 ประตูใน 3 นัดอุ่นเครื่อง สู่การผสมผสานระหว่างเลือดใหม่ในประเทศกับประสบการณ์ระดับบุนเดสลีกาอย่างสเตรลี่ แมมบ้า เมืองทอง ยูไนเต็ด กำลังส่งสัญญาณชัดเจนว่าการตกชั้นครั้งนี้ไม่ใช่จุดจบ แต่คือจุดเริ่มต้นของการสร้างทีมที่แข็งแกร่งกว่าเดิม ทั้งในมิติแทคติก มิติจิตใจ และมิติธุรกิจที่เดินหน้าควบคู่กันไปอย่างเป็นระบบ

คำถามที่น่าติดตามต่อจากนี้คือ เมื่อเสียงนกหวีดเปิดฤดูกาลไทยลีก 2 ดังขึ้นจริง ทีมชุดผสมที่ผ่านการทดลองมาอย่างหนักหน่วงในพรีซีซั่นนี้ จะสามารถแปลงฟอร์มการซ้อมให้กลายเป็นผลงานจริงจนพากิเลนผยองทะยานกลับสู่ไทยลีก 1 ได้ภายในฤดูกาลเดียวตามเป้าหมายที่วางไว้หรือไม่


สรุปประเด็นสำคัญ

  • เมืองทอง ยูไนเต็ด ลงอุ่นเครื่องเป็นวันที่ 2 ติดต่อกัน เอาชนะบางกะปิ เอฟซี 3-1 ด้วยชุดผสมนักเตะเลือดใหม่
  • ทีมขึ้นนำ 3-0 ตั้งแต่นาทีที่ 15 จากประตูของเจริญศักดิ์, นนทวัชษ์ และจุดโทษของสเตรลี่ แมมบ้า
  • ก่อนหน้านี้เมืองทองยังถล่มพิจิตร เอฟซี และอ่างทอง เอฟซี ด้วยสกอร์ 5-0 ทั้งสองนัด รวม 13 ประตูใน 3 เกมอุ่นเครื่อง
  • สโมสรเพิ่งตกชั้นจากไทยลีก 1 สู่ไทยลีก 2 และตั้งเป้าเลื่อนชั้นกลับคืนภายในฤดูกาลเดียว
  • สเตรลี่ แมมบ้า อดีตนักเตะบุนเดสลีกาชาวเยอรมัน-คองโก คือกำลังเสริมหลักที่สโมสรหวังพึ่งพา

คำถามที่พบบ่อย

Q: เมืองทอง ยูไนเต็ด เอาชนะบางกะปิ เอฟซี ไปด้วยสกอร์เท่าไหร่? A: เมืองทอง ยูไนเต็ด เอาชนะบางกะปิ เอฟซี ไปด้วยสกอร์ 3-1 ในเกมอุ่นเครื่อง

Q: ใครเป็นผู้ทำประตูให้เมืองทองในเกมนี้? A: ผู้ทำประตูคือเจริญศักดิ์ วงษ์กรณ์ (นาที 2), นนทวัชษ์ อ้นสืบสาย (นาที 5) และสเตรลี่ แมมบ้า จากจุดโทษ (นาที 15)

Q: สเตรลี่ แมมบ้า คือใคร? A: เป็นกองหน้าลูกครึ่งเยอรมัน-คองโก อดีตนักเตะบุนเดสลีกาที่เพิ่งเซ็นสัญญา 1 ปีกับเมืองทอง ยูไนเต็ด

Q: เมืองทองตกชั้นมาจากไทยลีก 1 จริงหรือไม่? A: จริง เมืองทองตกชั้นจากไทยลีก 1 สู่ไทยลีก 2 หลังจบฤดูกาล 2025/26 ที่บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด คว้าแชมป์

Q: เป้าหมายของเมืองทองในฤดูกาลนี้คืออะไร? A: สโมสรตั้งเป้าเลื่อนชั้นกลับสู่ไทยลีก 1 ให้ได้ภายในฤดูกาลเดียว

Q: ก่อนเกมกับบางกะปิ เมืองทองลงอุ่นเครื่องกับทีมไหนมาบ้าง? A: เมืองทองเพิ่งเอาชนะพิจิตร เอฟซี และอ่างทอง เอฟซี ไปด้วยสกอร์ 5-0 ทั้งสองนัด

Q: สเตรลี่ แมมบ้า เคยเล่นให้ทีมไหนในเยอรมนีมาก่อน? A: เขาผ่านสโมสรในเยอรมนีหลายทีม และเคยยิงประตูใส่ทีมชั้นนำอย่างไบเออร์ เลเวอร์คูเซ่น, โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ และแอร์เบ ไลป์ซิก

Q: เกมอุ่นเครื่องมีความสำคัญต่อทีมฟุตบอลอย่างไร? A: ใช้ทดสอบแทคติก จัดการภาระงานร่างกายนักเตะ และเปิดโอกาสให้นักเตะดาวรุ่งได้สะสมประสบการณ์ก่อนเปิดฤดูกาลจริง

Q: ใครคือผู้รักษาประตูตัวจริงในเกมนี้? A: คณพศ กาดี ลงเฝ้าเสาเป็นตัวจริงในเกมนี้

Q: เมืองทอง ยูไนเต็ด เล่นในไทยลีก 2 ฤดูกาลไหน? A: เมืองทองจะลงเล่นในไทยลีก 2 ฤดูกาล 2026/27 หลังตกชั้นจากลีกสูงสุด

Q: นักเตะดาวรุ่งที่น่าจับตาในทีมชุดนี้มีใครบ้าง? A: เจริญศักดิ์ วงษ์กรณ์ และนนทวัชษ์ อ้นสืบสาย คือสองดาวรุ่งที่ทำประตูได้ตั้งแต่ 5 นาทีแรกของเกมนี้

Q: เมืองทองมีกิจกรรมอื่นนอกจากเกมอุ่นเครื่องหรือไม่? A: สโมสรเตรียมจัดการแข่งขันการกุศล Charity Football Match ร่วมกับโปลิศ เทโร ต่อเนื่องเป็นปีที่ 5