กำปั้นอีสานระเบิดโลก! มวยไทยรากหญ้าซีซั่น 4 เดือดสนั่นบุรีรัมย์ เฟ้นแชมป์สู่เวทีระดับชาติ

เมื่อสังเวียนชั่วคราวกลายเป็นเวทีฝัน กำปั้นจาก 20 จังหวัดภาคอีสานพิสูจน์ตัวเองด้วยน้ำพักน้ำแรง ความหวัง และหมัดที่ไม่รู้จักแพ้


มีเรื่องหนึ่งในวงการมวยไทยที่ไม่ค่อยถูกพูดถึงในสื่อกระแสหลักมากนัก แต่กลับเป็นหัวใจสำคัญของการอยู่รอดของศิลปะประจำชาติในยุคที่ทุกอย่างถูกขับเคลื่อนด้วยเงินและสปอนเซอร์รายใหญ่ นั่นคือ “นักมวยรากหญ้า” เหล่านักชกจากต่างจังหวัด จากค่ายเล็กๆ ที่ไม่มีชื่อเสียง ไม่มีเส้นสาย มีเพียงกำปั้นและความฝันที่อยากพิสูจน์ตัวเองในสังเวียน

วันพุธที่ 25 มิถุนายน 2569 คือวันที่กำปั้นแห่งอีสานได้ลั่นดังขึ้นอีกครั้ง เมื่อโครงการ “สืบสานมวยไทยจากรากหญ้าสู่สากล” ซีซั่น 4 จัดศึกรอบ 16 คนสุดท้าย โซนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ณ สังเวียนชั่วคราวโดมสวนรมย์บุรี 200 ปี เทศบาลเมืองบุรีรัมย์ บรรยากาศคึกคักแน่นโดม ผู้คนจากหลายจังหวัดแห่มาเชียร์นักชกบ้านใกล้เรือนเคียงอย่างไม่ขาดสาย


โครงการที่เปลี่ยนชีวิตนักชกทั่วประเทศ

ก่อนจะเข้าสู่ผลการชกอันร้อนแรง ต้องทำความเข้าใจก่อนว่าโครงการ “สืบสานมวยไทยจากรากหญ้าสู่สากล” คืออะไร และทำไมมันถึงสำคัญต่อวงการมวยไทยมากขนาดนี้

โครงการนี้ดำเนินการโดยกองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ สำนักงานคณะกรรมการกีฬามวย สมาคมกีฬามวยอาชีพแห่งประเทศไทย และบริษัทท็อปคิง บ็อกซิ่ง โดยมีเป้าหมายเฟ้นหานักชกฝีมือดีเข้าสู่การแข่งขันในรอบต่อไป พร้อมผลักดันมวยไทยให้เป็นพลังอ่อนของประเทศสู่เวทีนานาชาติ

ที่สำคัญ โครงการนี้ได้รับพระมหากรุณาธิคุณให้เป็นโครงการในพระบรมราชูปถัมภ์ ภายใต้คณะกรรมการกีฬา Domestic Power แชมป์ในการแข่งขันจะได้รับรางวัลและถ้วยพระราชทาน ซึ่งถือเป็นเกียรติสูงสุดของนักกีฬา

นั่นหมายความว่า นักชกที่เดินเข้ามาในสังเวียนรอบนี้ไม่ได้ชกเพื่อเงินค่าตัวเพียงอย่างเดียว แต่ชกเพื่อเกียรติยศอันสูงสุดที่นักมวยอาชีพคนหนึ่งจะพึงได้รับในชีวิต

ในซีซั่น 4 ปี 2569 นี้ โครงการเปิดรับสมัครนักมวยทั่วประเทศ แบ่งการแข่งขันออกเป็น 4 โซนภูมิภาค ได้แก่ ภาคกลางที่พระนครศรีอยุธยา ภาคใต้ที่สงขลา ภาคเหนือที่เชียงใหม่ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่บุรีรัมย์ ก่อนจะเฟ้นหาผู้ชนะจากแต่ละโซนสู่รอบชิงแชมป์ประเทศไทย

ทัวร์นาเมนต์มีกำหนดตัดสินแชมป์ประเทศไทยในวันที่ 11 ตุลาคม 2569 นั่นหมายความว่าเส้นทางของทุกคู่ที่ชกกันในคืนนี้ยังอีกยาวไกล แต่ก็เต็มไปด้วยโอกาสทอง


ทำไมบุรีรัมย์ถึงเป็นสังเวียนที่ใช่

บุรีรัมย์ไม่ใช่เมืองธรรมดาในแง่ของกีฬา ใครก็ตามที่ติดตามวงการกีฬาไทยรู้ดีว่าจังหวัดแห่งนี้คือหนึ่งในเมืองกีฬาที่แข็งแกร่งที่สุดของประเทศ ด้วยสโมสรฟุตบอลบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด และช้าง อารีนา ที่ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ การนำมวยไทยรากหญ้ามาจัดที่นี่จึงยิ่งตอกย้ำความเป็นศูนย์กลางของกีฬาแห่งภูมิภาค

โซนภาคตะวันออกเฉียงเหนือครอบคลุมนักชกจาก 20 จังหวัด ซึ่งถือว่าเป็นโซนที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในแง่จำนวนจังหวัด นักชกที่รอดผ่านการคัดเลือกมาถึงรอบนี้จึงพิสูจน์ตัวเองแล้วว่าเป็นสุดยอดกำปั้นจากดินแดนแห่งอีสาน


ผลการชกคืนเดือดที่บุรีรัมย์

การชกในคืนนั้นประกอบด้วย 6 รุ่นน้ำหนัก ครอบคลุมทั้งนักชกชายและหญิง แต่ละคู่มาพร้อมกับเรื่องราวชีวิตและความฝันที่แตกต่างกัน

รุ่น 112 ปอนด์หญิง (รุ่นฟลายเวท)

เปิดฉากด้วยการแข่งขันของนักชกหญิงที่ไม่แพ้ผู้ชายในแง่ความดุเดือด น้ำเพชร เกียรติเมืองปรางค์ จากจังหวัดศรีสะเกษ โชว์ฟอร์มอันมั่นคงของกำปั้นลูกอีสาน เอาชนะคะแนน เพชรปลายฟ้า ศิษย์เซียนเอิ้บ จากร้อยเอ็ดไปได้อย่างสนุกสนาน การชกที่แสดงให้เห็นว่ามวยไทยหญิงระดับรากหญ้าไม่ได้ด้อยกว่าในแง่ทักษะและความตั้งใจแม้แต่น้อย

รุ่น 115 ปอนด์ชาย (รุ่นซุปเปอร์ฟลายเวท)

รุ่นนี้ให้ผลการตัดสินคะแนนสองคู่ที่น่าตื่นเต้น มงคลเพชร ศิษย์หม้อน้ำ จากศรีสะเกษ โชว์มวยที่มีระบบและประสิทธิภาพ เอาชนะคะแนน ข้าวนอกนา อาร์เอ็ม เรซซิง ยิม จากร้อยเอ็ด ขณะที่คู่ที่สอง ลมเหนือ พยัคฆ์ภูหลวง จากเลย ใช้เกมรับที่แน่นหนาและโต้กลับอย่างฉลาด เอาชนะคะแนน กองปราบ ลูกพิชิต จากสุรินทร์

รุ่น 118 ปอนด์ชาย (รุ่นแบนตั้มเวท)

รุ่นนี้มอบไฮไลต์ที่คนดูทั้งโดมต้องตะลึง เมื่อ เหนือเพชร มวยไทยเจ้าลำโขง จากอำนาจเจริญ เปิดเกมรุกทันทีตั้งแต่ยกแรก ปล่อยหมัดเด็ดจนสามารถน็อกเอาต์ โตโต้ เกียรติธนภัทร จากนครพนมในยกเปิดสังเวียน ความเร็วและพลังของเหนือเพชรในคืนนี้บอกชัดว่าเขาคือหนึ่งในดาวรุ่งที่น่าจับตามองที่สุดของโซนอีสาน

รุ่น 126 ปอนด์ชาย (รุ่นเฟเธอร์เวท)

รุ่นนี้คือรุ่นที่เดือดที่สุดในคืน เพราะทุกคู่จบลงด้วยการน็อกเอาต์ทั้งหมด

ขุนเดช เพชรแสงทอง จากยโสธร แสดงให้เห็นถึงความฉับไวและหมัดที่มีน้ำหนัก โค่น ฟ้าลิขิต ครูจุ๋มมวยไทย จากอำนาจเจริญในยกแรก ตามมาด้วย ก้องนำชัย ส.โสภณ จากหนองคาย ที่ใช้เวลาไม่นานกว่าจะน็อก มนต์รัก อ.ยุทธชัย จากเลยในยกเปิดสังเวียนเช่นกัน และ เชิดมงคล ศิษย์หม้อน้ำ จากศรีสะเกษ ปิดท้ายด้วยการน็อก ธารทอง ส.ทวีทรัพย์ จากขอนแก่นในยกที่สอง รุ่นเฟเธอร์เวทคืนนี้จึงเป็นเหมือนมหกรรมน็อกเอาต์ที่ไม่มีใครอยากพลาดชม

รุ่น 135 ปอนด์ชาย (รุ่นไลท์เวท)

ปิดท้ายด้วยรุ่นที่หนักที่สุดของคืน และไม่ทำให้ผิดหวัง หนุ่มอุบล สันติอุบล จากอุบลราชธานี พิสูจน์ว่ากำปั้นแห่งดินแดนอีสานตอนล่างไม่ธรรมดา น็อก ซุปเปอร์อาร์ม ศิษย์ผู้ใหญ่แนน จากศรีสะเกษในยกที่สอง และ เพชรพนมไพร พ.พนมไพรยิมส์ จากร้อยเอ็ด ปิดฉากคืนอันร้อนแรงด้วยการน็อกเอาต์ โจเดิ้น ดาบหมูเขาน้อย 35 จากชัยภูมิในยกแรกอย่างรวดเร็ว


เส้นทางต่อไป: บึงกาฬรอคอยอยู่

หลังจากฝุ่นควันในสังเวียนบุรีรัมย์จางหายลง นักชกที่ผ่านการคัดเลือกทั้ง 8 คนจากทุกรุ่นก็ยังไม่มีเวลาพักผ่อนมากนัก เพราะสมรภูมิถัดไปรอพวกเขาอยู่แล้ว

นักชกที่ผ่านรอบ 16 คนของโซนอีสานจะต้องเดินทางไปพิสูจน์ตัวเองอีกครั้งในรอบ 8 คนสุดท้ายของโซน ซึ่งจัดขึ้นวันที่ 9 กรกฎาคมที่จังหวัดบึงกาฬ ผู้ที่ชนะในรอบนั้นจะเป็นตัวแทนภาคอีสานไปร่วมชิงแชมป์ประเทศไทยในรอบสุดท้าย

ทัวร์นาเมนต์ยังจะดำเนินต่อไปอีก 5 รอบในทุกภูมิภาค รวม 15 นัด เพื่อค้นหาสุดยอดนักชกจากทุกภาคก่อนรวมตัวกันในรอบชิงแชมป์ประเทศไทย


เสียงจากผู้บริหาร: ไม่ใช่แค่แชมป์ แต่คืออาชีพ

สิ่งที่ทำให้โครงการมวยไทยรากหญ้าแตกต่างจากการแข่งขันทั่วไปคือวิสัยทัศน์ที่ชัดเจนของผู้บริหาร

นางโปรดปราน สมานมิตร รองผู้ว่าการ กกท. ระบุว่าเป้าหมายสำคัญคือการสร้างนักมวยเลือดใหม่เข้าสู่วงการอาชีพ และยกระดับมวยไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน ขณะที่นายทนุเกียรติ จันทร์ชุม ยืนยันว่าปีนี้มีการปรับระบบการแข่งขันให้มืออาชีพมากขึ้น ทั้งเรื่องปฏิทินการแข่งขัน การสร้างกระแส และการจ่ายค่าตัวนักมวยอย่างเหมาะสมและรวดเร็ว

นั่นคือสัญญาที่สำคัญที่สุดที่โครงการนี้มอบให้แก่นักชก ไม่ใช่แค่ถ้วยรางวัล แต่คือเส้นทางสู่อาชีพที่ยั่งยืน

ผลสำเร็จจาก 3 ซีซั่นที่ผ่านมาพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าโครงการนี้ไม่ได้สร้างแค่แชมป์ แต่สร้างอาชีพให้กับนักชกจริงๆ เมื่อหลายคนที่ผ่านเวทีมวยรากหญ้าได้ก้าวขึ้นไปแข่งขันในรายการระดับประเทศอย่าง ONE ลุมพินี และ RWS ซึ่งมีค่าตัวและชื่อเสียงที่สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ


มวยไทยรากหญ้า: พลังอ่อนที่แข็งแกร่งที่สุดของไทย

ในยุคที่ทุกคนพูดถึงคำว่า “พลังอ่อน” (Soft Power) ของประเทศไทย มวยไทยคือหนึ่งในสินทรัพย์ที่ทรงพลังที่สุดที่เรามี แต่ความยั่งยืนของมวยไทยในระยะยาวไม่ได้ขึ้นอยู่กับนักชกชื่อดังที่ปรากฏบนจอ ONE Championship หรือเวทีระดับโลก แต่ขึ้นอยู่กับรากหญ้าที่แข็งแรง ค่ายเล็กๆ ตามต่างจังหวัดที่ยังคงผลิตนักชกรุ่นใหม่ออกมาอย่างต่อเนื่อง

รองผู้ว่าการ กกท. ยืนยันถึงความตั้งใจที่จะสานต่อผลักดันนักมวยไทยระดับรากหญ้าให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น และเปิดเวทีแห่งโอกาสเพื่อสร้างนักมวยดาวรุ่งรุ่นใหม่เข้าสู่วงการในระดับที่สูงขึ้น

สังเวียนที่บุรีรัมย์ในคืนวันที่ 25 มิถุนายน 2569 จึงไม่ใช่แค่การชกมวยธรรมดา แต่คือภาพสะท้อนของฝันที่เป็นจริงได้ สำหรับเด็กอีสานทุกคนที่เคยฝึกซ้อมในค่ายเล็กๆ ใต้แสงไฟวาบๆ หวังว่าสักวันหนึ่งกำปั้นของตัวเองจะพาชีวิตไปถึงจุดที่ดีกว่าเดิม

ความฝันนั้น ณ วันนี้ ยังคงมีเวทีรองรับอยู่เสมอ


ดูก่อน 9 กรกฎาคมนี้ ที่บึงกาฬ

สำหรับแฟนมวยไทยและผู้ที่ต้องการเห็นดาวรุ่งรุ่นใหม่แจ้งเกิด อย่าพลาดรอบ 8 คนสุดท้ายโซนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ วันที่ 9 กรกฎาคม 2569 ณ จังหวัดบึงกาฬ ซึ่งจะเป็นอีกหนึ่งคืนที่กำปั้นอีสานพูดแทนทุกอย่าง

มวยไทยยังไม่ตาย ตราบใดที่ยังมีคนอย่างพวกเขา