ปัญญาประดิษฐ์แย่งงานนักการตลาดจริงหรือ? ความจริงที่คนทำงานสายนี้ต้องรู้ก่อนตกขบวน

เปิดหน้าโซเชียลมีเดียวันนี้ยังไงก็ต้องเจอโพสต์ทำนองนี้อย่างน้อยหนึ่งครั้ง “อีกไม่กี่ปีอาชีพนักการตลาดจะหายไป เพราะปัญญาประดิษฐ์ทำงานแทนได้หมดแล้ว” สลับกับอีกฝั่งที่บอกว่า “อย่าไปกลัว ปัญญาประดิษฐ์ไม่มีทางเข้าใจความเป็นมนุษย์ได้หรอก” ฟังจากสองฝั่งแล้วชวนสับสนไม่น้อย โดยเฉพาะกับคนที่เพิ่งเริ่มต้นเส้นทางสายงานนี้ หรือเจ้าของกิจการที่กำลังลังเลว่าจะทุ่มงบลงทุนกับเครื่องมืออัจฉริยะพวกนี้ดีหรือไม่

ความจริงแล้วคำตอบไม่ได้อยู่สุดโต่งทั้งสองฝั่งที่ว่ามาครับ วันนี้เราจะพาไปเจาะลึกแบบตรงไปตรงมาว่า ณ ตอนนี้ปัญญาประดิษฐ์ทำงานการตลาดแทนคนได้จริงแค่ไหน จุดไหนที่มันเก่งกว่ามนุษย์แบบไม่มีข้อโต้แย้ง และจุดไหนที่ต่อให้เทคโนโลยีก้าวหน้าแค่ไหนก็ยังต้องการ “หัวใจของคน” อยู่ดี

ไฮไลท์เด็ดของเรื่องนี้

ทำความเข้าใจก่อนว่า “ปัญญาประดิษฐ์ในงานการตลาด” หน้าตาเป็นอย่างไร

หลายคนพอได้ยินคำว่าปัญญาประดิษฐ์ในงานการตลาด มักนึกภาพหุ่นยนต์นั่งพิมพ์โฆษณาแทนคนทั้งกระบวนการ แต่ในโลกความเป็นจริง เทคโนโลยีนี้แทรกซึมอยู่ในหลายรูปแบบมากกว่าที่คิด

ตัวอย่างที่จับต้องได้ เช่น เครื่องมือช่วยร่างข้อความอย่าง ChatGPT หรือ Claude ที่ช่วยเขียนคอนเทนต์ ระบบวิเคราะห์พฤติกรรมผู้ใช้งานเว็บไซต์อย่าง Google Analytics 4 ระบบยิงโฆษณาอัตโนมัติที่จัดสรรงบให้เองอย่าง Meta Advantage+ โปรแกรมสนทนาอัตโนมัติที่คอยตอบลูกค้าใน LINE Official Account หรือแม้แต่ระบบแนะนำสินค้าบน Shopee และ Lazada ที่เรากดใช้กันทุกวันโดยไม่ทันสังเกต

สิ่งที่น่าสนใจคือ เราหลายคนใช้เทคโนโลยีนี้อยู่แล้วในชีวิตประจำวันโดยไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ นี่คือจุดเริ่มต้นที่ทำให้เข้าใจว่าคำถามที่ถูกต้องไม่ใช่ “จะใช้หรือไม่ใช้” แต่คือ “จะใช้อย่างไรให้เกิดประโยชน์สูงสุด”

ห้าเรื่องที่ปัญญาประดิษฐ์ทำได้ดีกว่ามนุษย์อย่างชัดเจน

หนึ่ง การประมวลผลข้อมูลจำนวนมหาศาลในเวลาอันสั้น

นี่คือจุดที่เทคโนโลยีเอาชนะมนุษย์แบบขาดลอย ลองจินตนาการว่าธุรกิจหนึ่งมีฐานข้อมูลลูกค้ากว่าหนึ่งแสนคน พร้อมประวัติการซื้อ พฤติกรรมการคลิก และเวลาที่ใช้บนหน้าเว็บไซต์ หากให้พนักงานคนเดียวนั่งไล่วิเคราะห์ทีละแถวคงต้องใช้เวลาเป็นเดือน แต่ระบบอัจฉริยะทำงานนี้เสร็จภายในไม่กี่นาที และยังสามารถมองเห็นรูปแบบความสัมพันธ์ที่สายตามนุษย์อาจมองข้ามไปได้อีกด้วย

เปรียบง่ายๆ เหมือนการให้คนหนึ่งคนอ่านหนังสือทั้งห้องสมุดเพื่อหาประโยคที่ซ้ำกันสิบประโยค กับการใช้เครื่องสแกนที่ไล่อ่านทุกหน้าพร้อมกันได้ในพริบตา ตัวอย่างที่เห็นชัดที่สุดในชีวิตประจำวันคือระบบแนะนำสินค้าของ Lazada และ Shopee ที่วิเคราะห์พฤติกรรมการเลื่อนดูสินค้าแล้วเสนอสิ่งที่เราน่าจะสนใจได้แม่นยำจนบางครั้งรู้สึกเหมือนมันอ่านใจเราออก

สอง การทำงานได้ตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมงโดยไม่มีวันเหน็ดเหนื่อย

โปรแกรมสนทนาอัตโนมัติที่ขับเคลื่อนด้วยปัญญาประดิษฐ์สามารถตอบคำถามลูกค้าได้ทุกช่วงเวลา ไม่ว่าจะตีสามหรือวันหยุดนักขัตฤกษ์ สำหรับธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมที่ไม่มีกำลังคนพอจะเปิดรับสายตลอดเวลา นี่คือเครื่องมือที่พลิกเกมได้จริง เพราะพฤติกรรมลูกค้ายุคนี้คาดหวังคำตอบภายในไม่กี่นาที ไม่ใช่รอข้ามวัน

ลองนึกภาพยามเฝ้าประตูที่ไม่เคยหลับ ไม่เคยลาป่วย และพร้อมต้อนรับทุกคนที่มาเคาะประตูตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง นั่นคือบทบาทที่เทคโนโลยีนี้กำลังทำอยู่ในธุรกิจจำนวนมาก

สาม การปรับเนื้อหาและโฆษณาให้ตรงใจแต่ละบุคคล

ระบบอย่าง Meta Advantage+ หรือ Google Performance Max ใช้ปัญญาประดิษฐ์วิเคราะห์ว่าลูกค้าแต่ละรายชอบเห็นโฆษณารูปแบบไหน ในช่วงเวลาใด บนอุปกรณ์ประเภทไหน แล้วปรับการนำเสนอให้เหมาะกับแต่ละคนโดยอัตโนมัติ การทำแบบนี้ด้วยแรงคนล้วนแทบเป็นไปไม่ได้เลยเมื่อฐานลูกค้ามีจำนวนหลักหมื่นหลักแสนราย

เปรียบเทียบง่ายๆ เหมือนช่างตัดเสื้อที่ต้องตัดชุดให้พอดีตัวลูกค้าทีละคนนับแสนคนพร้อมกันในเวลาเดียว มนุษย์ทำไม่ได้แน่นอน แต่ระบบที่ประมวลผลแบบขนานทำได้อย่างต่อเนื่อง

สี่ การร่างงานเขียนชิ้นแรกอย่างรวดเร็ว

เครื่องมืออย่าง ChatGPT หรือ Claude สามารถสร้างโครงร่างบทความ ข้อความโฆษณา หรืออีเมลได้ภายในไม่กี่นาที งานที่นักเขียนต้องใช้เวลาหลายชั่วโมงกว่าจะเรียบเรียงความคิด เทคโนโลยีนี้ทำได้ในเวลาไม่ถึงหนึ่งนาที แม้ผลลัพธ์ที่ได้ยังต้องผ่านการปรับแก้และเติมความเป็นตัวตนลงไปเสมอ แต่การมีร่างแรกให้เริ่มต้นก็ช่วยประหยัดเวลาได้มหาศาล เหมือนมีผู้ช่วยร่างภาพสเก็ตช์ให้ก่อนที่ศิลปินจะลงสีจริง

ห้า การทดสอบเปรียบเทียบหลายรูปแบบพร้อมกัน

ปัญญาประดิษฐ์สามารถทดสอบหัวข้อโฆษณา รูปภาพ ข้อความ และกลุ่มเป้าหมายนับร้อยรูปแบบพร้อมกันได้ในเวลาเดียวกัน แล้วเลือกเวอร์ชันที่ให้ผลลัพธ์ดีที่สุดโดยอัตโนมัติ เปรียบเหมือนเชฟที่ทดลองทำอาหารจานเดียวกันสิบสูตรพร้อมกันในครัวสิบเตา แล้วตัดสินใจได้ทันทีว่าสูตรไหนอร่อยที่สุด มนุษย์ทำสิ่งนี้ได้เช่นกัน เพียงแต่ช้ากว่าและมีความแม่นยำน้อยกว่าอย่างมีนัยสำคัญ

ห้าเรื่องที่ปัญญาประดิษฐ์ยังทำแทนมนุษย์ไม่ได้

หนึ่ง การเข้าใจบริบททางวัฒนธรรมและอารมณ์ความรู้สึกที่ลึกซึ้ง

เทคโนโลยีนี้อ่านข้อมูลได้ แต่ไม่ “รู้สึก” การที่แบรนด์หนึ่งจะสื่อสารในช่วงเทศกาลสงกรานต์ หรือในช่วงที่สังคมกำลังเผชิญเหตุการณ์สะเทือนใจ ต้องอาศัยความเข้าใจในบรรยากาศทางสังคมและความละเอียดอ่อนที่เทคโนโลยียังไปไม่ถึง

ตัวอย่างที่เห็นชัดคือช่วงที่เกิดเหตุการณ์สะเทือนขวัญระดับประเทศ แบรนด์ที่มีวิจารณญาณดีจะหยุดโพสต์เนื้อหาสนุกสนานทันทีและเปลี่ยนน้ำเสียงให้เหมาะสม แต่ระบบที่ตั้งเวลาโพสต์ล่วงหน้าไว้แล้วจะไม่รู้เรื่องนี้เลย มีเพียงคนเท่านั้นที่รับรู้และตัดสินใจเปลี่ยนแผนได้ทันท่วงที

สอง การสร้างความสัมพันธ์และความไว้เนื้อเชื่อใจที่แท้จริง

ลูกค้าตัดสินใจซื้อจากคนที่พวกเขาไว้วางใจ และความไว้วางใจนั้นเกิดจากการสื่อสารที่มีความอบอุ่นแบบมนุษย์อยู่ในนั้น ไม่ว่าจะเป็นการไลฟ์สดที่เจ้าของร้านพูดคุยกับลูกค้าด้วยตัวเอง การตอบข้อความด้วยความจริงใจ หรือการจดจำชื่อและความชอบของลูกค้าประจำได้ สิ่งเหล่านี้ยังเป็นสิ่งที่มนุษย์ทำได้ดีกว่าเทคโนโลยีอย่างมาก

สาม ความคิดสร้างสรรค์ที่ก้าวข้ามกรอบเดิมอย่างพลิกโฉม

เทคโนโลยีนี้สร้างสรรค์งานโดยอิงจากข้อมูลที่เคยมีอยู่แล้วในโลก แต่ไอเดียที่พลิกเกมได้จริงมักเกิดจากการมองโลกในมุมที่ไม่มีใครเคยมอง การผสมผสานสิ่งที่ไม่น่าจะไปด้วยกัน หรือแรงบันดาลใจจากประสบการณ์ชีวิตที่เทคโนโลยีไม่เคยผ่านมา แคมเปญการตลาดที่ยิ่งใหญ่และเป็นตำนานในอดีตส่วนใหญ่ล้วนเกิดจากความคิดของมนุษย์ทั้งสิ้น

สี่ การตัดสินใจเชิงจริยธรรมและจุดยืนของแบรนด์

แบรนด์ที่แข็งแรงต้องมีจุดยืนชัดเจนว่าเชื่อในอะไรและไม่เชื่อในอะไร การตัดสินใจว่าจะสนับสนุนประเด็นสังคมไหน จะพูดหรือไม่พูดเรื่องใดในช่วงเวลาไหน หรือแม้แต่การเลือกปฏิเสธลูกค้าบางกลุ่มเพื่อรักษาคุณค่าของแบรนด์เอาไว้ สิ่งเหล่านี้ต้องมาจากเจ้าของแบรนด์ที่รู้ว่าตัวเองยืนอยู่เพื่ออะไร เพราะเทคโนโลยีไม่มีคุณค่าหรือจุดยืนที่แท้จริงเป็นของตัวเอง

ห้า การรับมือกับสถานการณ์ที่ไม่ได้วางแผนไว้ล่วงหน้า

การตลาดในโลกความเป็นจริงเต็มไปด้วยเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝัน ไม่ว่าจะเป็นกระแสดราม่าในโซเชียลมีเดีย เทรนด์ที่เปลี่ยนทิศทางกะทันหัน หรือโอกาสทองที่เกิดขึ้นเพียงชั่วคราว การตอบสนองต่อสถานการณ์เหล่านี้อย่างชาญฉลาดและทันเวลาต้องอาศัยวิจารณญาณของมนุษย์ที่ “อ่านสถานการณ์ออก” ซึ่งเทคโนโลยียังทำได้ไม่ดีพอ

กรณีศึกษาจากธุรกิจจริงที่ใช้เทคโนโลยีนี้แล้วเห็นผล

กรณีแรก ร้านค้าออนไลน์ที่ใช้โปรแกรมสนทนาอัตโนมัติเพิ่มยอดขาย

ร้านขายเสื้อผ้าออนไลน์ขนาดกลางแห่งหนึ่งในไทยติดตั้งโปรแกรมสนทนาอัตโนมัติบน LINE Official Account เพื่อตอบคำถามเรื่องขนาด สี และการจัดส่งตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง ผลลัพธ์ที่ได้คือเวลาที่พนักงานต้องใช้ตอบแชทลดลงกว่าร้อยละหกสิบ ลูกค้าได้รับคำตอบเร็วขึ้นอย่างชัดเจน และที่น่าสนใจคือยอดขายในช่วงดึกซึ่งไม่มีพนักงานคอยตอบเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เพราะลูกค้าไม่ต้องรอจนถึงเช้าเพื่อได้คำตอบที่ต้องการ

กรณีที่สอง ธุรกิจที่ใช้ระบบวิเคราะห์ข้อมูลลดต้นทุนโฆษณา

ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมที่จำหน่ายผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเปลี่ยนมาใช้ Meta Advantage+ ซึ่งเป็นระบบยิงโฆษณาที่ขับเคลื่อนด้วยปัญญาประดิษฐ์ แทนการกำหนดกลุ่มเป้าหมายด้วยมือแบบเดิม ผลลัพธ์คือต้นทุนต่อการซื้อหนึ่งครั้งลดลงกว่าร้อยละสามสิบภายในเดือนแรก เพราะระบบสามารถค้นหากลุ่มเป้าหมายที่แม่นยำกว่าที่ทีมการตลาดกำหนดเองได้

สองกรณีนี้สะท้อนภาพเดียวกัน นั่นคือเทคโนโลยีทำหน้าที่เป็น “ตัวเร่งประสิทธิภาพ” ไม่ใช่ “ตัวแทนที่มาแย่งงาน” เพราะทั้งสองธุรกิจยังต้องมีคนคอยกำหนดกลยุทธ์ ตรวจสอบผลลัพธ์ และปรับทิศทางอยู่เบื้องหลังตลอดเวลา

ความจริงที่นักการตลาดทุกคนต้องยอมรับให้ได้

ความจริงที่สำคัญที่สุดคือ เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ไม่ได้มาแทนที่นักการตลาด แต่กำลังเปลี่ยนนิยามของงานนักการตลาดไปอย่างสิ้นเชิง

งานที่เป็นกิจวัตร ทำซ้ำๆ ใช้ข้อมูลเป็นหลัก และไม่ต้องการการตัดสินใจเชิงคุณค่า กำลังถูกเทคโนโลยีเข้ามารับผิดชอบมากขึ้นเรื่อยๆ ในขณะที่งานที่ต้องการความเป็นมนุษย์ ความเข้าใจในอารมณ์ ความคิดสร้างสรรค์ระดับสูง และการสร้างความสัมพันธ์อย่างแท้จริง ยังคงเป็นพื้นที่ของมนุษย์เสมอ

นักการตลาดที่จะอยู่รอดและเติบโตในยุคนี้ไม่ใช่คนที่เก่งกว่าเทคโนโลยี แต่คือคนที่เรียนรู้จะทำงานร่วมกับมันได้อย่างชาญฉลาด มอบหมายงานที่เทคโนโลยีทำได้ดีกว่าให้มันจัดการ แล้วนำพลังงานและเวลาที่เหลือไปทุ่มเทกับสิ่งที่มนุษย์ทำได้ดีกว่าเสมอ

แล้วนักการตลาดยุคนี้ควรทำอย่างไรต่อจากนี้

ข้อแรก เริ่มจากจุดที่เจ็บปวดที่สุดในธุรกิจก่อน ถ้าปัญหาคือตอบลูกค้าไม่ทัน ให้เริ่มที่โปรแกรมสนทนาอัตโนมัติ ถ้าปัญหาคือไม่มีเวลาผลิตคอนเทนต์ ให้เริ่มที่เครื่องมือช่วยเขียน ถ้าปัญหาคือค่าโฆษณาแพงแต่ผลลัพธ์ไม่คุ้ม ให้ลองเปิดใช้ระบบยิงโฆษณาอัตโนมัติดู การแก้ทีละปัญหาจะเห็นผลชัดเจนกว่าการพยายามเปลี่ยนทุกอย่างพร้อมกัน

ข้อสอง ใช้เทคโนโลยีเป็นจุดเริ่มต้น ไม่ใช่จุดจบ ให้มันช่วยร่างโครงเรื่องหรือแนวคิดเบื้องต้น แล้วให้คนเติมน้ำเสียง ประสบการณ์ส่วนตัว และความรู้สึกลงไป ผลลัพธ์ที่ได้จะดีกว่าการปล่อยให้ทำงานเพียงลำพังหรือให้คนทำทุกอย่างตั้งแต่ต้นจนจบ

ข้อสาม ลงทุนพัฒนาทักษะที่เทคโนโลยียังทำไม่ได้ เช่น ความเข้าใจในอารมณ์ผู้บริโภค การเล่าเรื่องที่สร้างแรงสั่นสะเทือนทางใจ การตัดสินใจเชิงจริยธรรม และการอ่านสถานการณ์เฉพาะหน้า เพราะนี่คือทักษะที่จะทำให้แตกต่างจากคู่แข่งในระยะยาว

ข้อสี่ อย่ากลัวเทคโนโลยี แต่จงกลัวการหยุดเรียนรู้ สิ่งที่น่ากลัวกว่าเทคโนโลยีคือเพื่อนร่วมวงการที่เรียนรู้จะใช้มันได้ดีกว่าเรา คนที่มองเทคโนโลยีเป็นเครื่องมือเสริมจะทำงานได้เร็วกว่า มีประสิทธิภาพมากกว่า และสร้างผลลัพธ์ได้มากกว่าคนที่ปฏิเสธมันโดยสิ้นเชิง

สรุปแล้ว เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ทำงานการตลาดแทนคนได้จริงในหลายเรื่อง และบางเรื่องทำได้ดีกว่ามนุษย์อย่างชัดเจนด้วยซ้ำ แต่สิ่งที่มันยังขาดคือหัวใจที่ทำให้การตลาดมีพลังอย่างแท้จริง นั่นคือความเป็นมนุษย์ ความเข้าใจในอารมณ์ และความสามารถในการสร้างความสัมพันธ์ที่จริงใจ นักการตลาดที่ชาญฉลาดในยุคนี้ไม่ใช่คนที่กลัวเทคโนโลยีหรือปฏิเสธมันโดยสิ้นเชิง แต่คือคนที่รู้ว่าเมื่อไหร่ควรปล่อยให้เทคโนโลยีทำงาน และเมื่อไหร่ที่ต้องลงมือทำด้วยหัวใจของตัวเองเท่านั้น

สรุปประเด็นสำคัญ

  • เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์เก่งกว่ามนุษย์ในงานที่ใช้ข้อมูลจำนวนมาก การทำงานต่อเนื่องตลอดเวลา และการทดสอบเปรียบเทียบหลายรูปแบบพร้อมกัน
  • มนุษย์ยังคงจำเป็นในงานที่ต้องใช้ความเข้าใจอารมณ์ วัฒนธรรม จริยธรรม และการสร้างความสัมพันธ์ที่แท้จริง
  • กรณีศึกษาจริงในไทยแสดงให้เห็นว่าการใช้เทคโนโลยีนี้ช่วยลดต้นทุนโฆษณาและเพิ่มยอดขายได้อย่างเป็นรูปธรรม
  • เทคโนโลยีไม่ได้มาแทนที่นักการตลาด แต่กำลังเปลี่ยนนิยามของงานให้เน้นคุณค่าที่มนุษย์สร้างได้มากขึ้น
  • ทางรอดของนักการตลาดคือการเรียนรู้ใช้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือเสริม ไม่ใช่มองมันเป็นศัตรูหรือทางลัด

คำถามที่พบบ่อย

ปัญญาประดิษฐ์จะแทนที่นักการตลาดทั้งหมดในอนาคตหรือไม่ A: ไม่น่าจะเกิดขึ้นในเร็วๆ นี้ ตราบใดที่ลูกค้ายังเป็นมนุษย์ที่มีอารมณ์และต้องการความเชื่อมโยงที่แท้จริง งานการตลาดก็ยังต้องการคนเป็นผู้กำหนดทิศทางและสร้างความสัมพันธ์อยู่เสมอ

ธุรกิจขนาดเล็กควรเริ่มใช้เทคโนโลยีนี้จากจุดไหนก่อน A: ควรเริ่มจากปัญหาที่เจ็บปวดที่สุดในธุรกิจก่อน เช่น ถ้าตอบลูกค้าไม่ทันให้เริ่มที่โปรแกรมสนทนาอัตโนมัติ หรือถ้าโฆษณาแพงแต่ไม่ได้ผลให้ลองใช้ระบบยิงโฆษณาอัตโนมัติ

เนื้อหาที่เขียนโดยเทคโนโลยีต่างจากที่คนเขียนอย่างไร A: ความต่างหลักอยู่ที่ตัวตนและอารมณ์ในงานเขียน หากไม่มีคนแก้ไขเพิ่มเติม เนื้อหามักดูเป็นทางการและขาดน้ำเสียงเฉพาะตัวของแบรนด์

นักการตลาดควรกลัวเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์หรือไม่ A: ไม่ควรกลัวตัวเทคโนโลยีโดยตรง แต่ควรกังวลว่าคู่แข่งหรือเพื่อนร่วมวงการที่เรียนรู้จะใช้มันได้ดีกว่าจะทิ้งห่างเราไปแทน

เทคโนโลยีนี้ช่วยลดต้นทุนโฆษณาได้จริงหรือไม่ A: จากกรณีศึกษาจริงในไทย ธุรกิจที่ใช้ระบบยิงโฆษณาอัตโนมัติสามารถลดต้นทุนต่อการซื้อหนึ่งครั้งลงได้มากถึงร้อยละสามสิบภายในเดือนแรก

ทักษะอะไรที่นักการตลาดควรพัฒนาเพื่อรับมือกับยุคนี้ A: ควรเน้นทักษะที่เทคโนโลยียังทำไม่ได้ เช่น ความเข้าใจอารมณ์ผู้บริโภค การเล่าเรื่องที่สร้างแรงสั่นสะเทือนทางใจ และการตัดสินใจเชิงจริยธรรม

โปรแกรมสนทนาอัตโนมัติช่วยเพิ่มยอดขายให้ธุรกิจออนไลน์ได้อย่างไร A: ช่วยตอบคำถามลูกค้าได้ตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมงโดยไม่ต้องมีพนักงานเฝ้า ทำให้ลูกค้าที่เข้ามาถามในช่วงดึกหรือวันหยุดได้รับคำตอบทันทีและตัดสินใจซื้อได้เร็วขึ้น

ทำไมเทคโนโลยีนี้ถึงยังเข้าใจอารมณ์ลูกค้าได้ไม่เท่ามนุษย์ A: เพราะมันประมวลผลจากข้อมูลที่มีอยู่แล้วเท่านั้น ไม่มีประสบการณ์ชีวิตหรือความรู้สึกร่วมกับเหตุการณ์ทางสังคมเหมือนที่มนุษย์มี

การใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์มากเกินไปในการตลาดมีความเสี่ยงอะไรบ้าง A: ความเสี่ยงหลักคือการสื่อสารที่ขาดความละเอียดอ่อนในสถานการณ์อ่อนไหว หรือการตอบสนองผิดจังหวะเมื่อเกิดเหตุการณ์ที่ไม่ได้วางแผนไว้ล่วงหน้า

ธุรกิจควรลงทุนกับเครื่องมือปัญญาประดิษฐ์ตัวไหนก่อนเป็นอันดับแรก A: ควรเลือกจากปัญหาเร่งด่วนที่สุดในธุรกิจตัวเองก่อน ไม่จำเป็นต้องลงทุนทุกเครื่องมือพร้อมกัน เพราะแต่ละเครื่องมือแก้ปัญหาคนละจุด

อาชีพนักการตลาดจะหายไปในอีกกี่ปีข้างหน้าหรือไม่ A: ไม่น่าจะหายไปทั้งอาชีพ แต่ลักษณะงานจะเปลี่ยนไปมาก โดยเน้นไปที่งานเชิงกลยุทธ์และความคิดสร้างสรรค์มากขึ้นแทนงานที่ทำซ้ำๆ

จะรู้ได้อย่างไรว่างานส่วนไหนควรให้เทคโนโลยีทำและส่วนไหนควรทำเอง A: ให้ดูว่างานนั้นต้องอาศัยข้อมูลจำนวนมากและความรวดเร็วหรือไม่ หากใช่ให้เทคโนโลยีทำ แต่ถ้าต้องอาศัยการตัดสินใจเชิงคุณค่า อารมณ์ หรือความสัมพันธ์ ควรให้คนเป็นผู้ลงมือเอง