เดอไซยี่อยากเห็นโรนัลโด้คว้าแชมป์โลก: ตำนานฝรั่งเศสส่งใจช่วยโปรตุเกส ก่อนศึกใหญ่จะเริ่ม

มีนักเตะกี่คนในประวัติศาสตร์ฟุตบอลโลกที่ถือว่า “ยิ่งใหญ่อย่างสมบูรณ์” โดยไม่มีถ้วยแชมป์โลกประดับตู้? สำหรับ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ คำถามนั้นยังคงค้างคาอยู่ และฟุตบอลโลก 2026 ที่กำลังจะมาถึงในอีกไม่กี่วันข้างหน้า อาจเป็นโอกาสสุดท้ายที่เขาจะตอบคำถามนั้นได้อย่างสมศักดิ์ศรี

ล่าสุด มาร์กแซล เดอไซยี่ ตำนานกองหลังระดับโลกของทีมชาติฝรั่งเศส ผู้ที่เคยคว้าแชมป์ฟุตบอลโลก 1998 ด้วยตัวเอง ออกมาเปิดใจอย่างตรงไปตรงมาว่า หัวใจของเขาในการแข่งขันครั้งนี้อยู่กับโปรตุเกส และอยู่กับชายคนหนึ่งที่ชื่อ คริสเตียโน่ โรนัลโด้


เดอไซยี่พูดอะไร และทำไมถึงสำคัญ

ในโลกของฟุตบอล การที่ตำนานจากชาติหนึ่งออกมาเชียร์นักเตะจากอีกชาติ ไม่ใช่เรื่องที่เกิดขึ้นบ่อยนัก โดยเฉพาะเมื่อทั้งสองฝ่ายนั้นมักจะอยู่ฝั่งตรงข้ามกันในสนาม

เดอไซยี่ กล่าวอย่างชัดเจนว่า “โปรตุเกสอาจเป็นม้ามืดก็ได้” ก่อนจะเสริมว่า “ผมอยากให้คริสเตียโน่ได้แชมป์ เพราะผมรักทั้งคริสเตียโน่และเมสซี่มากพอๆ กัน แต่ผมอยากให้โปรตุเกสซึ่งมีทีมที่แข็งแกร่งคว้าแชมป์โลกได้สำเร็จ เพื่อที่คริสเตียโน่จะได้รับรางวัลเช่นเดียวกับที่เมสซี่ได้รับในปี 2022”

คำพูดนี้ไม่ได้เป็นเพียงคำแสดงความปรารถนาดี แต่สะท้อนให้เห็นถึงมุมมองของนักฟุตบอลระดับตำนานที่มองข้ามพรมแดนของความเป็นชาติ และเห็นคุณค่าของความยิ่งใหญ่ที่แท้จริงในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง


ความเจ็บปวดที่ยังไม่หาย: โรนัลโด้กับถ้วยที่ขาดหายไป

ตลอดอาชีพนักเตะที่ยาวนานกว่าสองทศวรรษ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ได้พิสูจน์ตัวเองในเกือบทุกมิติที่เป็นไปได้ของฟุตบอล เขาคว้าแชมป์ลีกสูงสุดกับสามสโมสรในสามประเทศ คว้าแชมป์ยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก ห้าสมัย และสร้างสถิติการทำประตูระดับโลกที่ยากจะถูกทำลาย

ทว่าสิ่งเดียวที่ยังขาดหายไปจากตู้โทรฟี่ของเขา คือแชมป์ฟุตบอลโลก

ในฟุตบอลโลก 2022 ที่กาตาร์ ซึ่งน่าจะเป็นโอกาสที่ดีที่สุดครั้งหนึ่งของโปรตุเกส โรนัลโด้และทีมพ่ายแพ้ต่อโมร็อกโกในรอบก่อนรองชนะเลิศอย่างน่าเสียดาย ด้วยผลประตู 0-1 ซ้ำยังมีปัญหาความขัดแย้งภายในทีมที่ทำให้บรรยากาศไม่เป็นใจ และภาพที่โรนัลโด้เดินออกจากสนามพร้อมน้ำตา กลายเป็นหนึ่งในภาพที่ทรงอารมณ์ที่สุดของการแข่งขันครั้งนั้น

ความเจ็บปวดนั้นยังไม่จางหาย และฟุตบอลโลก 2026 คือโอกาสสุดท้ายที่เขาจะล้างแค้น


โรนัลโด้ในปี 2026: อายุเป็นแค่ตัวเลข หรือกำแพงที่แกะไม่ออก?

ในเดือนกุมภาพันธ์ปี 2569 คริสเตียโน่ โรนัลโด้ มีอายุครบ 41 ปี ซึ่งในมาตรฐานของฟุตบอลสมัยใหม่ถือว่าเป็นวัยที่เกินกว่าจะอยู่ในจุดสูงสุดของเกม

แต่โรนัลโด้ไม่เคยเดินตามกฎเดิมๆ ของใคร

ในสโมสรอัล นัสร์ ของซาอุดีอาระเบีย เขายังคงทำประตูได้อย่างต่อเนื่อง แสดงให้เห็นว่าร่างกายของเขายังคงอยู่ในสภาพที่ดีเกินกว่าที่คนส่วนใหญ่ในวัยเดียวกันจะทำได้ ความใส่ใจในการดูแลร่างกายอย่างเคร่งครัด ทั้งในด้านโภชนาการ การพักผ่อน และการซ้อม กลายเป็นตำนานที่ถูกเล่าขานในวงการฟุตบอลมาหลายปี

ในระดับทีมชาติ โรนัลโด้ยังคงเป็นกัปตันและตัวหลักของโปรตุเกส แม้ว่าทีมในยุคนี้จะมีนักเตะรุ่นใหม่ที่มีความสามารถสูงอย่าง บรูนู แฟร์นันดิช, ราฟาแอล เลเอา และ เบร์นาร์โด ซิลวา ที่สามารถแบกรับภาระการเล่นได้มากขึ้น ซึ่งอาจทำให้โรนัลโด้ไม่ต้องแบกรับภาระหนักเกินไปในแต่ละเกม


โปรตุเกส “ม้ามืด” ที่ไม่ควรมองข้าม

เดอไซยี่ใช้คำว่า “ม้ามืด” เพื่ออธิบายโปรตุเกส และคำนี้มีน้ำหนักมากกว่าที่คิด

ในสายตาของสื่อและนักวิเคราะห์ทั่วโลก ผู้เต็งในฟุตบอลโลก 2026 มักถูกจัดให้เป็นชาติอย่างฝรั่งเศส บราซิล อาร์เจนตินา อังกฤษ และเยอรมนี แต่โปรตุเกสมักถูกมองข้ามในฐานะผู้เต็งหลัก ทั้งที่ในความเป็นจริง ทีมชุดนี้มีความแข็งแกร่งในทุกแนวที่น่ากลัวอย่างยิ่ง

แนวรับ: นักเตะอย่าง รุเบน ดิอัช จากแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ถือเป็นหนึ่งในกองหลังที่ดีที่สุดในโลกในยุคปัจจุบัน ซึ่งเป็นแกนหลักที่ทำให้แนวรับของโปรตุเกสมีความมั่นคงสูงมาก

แนวกลาง: บรูนู แฟร์นันดิช และ เบร์นาร์โด ซิลวา คือกลไกสำคัญที่ควบคุมจังหวะเกมและสร้างโอกาสได้อย่างต่อเนื่อง

แนวรุก: นอกจากโรนัลโด้แล้ว ราฟาแอล เลเอา จากเอซี มิลาน กลายเป็นนักเตะที่สร้างความปั่นป่วนให้ฝ่ายตรงข้ามได้อย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยความเร็วและทักษะการเลี้ยงบอลที่อยู่ในระดับชั้นนำของโลก

ความสมดุลของทีมชุดนี้ทำให้โปรตุเกสไม่ได้พึ่งพาโรนัลโด้เพียงคนเดียวอีกต่อไป ซึ่งในทางกลับกัน อาจเป็นปัจจัยที่ทำให้โรนัลโด้ตัดสินใจเกมได้ดีขึ้นในสถานการณ์สำคัญ เพราะเขาไม่ต้องแบกรับแรงกดดันทั้งหมดไว้คนเดียว


เมสซี่ทำได้ในปี 2022: บทเรียนสำหรับโรนัลโด้

การที่เดอไซยี่อ้างถึงเมสซี่และชัยชนะของอาร์เจนตินาในปี 2022 ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ เพราะนั่นคือบทเรียนที่สำคัญที่สุดบทหนึ่งในประวัติศาสตร์ฟุตบอลโลกยุคใหม่

ในปี 2022 ลิโอเนล เมสซี่ มีอายุ 35 ปี และหลายคนคิดว่านั่นอาจเป็นโอกาสสุดท้ายของเขาเช่นกัน แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในกาตาร์คือหนึ่งในเรื่องราวที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์กีฬา เมสซี่พาอาร์เจนตินาผ่านทุกอุปสรรคและคว้าแชมป์โลกในนัดชิงที่ถือเป็นนัดที่ดีที่สุดในประวัติศาสตร์ฟุตบอลโลก ด้วยการเอาชนะฝรั่งเศสไปได้อย่างหวุดหวิดในการดวลลูกโทษ

ชัยชนะนั้นทำให้คำถามเรื่อง “ใครยิ่งใหญ่กว่าระหว่างเมสซี่กับโรนัลโด้” เอียงไปทางเมสซี่อย่างชัดเจนในสายตาของหลายคน เพราะเมสซี่มีถ้วยแชมป์โลกที่โรนัลโด้ไม่มี

แต่ถ้าโรนัลโด้สามารถทำได้เช่นเดียวกันในปี 2026 การอภิปรายนั้นจะกลับมาอยู่บนโต๊ะอีกครั้ง และอาจไม่มีคำตอบที่ชัดเจนไปตลอดกาลก็ได้


เดอไซยี่: ผู้มีสิทธิ์พูดมากที่สุด

ไม่ใช่ทุกคนที่มีน้ำหนักพอจะพูดเรื่องแชมป์โลกได้อย่างน่าเชื่อถือ แต่ มาร์กแซล เดอไซยี่ คือหนึ่งในคนที่มีสิทธิ์นั้นอย่างเต็มที่

เดอไซยี่เป็นส่วนหนึ่งของทีมชาติฝรั่งเศสที่คว้าแชมป์ฟุตบอลโลก 1998 ที่บ้านเกิด และยังเป็นแชมป์ยูโร 2000 ด้วย ในฐานะกองหลังตัวหลักของเชลซีในยุครุ่งเรือง เขาเป็นที่รู้จักในฐานะนักเตะที่มีความแข็งแกร่ง เข้มแข็ง และมีวิสัยทัศน์กว้างไกล

การที่นักฟุตบอลระดับตำนานและแชมป์โลกจริงๆ ออกมาบอกว่าเขาอยากเห็นโรนัลโด้ได้แชมป์ ไม่ใช่เป็นเพียงคำพูดประชาสัมพันธ์ แต่มันสะท้อนถึงความเคารพอย่างลึกซึ้งที่คนในวงการมีต่อสิ่งที่โรนัลโด้ทำมาตลอดชีวิตนักเตะ


บทส่งท้าย: 19 กรกฎาคม อาจเป็นวันที่ประวัติศาสตร์เปลี่ยน

ฟุตบอลโลก 2026 จะสิ้นสุดลงในวันที่ 19 กรกฎาคม และในวันนั้น โลกจะรู้คำตอบว่าใครคือสุดยอดทีมชาติของโลกในยุคสมัยนี้

สำหรับโรนัลโด้ นั่นอาจเป็นวันที่เขาได้ยืนบนจุดสูงสุดที่ฟุตบอลเสนอให้ได้ หรือไม่ก็เป็นวันที่การเดินทางอันยาวนานของเขาจบลงอีกครั้งโดยไม่มีถ้วยที่ปรารถนา

แต่ไม่ว่าผลลัพธ์จะออกมาอย่างไร สิ่งที่เดอไซยี่พูดในวันนี้บอกเราได้ชัดเจนว่า ความยิ่งใหญ่ของโรนัลโด้ไม่ได้ถูกตัดสินจากถ้วยเพียงใบเดียว แต่มันถูกสร้างขึ้นจากทุกก้าวที่เขาเดิน ทุกประตูที่เขายิง และทุกชั่วโมงที่เขาทุ่มเทให้กับสิ่งที่เขารัก

ถ้าโปรตุเกสคว้าแชมป์ในปี 2026 ได้จริง มันจะเป็นหนึ่งในเรื่องราวที่สวยงามที่สุดในประวัติศาสตร์กีฬา และถ้าไม่ได้ โรนัลโด้ก็ยังคงเป็นหนึ่งในนักเตะที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่โลกเคยเห็นอยู่ดี

คำถามที่ทิ้งไว้ให้คิด: ถ้าโรนัลโด้คว้าแชมป์โลกได้ในปีนี้ คุณคิดว่าเขาจะเป็น “ผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดตลอดกาล” ของฟุตบอลโลกในสายตาของคุณหรือไม่?