ลองจินตนาการภาพนี้ดู เช้าวันจันทร์ คุณเปิดกล่องข้อความแล้วพบว่ามีเรื่องรอตอบสามสิบกว่ารายการ บ่ายวันเดียวกันคุณต้องนั่งไล่หาข้อมูลลูกค้าเก่าที่ควรจะหยิบขึ้นมาใช้ได้ภายในห้านาที แต่กลับใช้เวลาไปครึ่งชั่วโมง และตกเย็นคุณก็ยังไม่ได้แตะงานที่แท้จริงสร้างรายได้ให้ธุรกิจสักชิ้นเดียว
นี่ไม่ใช่ปัญหาของคนขี้เกียจ แต่เป็นความจริงของคนทำธุรกิจคนเดียวหรือทีมเล็กในยุคนี้แทบทุกคน และนี่คือสิ่งที่ Thibault Sottiaux หัวหน้าทีมผลิตภัณฑ์ ChatGPT และ Codex ของ OpenAI พูดถึงอย่างตรงไปตรงมาในรายการสัมภาษณ์ของ Silicon Valley Girl Podcast เขาบอกว่าปัญหาที่เจ็บปวดที่สุดของคนทำธุรกิจในวันนี้ไม่ใช่เรื่องเงินทุน แต่คือ เวลา ที่ถูกกลืนไปกับงานที่ต้องทำแต่ไม่ได้สร้างมูลค่าอะไรเลย
สิ่งที่น่าสนใจกว่าคำเตือนธรรมดาคือคำถามสามข้อที่เขาทิ้งไว้ให้คนฟังคิดต่อ ทำไมทักษะ การเขียนคำสั่งป้อนให้ปัญญาประดิษฐ์ ที่คนฮือฮากันมาสองปีถึงกำลังจะหมดความสำคัญ ไฟล์ประเภทไหนที่เขาบอกว่าห้ามเขียนขึ้นเองเด็ดขาด และทำไมการพยายามใช้ปัญญาประดิษฐ์กับทุกเรื่องถึงอาจเป็นกับดักที่อันตรายกว่าการไม่ใช้มันเลยด้วยซ้ำ บทความนี้จะพาไปเจาะทีละประเด็น พร้อมตัวอย่างและมุมมองที่ประยุกต์ใช้ได้จริงกับคนทำงานและทำธุรกิจในบ้านเรา
จากวิศวกรหนุ่มที่ทิ้งปริญญาเอก สู่คนคุมผลิตภัณฑ์ที่มีคนใช้มากที่สุดในโลก
สิ่งที่ทำให้คำพูดของ Thibault มีน้ำหนัก ไม่ใช่เพราะเขาเป็นนักการตลาดที่โดดเข้ามาพูดเรื่องกระแส แต่เพราะเขาคลุกคลีอยู่กับเทคโนโลยีนี้มาตั้งแต่วันแรก เขาเริ่มต้นเส้นทางในฐานะวิศวกรซอฟต์แวร์ และมีจุดเปลี่ยนสำคัญคือการตัดสินใจลาออกจากโครงการปริญญาเอกหลังเรียนได้เพียงสองสัปดาห์ เหตุผลไม่ใช่เพราะเรียนไม่ไหว แต่เพราะเขามองเห็นว่าโลกของเทคโนโลยีกำลังหมุนเร็วกว่าที่ห้องเรียนจะตามทันได้ทัน
การตัดสินใจแบบนั้นฟังดูเสี่ยงในสายตาคนทั่วไป แต่มันสะท้อนบุคลิกของคนที่เชื่อในการลงมือทำมากกว่าการรอให้ทุกอย่างสมบูรณ์แบบก่อน ซึ่งเป็นแนวคิดเดียวกับที่เขาใช้ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์จนถึงวันนี้
ปัจจุบัน Thibault ดูแลผลิตภัณฑ์ที่ทรงอิทธิพลที่สุดสองชิ้นของ OpenAI ตัวแรกคือ ChatGPT ซึ่งมีผู้ใช้งานรายสัปดาห์มากกว่าห้าร้อยล้านคนทั่วโลก นั่นเท่ากับประชากรเกือบทั้งทวีปยุโรปเปิดใช้งานเครื่องมือนี้เป็นประจำทุกสัปดาห์ ตัวที่สองคือ Codex เครื่องมือที่เดิมทีถูกออกแบบมาสำหรับช่วยเขียนโปรแกรม แต่ตอนนี้กำลังขยายขอบเขตออกไปไกลกว่านักพัฒนาซอฟต์แวร์แล้ว กลายเป็นเครื่องมือที่ทำงานอัตโนมัติหลายขั้นตอนให้กับคนทำงานทั่วไปด้วย
จุดเปลี่ยนสำคัญ เมื่อปัญญาประดิษฐ์ไม่ได้แค่ตอบคำถาม แต่ลงมือทำงานแทนเรา
ประเด็นที่ Thibault อธิบายได้ชัดเจนที่สุดในบทสัมภาษณ์คือความแตกต่างระหว่างปัญญาประดิษฐ์แบบเดิมกับสิ่งที่เขาเรียกว่า ผู้ช่วยอัจฉริยะที่ลงมือทำงานแทน หรือที่วงการเรียกกันว่า Agent
ปัญญาประดิษฐ์แบบเดิมทำงานเหมือนพนักงานตอบคำถามหน้าเคาน์เตอร์ คุณถามคำถามหนึ่ง มันตอบกลับหนึ่งครั้ง จบการสนทนา แต่ผู้ช่วยอัจฉริยะรุ่นใหม่ทำงานเหมือนผู้ช่วยส่วนตัวที่รับมอบหมายงานทั้งก้อน แล้วไปจัดการเองหลายขั้นตอนโดยที่คุณไม่ต้องนั่งเฝ้าดูทุกวินาที เปรียบง่ายๆ ก็เหมือนความแตกต่างระหว่างการจ้างล่ามแปลประโยคต่อประโยค กับการจ้างผู้จัดการที่รับโจทย์ไปแล้วกลับมารายงานผลลัพธ์สุดท้ายให้
เพื่อให้เห็นภาพชัดขึ้น Thibault สาธิตสดสองตัวอย่างในรายการ ตัวอย่างแรกคือผู้ช่วยที่จัดการกล่องข้อความอีเมลทั้งหมดให้ มันวิเคราะห์ได้เองว่าอีเมลไหนสำคัญต้องรีบตอบ อีเมลไหนรอได้ และยังร่างแนวทางการตอบกลับไว้ล่วงหน้าด้วย ตัวอย่างที่สองคือผู้ช่วยที่ดึงข้อมูลสถิติผู้ติดตามจาก LinkedIn ออกมาวิเคราะห์แนวโน้มให้ทั้งหมด โดยเจ้าของบัญชีไม่ต้องเปิดหน้าเว็บด้วยตัวเองสักครั้งเดียว
ลองนึกภาพว่าถ้าคุณเป็นเจ้าของร้านค้าออนไลน์ที่ต้องตอบแชทลูกค้าวันละหลายสิบข้อความ งานลักษณะนี้แม้จะสำคัญ แต่ก็ไม่ใช่งานที่ต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์ระดับสูง มันคืองานที่กินเวลามากกว่ากินความสามารถ และนี่คือช่องว่างที่ผู้ช่วยอัจฉริยะเข้ามาเติมเต็มได้พอดี
แต่สิ่งที่น่าสนใจยิ่งกว่าความสามารถของเครื่องมือ คือคำเตือนที่ Thibault ฝากไว้เกี่ยวกับวิธีคิดของคนที่ใช้มัน
กับดักที่คนฉลาดที่สุดมักพลาดมากที่สุด ไม่ใช่การไม่ใช้ แต่คือการใช้ผิดจุด
หลายคนคิดว่าความผิดพลาดในการนำปัญญาประดิษฐ์มาใช้คือการล้าหลังไม่ยอมเรียนรู้ แต่ Thibault กลับชี้ไปที่ปัญหาตรงกันข้าม เขาบอกว่าความผิดพลาดที่พบบ่อยที่สุดคือการพยายาม เพิ่มประสิทธิภาพให้กับทุกกระบวนการ จนลืมตั้งคำถามพื้นฐานว่า สิ่งที่กำลังพยายามทำให้เร็วขึ้นนั้น มันควรมีอยู่ตั้งแต่แรกหรือเปล่า
เขาเปรียบเทียบให้เห็นภาพว่า มันเหมือนกับการพยายามทำให้รถที่วิ่งผิดเส้นทางวิ่งได้เร็วขึ้น แทนที่จะหยุดรถแล้วถามก่อนว่านี่คือเส้นทางที่ถูกต้องหรือไม่ ยิ่งรถวิ่งเร็ว ยิ่งออกนอกเส้นทางไปไกลเร็วขึ้นเท่านั้น
ในโลกธุรกิจจริง สถานการณ์แบบนี้เกิดขึ้นบ่อยกว่าที่คิด ลองนึกถึงบริษัทที่ยังคงทำรายงานสรุปยอดขายรายสัปดาห์แบบละเอียดยิบทุกสัปดาห์ เพราะเคยทำแบบนี้มาตลอดสิบปี ทั้งที่ไม่มีใครในทีมผู้บริหารอ่านรายงานนั้นอย่างจริงจังอีกต่อไปแล้ว ถ้าเอาปัญญาประดิษฐ์มาช่วยทำรายงานนั้นให้เร็วขึ้นสิบเท่า สิ่งที่ได้คือความสูญเปล่าที่เร็วขึ้นสิบเท่าเช่นกัน ไม่ใช่มูลค่าที่เพิ่มขึ้น
บทเรียนตรงนี้สำคัญมากสำหรับคนทำธุรกิจขนาดเล็กและฟรีแลนซ์ ก่อนที่จะรีบหาเครื่องมือมาทำให้งานชิ้นใดชิ้นหนึ่งเป็นระบบอัตโนมัติ คำถามแรกที่ต้องถามตัวเองไม่ใช่ “ทำยังไงให้เร็วขึ้น” แต่เป็น “งานนี้สร้างผลลัพธ์ที่แท้จริงให้ธุรกิจหรือเปล่า” ถ้าคำตอบคือไม่ชัดเจน การทำให้มันเร็วขึ้นก็เท่ากับการเร่งความสูญเปล่าให้เร็วขึ้นเท่านั้นเอง
ไฟล์ที่ทุกธุรกิจควรมี และไฟล์ที่ห้ามเขียนขึ้นเองเด็ดขาด
หนึ่งในส่วนที่ให้ประโยชน์ตรงตัวที่สุดของบทสัมภาษณ์คือแนวคิดเรื่อง ไฟล์ข้อมูลบริบท หรือเอกสารที่ต้องเตรียมไว้ให้ผู้ช่วยอัจฉริยะรู้จักตัวตนของเราก่อนที่มันจะทำงานได้ดี
Thibault อธิบายว่า ต่อให้ปัญญาประดิษฐ์จะฉลาดแค่ไหน มันก็ยังทำงานได้แย่อยู่ดี ถ้าไม่รู้ว่าคุณเป็นใคร ทำธุรกิจอะไร กลุ่มลูกค้าเป็นใคร และต้องการผลลัพธ์แบบไหน เหมือนกับการจ้างพนักงานใหม่ที่เก่งมากแต่ไม่เคยได้รับการปฐมนิเทศเลยสักวัน ต่อให้เก่งแค่ไหนก็ทำงานผิดทิศทางได้ง่ายๆ
ไฟล์แรกที่เขาบอกว่าทุกคนควรมีคือเอกสารที่อธิบาย ตัวตนของธุรกิจ อย่างละเอียด ครอบคลุมเป้าหมายระยะสั้นระยะยาว กลุ่มลูกค้าเป้าหมาย ข้อจำกัดที่ต้องระวัง เช่น งบประมาณ หรือข้อกฎหมาย รวมถึงน้ำเสียงในการสื่อสารที่ต้องการนำเสนอต่อสาธารณะ เอกสารนี้เปรียบเสมือนคู่มือแนะนำตัวเองที่คุณควรมีอยู่แล้วไม่ว่าจะใช้ปัญญาประดิษฐ์หรือไม่ก็ตาม เพียงแต่ตอนนี้มันมีประโยชน์มากขึ้นเป็นทวีคูณ
แต่สิ่งที่น่าประหลาดใจคือไฟล์ที่เขาแนะนำว่า ห้ามเขียนขึ้นเอง คือไฟล์ที่ต้องการความแม่นยำทางเทคนิคสูง เช่น ชุดคำสั่งพื้นฐานหรือกรอบการทำงานที่ป้อนให้ผู้ช่วยอัจฉริยะยึดถือ เหตุผลคือปัญญาประดิษฐ์สามารถเขียนเอกสารประเภทนี้ได้ดีกว่ามนุษย์เสียอีก เพราะมันรู้วิธีจัดโครงสร้างคำสั่งให้ตัวเองเข้าใจได้แม่นยำที่สุด ในขณะที่มนุษย์มักเผลอใส่ อคติที่ไม่รู้ตัว ลงไปในคำสั่งโดยไม่ทันคิด เช่น การใช้คำที่กำกวมเพราะเราคุ้นเคยกับบริบทของตัวเองมากเกินไป จนลืมไปว่าคนอื่นหรือแม้แต่เครื่องจักรอาจตีความไม่เหมือนที่เราคิด
บทเรียนตรงนี้พลิกความเข้าใจเดิมของคนจำนวนมากที่คิดว่ายิ่งเขียนคำสั่งเองอย่างพิถีพิถัน ยิ่งควบคุมผลลัพธ์ได้ดี แต่ในความเป็นจริง การปล่อยให้เครื่องมือช่วยร่างส่วนที่เป็นเทคนิคเฉพาะทาง แล้วเราเข้าไปตรวจสอบและปรับแก้ทีหลัง กลับให้ผลลัพธ์ที่แม่นยำกว่า
ทักษะใหม่ที่กำลังเข้ามาแทนที่การเขียนคำสั่งให้สมบูรณ์แบบ
ประเด็นที่ Thibault ทิ้งท้ายไว้และน่าจะเป็นประเด็นที่คนทำงานทุกวัยควรฟังให้ดีที่สุดคือ ทักษะ การเขียนคำสั่งป้อนให้ปัญญาประดิษฐ์ ที่คนพูดถึงกันอย่างกว้างขวางในช่วงสองปีที่ผ่านมา กำลังจะกลายเป็นทักษะที่ไม่จำเป็นอีกต่อไป
เหตุผลไม่ใช่เพราะทักษะนี้ไม่มีประโยชน์ แต่เพราะปัญญาประดิษฐ์รุ่นใหม่เข้าใจเจตนาของผู้ใช้ได้ดีขึ้นมาก จนไม่จำเป็นต้องพึ่งพาคำสั่งที่เขียนอย่างสมบูรณ์แบบเป๊ะทุกตัวอักษรเหมือนในอดีตอีกต่อไป เปรียบเทียบง่ายๆ ก็เหมือนสมัยก่อนที่การค้นหาข้อมูลบนอินเทอร์เน็ตต้องพิมพ์คำค้นหาให้ตรงเป๊ะถึงจะเจอสิ่งที่ต้องการ แต่ทุกวันนี้แค่พิมพ์คำถามธรรมดาๆ ระบบก็เข้าใจสิ่งที่เราต้องการได้แล้ว
สิ่งที่จะเข้ามาแทนที่ความสำคัญของการเขียนคำสั่งให้สมบูรณ์แบบคือทักษะที่เขาเรียกว่า การมอบหมายงาน ซึ่งไม่ต่างอะไรจากทักษะการบริหารทีมงานที่เป็นมนุษย์เลยแม้แต่น้อย คุณต้องรู้ว่าจะมอบหมายอะไรให้ใคร ตั้งเป้าหมายให้ชัดเจนตั้งแต่ต้น ตรวจสอบความคืบหน้าเป็นระยะ และที่สำคัญที่สุดคือรู้จังหวะว่าเมื่อไรควรเข้าไปแทรกแซงด้วยตัวเอง
เขาเปรียบผู้ช่วยอัจฉริยะเหมือนกับ ช่างตัดเสื้อส่วนตัว ที่ยิ่งรู้จักสัดส่วนร่างกาย รสนิยม และไลฟ์สไตล์ของลูกค้ามากเท่าไร ก็ยิ่งตัดชุดออกมาได้ตรงใจมากขึ้นเท่านั้น ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับปัญญาประดิษฐ์จึงไม่ใช่การออกคำสั่งแบบทางเดียวอีกต่อไป แต่เป็นกระบวนการสร้างความเข้าใจร่วมกันที่ค่อยๆ พัฒนาไปเรื่อยๆ ยิ่งใช้งานนาน ยิ่งป้อนข้อมูลบริบทมาก ผลลัพธ์ก็จะยิ่งตรงจุดมากขึ้นเป็นลำดับ
นี่คือเหตุผลที่ Thibault บอกว่าในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า คนที่เพิ่งเริ่มต้นใช้เครื่องมือเหล่านี้วันนี้ จะสามารถไล่ตามทันคนที่ใช้งานมานานถึงสองปีได้ ไม่ใช่เพราะทักษะเฉพาะทางของคนกลุ่มหลังลดค่าลง แต่เพราะเครื่องมือถูกออกแบบใหม่ให้ใช้งานง่ายขึ้นสำหรับทุกคน ไม่ใช่แค่คนที่เคยฝึกฝนการเขียนคำสั่งอย่างชำนาญเท่านั้น
แล้วธุรกิจของคุณควรเริ่มต้นตรงไหนก่อนดี
จากทุกประเด็นข้างต้น สิ่งที่ควรทำเป็นอันดับแรกไม่ใช่การรีบไปสมัครใช้เครื่องมือใหม่ล่าสุดที่กำลังเป็นกระแส แต่คือการกลับมาสำรวจงานประจำวันของตัวเองอย่างจริงจังก่อน ลองแบ่งงานที่ทำในหนึ่งสัปดาห์ออกเป็นสองกลุ่ม กลุ่มแรกคืองานที่ต้องใช้การตัดสินใจ ความคิดสร้างสรรค์ หรือความสัมพันธ์กับลูกค้าโดยตรง กลุ่มที่สองคืองานที่ทำซ้ำๆ ตามรูปแบบเดิมทุกครั้ง
งานในกลุ่มที่สองนี่แหละคือจุดเริ่มต้นที่เหมาะสมที่สุด ไม่ว่าจะเป็นการคัดกรองข้อความที่เข้ามาในแต่ละวัน การสรุปข้อมูลจากรายงานยาวๆ ให้เหลือใจความสำคัญ หรือการร่างคำตอบเบื้องต้นให้คำถามที่ลูกค้าถามซ้ำกันบ่อยๆ งานเหล่านี้เป็นจุดที่ผู้ช่วยอัจฉริยะเข้ามาช่วยแบ่งเบาได้ทันทีโดยแทบไม่ต้องปรับตัวมาก
ขั้นต่อไปคือการเริ่มเขียนเอกสารอธิบายตัวตนของธุรกิจตัวเองให้ชัดเจน ถึงแม้จะยังไม่ได้ใช้เครื่องมือใดๆ เลยก็ตาม เพราะการนั่งทบทวนว่าเป้าหมายจริงๆ ของธุรกิจคืออะไร กลุ่มลูกค้าคือใคร และน้ำเสียงที่อยากสื่อสารเป็นแบบไหน คือแบบฝึกหัดที่มีประโยชน์ในตัวมันเองอยู่แล้ว ไม่ว่าท้ายที่สุดจะนำไปใช้กับเครื่องมือใดก็ตาม
และที่สำคัญไม่แพ้กันคือการฝึกมองปัญญาประดิษฐ์เหมือนเพื่อนร่วมงานคนหนึ่งที่ต้องค่อยๆ สร้างความเข้าใจร่วมกัน ไม่ใช่เครื่องมือวิเศษที่ใส่คำสั่งครั้งเดียวแล้วได้ผลลัพธ์สมบูรณ์แบบทันที ยิ่งให้ข้อมูลย้อนกลับบ่อยแค่ไหน ผลลัพธ์ในระยะยาวก็จะยิ่งแม่นยำมากขึ้นเท่านั้น เหมือนกับการฝึกพนักงานใหม่ให้ค่อยๆ เข้าใจวิธีทำงานขององค์กรมากขึ้นทุกวัน
บทสรุป คำถามที่แท้จริงไม่ใช่ว่าคุณใช้เป็นหรือยัง
ท้ายที่สุดแล้ว สิ่งที่ Thibault ทิ้งไว้ให้คิดต่อไม่ใช่คำแนะนำเรื่องเทคนิคการใช้งานเครื่องมือ แต่เป็นคำถามที่ลึกกว่านั้นมาก เขาบอกว่าคำถามที่แท้จริงไม่ใช่ “คุณใช้ปัญญาประดิษฐ์เป็นแล้วหรือยัง” แต่คือ “คุณรู้ไหมว่างานไหนในธุรกิจของคุณที่มันทำแทนได้แล้วตั้งแต่วันนี้ และคุณยังนั่งทำมันเองอยู่ทำไม”
คำถามนี้ตรงไปตรงมาและเจ็บแสบในเวลาเดียวกัน เพราะมันบังคับให้คนทำธุรกิจต้องเผชิญหน้ากับความจริงที่ว่า อุปสรรคที่แท้จริงในการนำเทคโนโลยีมาใช้ อาจไม่ใช่ความไม่รู้เรื่องเทคนิค แต่คือความเคยชินที่ทำให้เรายึดติดกับวิธีการเดิมๆ โดยไม่ทันสังเกตว่าโลกได้เปลี่ยนไปแล้ว
สิ่งที่นำไปปรับใช้ได้จริงทันทีคือ อย่าเพิ่งถามว่าเครื่องมือไหนดีที่สุด แต่ให้ถามตัวเองก่อนว่า งานใดในแต่ละวันที่กินเวลาแต่ไม่ได้สร้างมูลค่า จากนั้นค่อยเริ่มมอบหมายงานนั้นให้ผู้ช่วยอัจฉริยะทำแทน พร้อมกับเตรียมข้อมูลบริบทเกี่ยวกับตัวตนธุรกิจให้ชัดเจน แล้วปล่อยให้ความสัมพันธ์ระหว่างคุณกับเครื่องมือค่อยๆ พัฒนาไปทีละก้าว เพราะในโลกที่ทักษะการเขียนคำสั่งไม่ใช่กำแพงอีกต่อไป คนที่จะได้เปรียบไม่ใช่คนที่เก่งเทคนิคที่สุด แต่คือคนที่กล้าลงมือมอบหมายงานให้ถูกจุดตั้งแต่วันนี้
สรุปประเด็นสำคัญ
- เวลาคือต้นทุนที่แพงที่สุดของคนทำธุรกิจคนเดียวหรือทีมเล็ก ไม่ใช่เงินทุน
- ผู้ช่วยอัจฉริยะรุ่นใหม่ต่างจากปัญญาประดิษฐ์แบบเดิม เพราะลงมือทำงานหลายขั้นตอนแทนได้โดยไม่ต้องเฝ้าดูตลอดเวลา
- กับดักที่อันตรายที่สุดคือการเร่งความเร็วให้งานที่ไม่ควรทำตั้งแต่แรก แทนที่จะตั้งคำถามว่างานนั้นสร้างมูลค่าจริงหรือไม่
- ควรเตรียมเอกสารอธิบายตัวตนธุรกิจด้วยตัวเอง แต่ปล่อยให้ปัญญาประดิษฐ์ช่วยร่างคำสั่งเชิงเทคนิคที่ต้องการความแม่นยำสูง
- ทักษะการมอบหมายงานกำลังสำคัญกว่าทักษะการเขียนคำสั่งให้สมบูรณ์แบบ
คำถามที่พบบ่อย
Q: Thibault Sottiaux คือใคร A: เขาคือหัวหน้าทีมผลิตภัณฑ์ของ ChatGPT และ Codex ที่ OpenAI ผู้ดูแลเครื่องมือที่มีผู้ใช้งานรายสัปดาห์กว่าห้าร้อยล้านคนทั่วโลก
Q: AI Agent หรือผู้ช่วยอัจฉริยะแบบลงมือทำงานคืออะไร ต่างจากแชทบอทแบบเดิมอย่างไร A: มันคือปัญญาประดิษฐ์ที่รับมอบหมายงานแล้วลงมือทำหลายขั้นตอนด้วยตัวเอง แทนที่จะตอบคำถามครั้งเดียวจบเหมือนแชทบอทแบบเดิม
Q: ทำไมทักษะการเขียนคำสั่งป้อนให้ปัญญาประดิษฐ์ถึงกำลังจะไม่จำเป็นอีกต่อไป A: เพราะเครื่องมือรุ่นใหม่เข้าใจเจตนาของผู้ใช้ได้ดีขึ้นมาก จึงไม่จำเป็นต้องพึ่งพาคำสั่งที่เขียนอย่างสมบูรณ์แบบเป๊ะทุกคำเหมือนในอดีต
Q: ทักษะการมอบหมายงานที่ Thibault พูดถึงคืออะไรกันแน่ A: คือความสามารถในการรู้ว่าจะให้ใครหรืออะไรทำงานส่วนไหน ตั้งเป้าหมายให้ชัด ตรวจสอบผลลัพธ์ และรู้จังหวะที่ต้องเข้าไปแทรกแซง ซึ่งไม่ต่างจากการบริหารทีมงานที่เป็นมนุษย์
Q: ไฟล์ข้อมูลบริบทที่ธุรกิจควรเตรียมไว้มีอะไรบ้าง A: ควรมีเอกสารอธิบายเป้าหมายธุรกิจ กลุ่มลูกค้าเป้าหมาย ข้อจำกัดต่างๆ และน้ำเสียงในการสื่อสารที่ต้องการนำเสนอ
Q: ทำไมถึงไม่ควรเขียนชุดคำสั่งเชิงเทคนิคให้ผู้ช่วยอัจฉริยะด้วยตัวเอง A: เพราะปัญญาประดิษฐ์มักเขียนคำสั่งประเภทนี้ได้แม่นยำกว่ามนุษย์ ในขณะที่มนุษย์มักใส่อคติหรือความกำกวมที่ไม่รู้ตัวลงไปในคำสั่งโดยไม่ทันคิด
Q: กับดักที่คนฉลาดมักพลาดเวลาใช้ปัญญาประดิษฐ์คืออะไร A: คือการรีบเร่งเพิ่มประสิทธิภาพให้กับงานทุกชิ้น โดยไม่ทันตั้งคำถามก่อนว่างานนั้นควรมีอยู่หรือสร้างมูลค่าจริงหรือไม่
Q: ธุรกิจขนาดเล็กหรือฟรีแลนซ์ควรเริ่มใช้ผู้ช่วยอัจฉริยะจากงานประเภทไหนก่อน A: ควรเริ่มจากงานที่ทำซ้ำๆ ตามรูปแบบเดิมทุกครั้ง เช่น การคัดกรองข้อความ การสรุปรายงาน หรือการร่างคำตอบให้คำถามที่ลูกค้าถามบ่อย
Q: คนที่เพิ่งเริ่มใช้ปัญญาประดิษฐ์วันนี้ยังมีโอกาสไล่ทันคนที่ใช้มานานได้จริงหรือไม่ A: มีโอกาสสูง เพราะเครื่องมือถูกออกแบบใหม่ให้ใช้งานง่ายขึ้นสำหรับทุกคน ไม่ได้เอื้อประโยชน์เฉพาะคนที่เคยฝึกฝนการเขียนคำสั่งอย่างชำนาญเท่านั้น
Q: Codex ใช้ได้เฉพาะนักพัฒนาโปรแกรมเท่านั้นหรือไม่ A: เดิมทีถูกออกแบบมาเพื่อช่วยเขียนโปรแกรม แต่ปัจจุบันกำลังขยายขอบเขตการใช้งานออกไปครอบคลุมงานอัตโนมัติหลายประเภทสำหรับคนทำงานทั่วไปด้วย
Q: ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับผู้ช่วยอัจฉริยะควรเป็นแบบไหนถึงจะได้ผลลัพธ์ดีที่สุด A: ควรเป็นความสัมพันธ์ที่ค่อยๆ สร้างความเข้าใจร่วมกัน ยิ่งป้อนข้อมูลบริบทมากเท่าไร ผลลัพธ์ก็จะยิ่งตรงความต้องการมากขึ้นเท่านั้น เหมือนช่างตัดเสื้อที่รู้จักลูกค้าดีขึ้นเรื่อยๆ
Q: บทเรียนที่สำคัญที่สุดจากบทสัมภาษณ์นี้คืออะไร A: คือการกลับมาถามตัวเองว่างานไหนในธุรกิจที่กินเวลาแต่ไม่สร้างมูลค่า แล้วเริ่มมอบหมายงานนั้นให้ปัญญาประดิษฐ์ทำแทน แทนที่จะยึดติดกับความเคยชินเดิม